Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
บทบาทมัสยิดในอิสลาม
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
กันยายน 21, 2017, 03:10:31 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทบาทมัสยิดในอิสลาม  (อ่าน 3491 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2010, 01:29:02 pm »
แบ่งปัน

   บทบาทมัสยิดในอิสลาม

    

    

   

    

   
   بسم الله الرحمن الرحيم

   الحمد لله وحده، والصلاة والسلام على من لا

   نبي بعده، نبينا محمد وعلى آله وصحبه، ومن

   تبعهم بإحسان إلى يوم الدين، أما بعد:

   บรรดาการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอการ

   ประสาทพรและความสันติ จงประสบแด่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ
   วะสัลลัม วงศ์วานและเหล่าเศาะหาบะฮฺของท่าน ตลอดจนบรรดาผู้เจริญรอย
   ตามแนวทางของชนเหล่านั้นด้วยดีจวบจนกาลอวสาน
   มัสยิดถือเป็นสถาบันหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพ ัฒนาคนและ
   สังคม ซึ่งจำเป็นต้องทำงานประสานสอดรับกับหน่วยอื่นๆ ทั้งหมด เช่นสถาบัน
   ครอบครัวและสถานศึกษาอย่างมิอาจแยกส่วนเป็นเอกเ ทศได้ หากเราศึกษา
   ป ร ะ วั ติ ศ า ส ร ต ร์ ห รื อ ซี เ ร า ะ ฮฺ ข อ ง ท่ า น น บี มุ หั ม มั ด ศ็ อ ล ลั ล ล อ ฮฺ
   อะลัยฮิ วะสัลลัม อย่างลึกซึ้ง ก็จะพบว่าสิ่งแรกที่ท่านได้ลงมือปฏิบัติทันทีเม ื่อ
   เดินทาง(ฮิจญ์เราะฮฺ)ถึงเมื่องมะดีนะฮฺนั้นก็คือการส ร้างมัสยิดเพื่อเป็นประหนึ่งดั่ง
   รากฐานรองรับการพัฒนาเปลี่ยนแปลง
   หนังสือ "บทบาทมัสยิดในอิสลาม" เป็นอีกหนึ่งวิทยาทานที่ฝ่าย
   วิชาการและเผยแพร่ มูลนิธิเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาสังคม ภูมิใจเสนอ โดย
   หวังว่าเนื้อหาสาระต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้จะสามารถก่อให้เกิดผลในทาง
   สร้างสรรค์อย่างดีต่อสังคมมุสลิมสืบไป อินชาอัลลอฮฺ
   สุดท้ายนี้ ขอเอกองค์อัลลอฮฺตะอาลา ทรงโปรดเมตตาคณะผู้เรียบเรียง
   และผู้บริจาคเงินเพื่อการจัดพิมพ์ ตลอดจนผู้มีส่วนร่วมในการจัดหนังสือเล่มนี้ทุก
   ท่าน และขอพระองค์ทรงรับการงานของเราด้วยเทอญ
   وصلى الله على نبينا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين
   ด้วยสลามและดุอาอ์
   ฝ่ายวิชาการและเผยแพร่
   มูลนิธิเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาสังคม
   ซุลเกาะอฺดะฮฺ 1426
   
   
   

    

   رسالة المسجد في الإسلام
   บทบาทมัสยิดในอิสลาม
   
   มัสยิด คือ บ้านของอัลลอฮฺบนพื้นพิภพแห่งนี้ เป็นสถานที่ซึ่ง
   ความเมตตาของพระองค์ถูกประทานลงมา อีกทั้งเป็นสถานที่พบปะ
   ของบรรดาผู้ศรัทธา และเป็นที่รวมจิตใจของบรรดาผู้ยำเกรง และเป็น
   สถานที่อันดีเยี่ยมที่ถูกส่องประกายด้วยรัศมีและความ สุกใส และทำให้
   ความหมายที่แท้จริงของความรักและความเป็นพี่น้องประท ุขึ้นในใจ
   ทั้งหลาย
   โอ ช่างประเสริฐเพียงนี้เชียวหรือ สถานที่ที่ซึ่งเป็นที่รำลึกพระ
   นามของอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่อีกทั้งสูงส่ง ในนั้นมีแต่การแซ่ซร้องสดุดี
   ต่อพระองค์ทั้งยามเช้าและยามเย็น
   
   
   8
   K J I H G F E D C B A
   T S R Q P O N M L
   [ سورة النور: 37 ] U

   ความว่า : "บรรดาชาย ผู้ที่การค้าและการขาย
   มิได้ทำให้พวกเขาเหินห่างออกจากการรำลึก
   ถึงอัลลอฮฺ และการดำรงละหมาด และการ
   จ่ายซะกาต เพราะพวกเขากลัววันหนึ่งที่หัวใจ
   และสายตาจะเหลือกลานในวันนั้น" (อันนูร :37)
   
   
   
   [ سورة طه: ١١١ ] 
   ความหมาย : "และใบหน้าทั้งหลายได้สยบลง
   ต่อพระผู้ทรงชีวิน ผู้ทรงดำรงอยู่" (ฏอฮา :
   111)
   พี่น้องทั้งหลายตระหนักเถิดว่า อิสลามในสาระแล้ว ก็คือ
   ศาสนาสากลอันเป็นนิรันดร์ ที่องค์อภิบาลทรงยินดีให้เป็นแนวทางชีวิต
   สำหรับมนุษยชาติ เป็นหลักธรรมแห่งความเป็นอยู่ ในอิสลามไม่ยินดี
   ให้ผู้ที่นับถือปฏิบัติละหมาดของพวกเขาโดยโดดเดี่ยวอ อกจากสังคมที่
   
   9
   พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ ทว่าอิสลามเรียกร้องพวกเขาอย่างหนักแน่นที่สุด ให้
   ปฏิบัติมันในลักษณะของญะมาอะฮฺ และต้องปฏิบัติในมัสยิดด้วย
   จนกระทั่งถูกแสดงออกมาซึ่งภาพแห่งเกียรติยศ ภูมิฐานและน่าเคารพ
   นับถือ ทำให้พวกเขาอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งความรักและสนิทสนมต่ อกัน
   เกาะเกี่ยวเหนี่ยวยึดต่อกันประดุจตัวอาคารอันมั ่นคง
   จากบันทึกของมุสลิม รายจากอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ
   ว่า
   
   "ผู้ใด้เขายินดีที่จะได้พบกับอัลลอฮฺในวันพรุ่งนี้ใน สภาพของ
   มุสลิม ดังนั้นจงระวังรักษาบรรดานมาซ (ห้าเวลา) เหล่านั้น ณ
   สถานที่ที่มีเสียงเรียกร้อง (อาซาน) เพราะแท้จริง อัลลอฮฺได้ทรง
   กำหนดแบบฉบับต่างๆ แห่งทางนำให้กับบรรดานบีของพวก
   ท่านไว้แล้ว และแท้จริงสิ่งเหล่านั้น (การละหมาด) เป็นส่วนหนึ่ง
   จากบรรดาแบบฉบับแห่งทางนำ นั้น และหากพวกท่านทำ
   ละหมาดที่บ้านเรือนของพวกท่าน เช่นเดียวกับผู้ที่ขัดแย้ง (คำ
   สอน) โดยละหมาดที่บ้านของเขา ย่อมเท่ากับพวกท่านได้
   ทอดทิ้งแบบฉบับ (ซุนนะฮฺ) นบีของพวกท่านไปแล้ว และหาก
   พวกท่านทอดทิ้งแบบฉบับนบีของพวกท่านเสียแล้ว พวกท่าน
   ย่อมหลงผิดอย่างแน่นอน บุรุษใดที่เขาได้ทำความสะอาด
   (อาบน้ำละหมาด) โดยพยายามทำอย่างดีที่สุด ต่อมาตั้งใจเดิน
   มุ่งไปยังมัสยิดหนึ่งจากมัสยิดเหล่านั้น เขาไม่ได้รับสิ่งใด นอก
   จากอัลลอฮฺจะทรงบันทึกให้แก่เขาในทุกๆ ย่างก้าวที่เขาย่างไป
   ซึ่งความดีงามหนึ่ง และแต่ละก้าวจะเทิดเกียรติให้เขาสูงส่งขึ้น
   
   10
   ไปในระดับหนึ่ง และลบล้างความชั่วหนึ่งออกไปจากเขา ซึ่งเรา
   ได้พบว่าไม่มีใครเพิกเฉยจากการละหมาดญะมาอะฮฺเล ย
   นอกจากคนมุนาฟิกที่กลับกลอกชัดแจ้ง บุรุษผู้ศรัทธานั้นเขา
   จะต้องมาปฏิบัติ (ละหมาดที่มัสยิด) แม้เขาจะต้องถูกขนาบข้าง
   ด้วยชายสองคน ช่วยหิ้วปีก เนื่องจากความเจ็บป่วย จนกระทั่ง
   ได้มายืนอยู่ในแถวละหมาด..."
   การละหมาดวันศุกร์ตามกฎเกณฑ์แล้ว จะต้องปฏิบัติใน
   มัสยิดของชุมชนเท่านั้น มันจึงจะนำมาซึ่งความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอัน
   เดียวกันของสังคมมุสลิม ในรูปแบบที่แจ่มแจ้งชัดเจนสั่นสะเทือนจิตใจ
   ที่ถูกควบคุมด้วยความสำนึกและความรูสึก ณ ที่นั้น ย่อมส่งผลให้เกิด
   เป็นคุณค่าที่งดงามและศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
   
   นักปรัชญาชาวชาวฝรั่งเศษผู้หนึ่งชื่อ "เรนาน" ได้กล่าว
   อธิบายถึงความปลาบปลื้มตื้นตันใจกับสิ่งที่เขาได้พบแ ละรู้สึก ขณะได้
   ยืนอยู่ท่ามกลางบรรดามุสลิมที่พวกเขากำลังดูดดื่มอยู ่ในการละหมาด
   ว่า "ไม่มีครั้งใดเลยที่ฉันได้เข้าไปในมัสยิดหนึ่งๆ ของมุสลิม ครั้นได้พบ
   เห็นพวกเขารวมกันอยู่ในท่าทางของการละหมาดนอกจากมันท ำให้ฉัน
   ต้องรู้สึกกับความเศร้าใจอย่างยิ่งที่ฉันเอง ไม่ได้เกิดมาเป็นมุสลิมด้วย"
   การละหมาดญุมอะฮฺ (วันศุกร์) เป็นสิ่งฟัรฎูในรอบสัปดาห์
   เป็นวันอีดรอบสัปดาห์ และที่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้ทำญามะอะฮฺในวัน
   11
   นั้น ล้วนแสดงถึงความจำเป็นยิ่งยวด (วาญิบ มุอักกัด) ที่เพิกเฉยเสีย
   มิได้
   
   
   อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า
   I H G F E D C B A
   U T S R Q P O N M L K J
   [ سورة الجمعة: ٩ ] W V

   ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อการ
   เรียกร้องเพื่อการละหมาดจากวันศุกร์ได้ถูก
   ประกาศขึ้น ดังนั้น พวกท่านจงรีบเร่งไปสู่การ
   รำลึกถึงอัลลอฮฺ และจงละจากการค้าขาย (ไว้
   ชั่วคราว) นั้นเป็นการดีสำหรับพวกท่าน หากพวก
   ท่านได้ทราบ (ถึงคุณค่าของมัน)" (อัล-ญุมุอะฮฺ: 9)
   ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้แสดงการ
   ปฏิเสธอย่างรุนแรงต่อผู้ที่ละทิ้งการละหมาดวันศุกร์ท ี่มัสยิด โดย
   ปราศจากอุปสรรคใดๆ ในฮะดีษซึ่งบันทึกโดย อิบนุคุซัยมะฮฺ และอิบนุ
   หิบบานในหนังสือ "อัศ-เศาะเหี๊ยะฮฺ" ว่า แท้จริงท่านเราะซูล
   ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า
   
   12
   لينتهينَّ قو ٌ م عن ودعهم أي » : () قال
   تركهم ا ُ لج ُ م َ عات , أو يختمنَّ الله على قلوبهم
   رواه مسلم. «... ثم ليكوننَّ من الغافلين
   ความว่า : "แน่นอนกลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใด
   จะต้องพบกับจุดจบเนื่องจากการทอดทิ้ง
   หลายๆ วันศุกร์ หรือแน่นอนอัลลอฮฺก็จะทรง
   ประทับตราบนหัวใจของพวกเขา ต่อจากนั้น
   พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้ที่หลงลืมอย่าง
   แน่นอน" (บันทึกโดยมุสลิม)
   
   ในการพบปะกันในรอบสัปดาห์ มีทั้งบทเรียน แนวคิดและ
   ความรู้ใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมแวดล้อม เพื่อการฟื้นฟู
   ความรู้สึกที่เป็นพี่น้อง สมานความสามัคคี และเป็นการแสดงพลัง
   การทำละหมาดร่วมกัน (ญะมาอะฮฺ) ในมัสยิด 5 เวลา ในวัน
   
   หนึ่งๆ และละหมาดวันศุกร์ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้มัสยิดมีฐานะอัน
   สำคัญยิ่งในอิสลาม และในความเป็นอยู่ของบรรดามุสลิม มัสยิดไม่ใช่
   กุฏิหรืออาศรม และไม่ใช่สถานที่พบปะเฮฮาของบุคคลไร้งานทำ หรือ
   สำนักของนักพรตนักบวช ทั้งนี้เพราะในอิสลามไม่มีระบบนักบวช และ
   อิสลามในธรรมชาติของมันแล้ว เป็นศาสนาแห่งการเคลื่อนไหวมาแต่
   13
   เดิม มีความสะอาดบริสุทธิ์ หลีกห่างจากการใช้ชีวิตที่ชะงักอยู่กับที่
   ปฏิเสธการครองสมณเพศ หรือครองตัวแบบโดดเดี่ยว ยิ่งกว่านั้น
   อิสลามยังถูกประทานมาเพื่อทำลายสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ที่กีดกันผู้คน
   ออกจากสนามชีวิต ขจัดระบบต่างๆ ที่พยายามทำให้มนุษย์อยู่แต่ใน
   โพรงลึกอย่างงมงาย
   
   อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า
   
   
   ความว่า : "แท้จริงบรรดาผู้ที่มลาอิกะฮฺได้เอาชีวิต
   ของพวกเขาไป โดยที่พวกเขาเป็นผู้อธรรมแก่
   ตัวเองของพวกเขาเองนั้น มลาอิกะฮฺได้กล่าวว่า
   พวกเจ้าปรากฏอยู่ในสิ่งใด พวกเขากล่าวว่า พวก
   เราเป็นผู้ที่ถูกเรียกว่าอ่อนแอในแผ่นดิน พวกเขา
   (บรรดามลาอิกะฮฺ) กล่าวว่า "แผ่นดินของอัลลอฮฺ
   ไม่ได้กว้างขวางดอกหรือ ที่พวกเจ้าจะอพยพไปอยู่
   
   14
   ในส่วนนั้น ชนเหล่านั้นแหละที่อยู่ของพวกเขาคือ
   นรกญะฮันนัม และเป็นที่กลับไปอันชั่วร้าย
   นอกจากบรรดาผู้ที่ถูกนับว่าอ่อนแอไม่ว่าจะเป็น
   ชายหรือหญิงและเด็กเล็ก" (อัน-นิสาอ์: 97-98)
   ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวแก่อบูซัรฺ
   เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่า
   رواه ابن « . . . عليك بالجهاد فإن ُ ه رهبانيَّة أمتي »
   حبان والحاكم.
   ความว่า : "ท่านจำเป็นต้องญิฮาด(ต่อสู้)เพราะ
   แท้จริงมันคือระบบนักบวชแห่งประชาชาติของฉัน"
   (บันทึกโดยอิบนุหิบบาน และอัลหากิม)
   
   15
   บทบาทของมัสยิดในชีวิตส่วนรวมอันครอบคลุม
   ขออัลลอฮฺทรงโปรดปรานต่อท่านอุมัรฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ
   เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ขณะที่ท่านได้เจอชนกลุ่มหนึ่งพำนักอยู่ในแต่
   มัสยิดหลังจากละหมาดวันศุกร์ โดยไม่ยอมออกไปทำหน้าที่การงาน
   โดยอ้างว่าเป็นการมอบหมายตน (ตะวักกัล) ต่ออัลลอฮฺ ท่านจึงกล่าว
   แก่พวกเขาเหล่านั้นด้วยคำกล่าวที่กินใจว่า
   "พวกท่านคนใดจงอย่าได้นิ่งเฉยดูดายต่อการแสวงหา
   ปัจจัยยังชีพ(ริซกี)และเอาแต่กล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺโปรดประทาน
   ริซกีแก่ฉันด้วยเถิด" ทั้งที่เขาทราบดีอยู่ว่าฟากฟ้านั้นมิได้ให้ฝน
   ตกลงมาเป็นทองเป็นเงิน"
   แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า
   
   سورة الجمعة: ١٠
   ความว่า : "ดังนั้น เมื่อการละหมาดได้เสร็จสิ้นลง
   แล้ว ก็จงแยกย้ายกันไปตามหน้าแผ่นดิน และจง
   แสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺ..." (อัล-ญุมุอะฮฺ : 10)

   ที่มา

   http://www.bniabdullah.com/vb/showthread.php?p=28472

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 02, 2011, 07:41:55 am โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2010, 01:30:05 pm »
แบ่งปัน

   
      

         กลุ่มยุวมุสลิมประจำมัสยิด

      

          

      

          

      

         ริฎอ อะหมัด สมะดี

      

         วารสารร่มเงาอิสลาม

      

          

      

         

      

         หากดูสถิติที่พูดถึงเยาวชนหนุ่มสาวใน สังคมจะเห็นว่ากลุ่มนี้มีประชากรไม่ต่ำกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ และหากมองเผินๆก็จะพบว่าสังคมแทบไม่มีคนชราเลย เพราะคนชรามักจะเก็บตัวอยู่ในบ้านไม่ค่อยออกไปแสดงตัวและทำกิจกรรมเกี่ยวกับ สังคม จึงสังเกตุได้ว่าสังคมเต็มไปด้วยหนุ่มสาวอย่างมากมาย แต่ทำไมเมื่อเข้ามัสยิดในชุมชนของมุสลิมมักจะพบคนชราผู้สูงอายุและผู้หลัก ผู้ใหญ่ เยาวชนวัยรุ่นแทบไม่มีเลย มีข้อสังเกตุอีกประการหนึ่งในกรณีมีการบรรยายศาสนธรรมที่มัสยิดและสถาบัน ต่างๆ ก็มักจะเห็นแต่ผู้สูงอายุที่มารับฟังเรื่องราวของศาสนา ทั้งๆที่สัปบุรุษของมัสยิดที่เป็นเยาวชนมุสลิมมีอยู่ในสังคมอย่างมหาศาล หากมีส่วนหนึ่งนั่งอยู่หน้าจอทีวี ส่วนหนึ่งเล่นอินเตอร์เน็ต ส่วนหนึ่งเดินเล่นอยู่ในห้างสรรพสินค้า ส่วนหนึ่งยืนตามถนนหรือนั่งอยู่ในร้านชากาแฟ ส่วนหนึ่งอยู่ในสนามบอลตามชุมชนต่างๆ  และมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่รู้ไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เป็นสภาพที่ทำให้นักการศาสนา นักสังคม และผู้นำชุมชนต้องมีความห่วงใยต่อเยาวชนและวัยรุ่นในสังคมมุสลิมของเรา

      

                 ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตของเยาวชนหนุ่มสาวไม่เหมือนผู้สูงอายุ ผู้ปกครองและผู้คนในสังคมจึงมักจะเห็นใจพวกเยาวชนวัยรุ่นเมื่อประพฤติสิ่ง ที่ไม่เหมาะสม แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่าสถาบันในสังคมมุสลิมเริ่มต้นตั้งแต่สถาบัน ครอบครัวได้ปล่อยปละละเลยสภาพของเยาวชนหนุ่มสาวให้เลยเถิดจนกระทั่งสิ่งแวด ล้อมโดยเฉพาะทางวัฒนธรรมและแฟชั่นได้รุมล้อมชีวิตเยาวชนและวัยรุ่นอย่างใกล้ ชิด โดยที่ผู้ปกครองและผู้ใหญ่ในสังคมก็ไม่มีข้อแนะนำหรือโครงการใดๆที่จะทำให้ เยาวชนและวัยรุ่นนั้นอยู่ในร่องรอยของหลักการอิสลาม 

      

                หากมีปัญหาเกิดกับเยาวชนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็ยปัญหายาเสพติด ปัญหาทางการศึกษา หรือปัญหาเกี่ยวกับการมีคู่รักหรือคู่ครอง สังคมก็จะไม่สามารถดูแลและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้สังคมมุสลิมมีสภาพเช่นเดียวกับสังคมที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งมีลักษณะที่เรียกกันว่า ตัวใครตัวมัน แม้กระทั่งปัญหาของญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้านก็ไม่มีใครเอาใจใส่เท่าที่ควร  จากสภาพที่อธิบายข้างต้นส่งผลให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมจำต้องให้ความสำคัญ กับปัญหาเยาวชนเป็นกรณีพิเศษ และต้องระดมความคิดเพื่อเสนอหนทางที่ถูกต้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดัง กล่าว

      

         

      

               ยุวมุสลิมประจำมัสยิด เป็นความคิดเก่าแก่ที่มีการปฏิบัติมานานพอสมควรในสังคมมุสลิมในประเทศไทย แต่กลุ่มยุวมุสลิมประจำมัสยิดมักจะเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ เช่น ขาดการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ไม่มีสมรรถภาพในการบริหารกลุ่ม กิจกรรมของกลุ่มไม่มีการดำเนินการ ไม่มีการประสานสมัครสมานระหว่างกลุ่มยุวมุสลิมในแต่ละมัสยิด ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้กลุ่มเยาวชนตามชุมชนมุสลิมนั้นเสมือนโดดเดี่ยวไม่มี ใครอยากให้เติบโตและพัฒนาตัวเอง ฉะนั้นการจะนำกลุ่มยุวมุสลิมประจำมัสยิดมาเป็นวิธีแก้ไขปัญหาเยาวชน ก็จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และสถาบันต่างๆของสังคมมุสลิมด้วย

      

         คงยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดถึงกลุ่มยุว มุสลิมประเทศไทย แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ลำบากนักหากได้เห็นกลุ่มยุวมุสลิมประจำจังหวัดทุก จังหวัด ซึ่งเริ่มต้นจากกลุ่มยุวมุสลิมประจำมัสยิดนั่นเอง

      

         คำถามแรก ใครจะเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มยุวมุสลิมประจำมัสยิด ? ตอบได้ว่าสมควรให้เยาวชนเองเป็นผู้ก่อตั้ง แต่ถ้าหากเยาวชนในชุมชนไม่ค่อยเอาใจใส่เรื่องศาสนา ก็ควรให้ผู้ใหญ่หรือครูศาสนาท่านหนึ่งเป็นผู้เรียกร้องเชิญชวนเยาวชนในชุมชน ให้รวมตัวเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน

      

         เยาวชนที่มารวมตัวกันก็จะมีข้อแตกต่าง ในด้านอายุ ความรู้ ประสบการณ์ ความเคร่งครัด และจริยธรรมของแต่ละคน เพราะฉะนั้นต้องมีบุคคลที่เป็นจุดกลางหรือจุดรวมของเยาวชนในชุมชน อาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มีความรู้ศาสนามากกว่าและมีมารยาทดีกว่าเพื่อน จึงจะได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำของกลุ่มโดยปริยาย บางชุมชนอาจประสบปัญหาในการคัดเลือกบุคคลที่จะเป็นจุดรวมของเยาวชน แต่เรื่องนีไม่น่าจะเป็นอุปสรรคถ้าหากผู้ใหญ่และผู้รู้ในชุมชนพยายามประคับ ประคองกิจกรรมของกลุ่มยุวมุสลิมให้มีอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายกลุ่มยุวมุสลิมจะมีประสิทธิภาพในการดูแลและแก้ไขปัญหาของตัวเอง โดยที่ผู้ใหญ่และผู้รู้จะอยู่เบื้องหลังคอยให้กำลังใจ คำแนะนำ และการสนับสนุนอยู่ตลอด

      

         จำเป็นต้องคำนึงด้วยว่ายุวมุสลิมเพศ ชายกับเพศหญิงนั้นต้องยึดหลักการแห่งศาสนาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกิจกรรมต่างๆที่มักจะมีการปะปนระหว่างหญิงชาย ซึ่งยุวมุสลิมต้องมีเอกลักษณ์สำคัญคืออนุรักษ์หลักการอัลอิสลาม อาทิเช่น บรรดาหนุ่มๆแต่งตัวเรียบร้อย ไม่เลียนแบบแฟชั่น แต่มีบุคลิกลักษณะที่บ่งชี้ถึงความเป็นมุสลิม และบรรดาสาวๆก็จำเป็นต้องคลุมหิญาบอย่างมิดชิดเรียบร้อย และสำรวมตนสงวนความเป็นสาวให้ห่างไกลจากฟิตนะฮฺและการปะปนกับผู้ชาย สำหรับผู้รู้ก็จะมีบทบาทสูงในการติดตามสั่งสอนและให้คำแนะนำในสิ่งที่ถูก ต้อง การทำกิจกรรมของเยาวชนนี้อาจจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อมีความตั้งใจดำรงกิจกรรมและสร้างบทบาทในสังคม ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไขและอุปสรรคทุกชนิดก็ย่อมมีทางออก

      

         กิจกรรมของยุวมุสลิมประจำมัสยิดจำเป็นต้องเน้นสามประการ คือ

      

         1.การศึกษา

      

         2.กีฬาและสุขภาพ

      

         3.สังคมและสถานการณ์แวดล้อม

      

         สำหรับการศึกษาก็เป็นแนวการพัฒนาที่ เยาวชนมุสลิมต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องปรากฏเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มยุวมุสลิมประจำมัสยิดทุกมัสยิด  เพราะกลุ่มเยาวชนปัจจุบันนี้จะเน้นแต่เฉพาะด้านกีฬา จัดแข่งฟุตบอลระหว่างทีมของยุวมุสลิมมัสยิดต่างๆ แต่ในเมื่อกิจกรรมของยุวมุสลิมวนอยู่กับเรื่องกีฬาอย่างเดียว ก็จะไม่มีโอกาสพัฒนาสภาพเยาวชนหนุ่มสาวในสังคมมุสลิมได้โดยเด็ดขาด เพราะโลกในปัจจุบันกำลังแข่งขันทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรืออารยธรรมทั่วไป ซึ่งการมีทีมฟุตบอลที่เก่งไม่ใช่ปัจจัยที่จะทำให้กลุ่มยุวมุสลิมดีเด่นหรือ เจริญก้าวหน้า แต่การศึกษาต่างหากที่จะปรากฏเป็นรูปธรรมในชุมชน เช่น จัดบรรยายศาสนธรรมหรือเสวนาในหัวข้อที่เป็นปัญหาของเยาวชน จัดค่ายอบรมวิชาต่างๆ จัดให้มีการแสดงความคิดความเห็นต่อสถานการณ์ของสังคมภายในประเทศและต่าง ประเทศ จัดอบรมพัฒนาอาชีพและความสามารถของเยาวชนในชุมชนเพื่อสร้างรายได้ให้ครอบ ครัวและเพื่อให้สามารถบริหารเวลาและชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งจัดอบรมให้คำแนะนำในการเลือกคู่ครองตามหลักการศาสนาที่ถูก ต้อง ดังกล่าวนี้เป็นเพียงข้อเสนอตัวอย่างที่บรรดาเยาวชนมุสลิมในชุมชนสามารถ ปฏิบัติได้ในด้านการศึกษา และหากยุวมุสลิมหลายๆมัสยิดรวมตัวกันจัดกิจกรรมเช่นนี้แบบญะมาอะฮฺใหญ่ๆ ก็จะเป็นการดีในการระดมพลังของเยาวชนให้เจริญเติบโตด้วยความรู้และวิชาการ

      

         สำหรับกิจกรรมทางกีฬาและสุขภาพ เยาวชนต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และองค์กรในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยสถานที่ อุปกรณ์ หรือข้อเสนอในการที่จะให้กิจกรรมทางกีฬานั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมี ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น เล่นกีฬาเพื่อปลอดบุหรี่ เล่นกีฬาเพื่อให้ห่างไกลจากอบายมุข เล่นกีฬาเพื่อให้เป็นมุอฺมินที่แข็งแรง เป็นต้น 

      

         

      

         สังคมยังมองว่ากีฬาเป็นเพียงเรื่อง สนุกสนานหรือเป็นที่สร้างความสำราญกับสังคม แต่เราต้องการให้เรื่องกีฬานั้นมีเป้าหมายในชีวิตของยุวมุสลิม เพราะฉะนั้นสมควรอย่างยิ่งที่ผู้รู้ต้องร่วมกิจกรรมกีฬาของยุวมุสลิมบ้าง เพื่อชี้แนะและให้คำตักเตือน ก่อนเล่นกีฬาหรือระหว่างทำกิจกรรมด้านกีฬาให้คำนึงถึงเป้าหมายในการเล่นและ อุดมการณ์ของมุสลิมในการสร้างสุขภาพที่สมบูรณ์เพื่อเป็นมุอฺมินที่แข็งแรง วิธีดังกล่าวจะทำให้ยุวมุสลิมมองเรื่องกีฬาว่าเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าทาง ศีลธรรม เพราะหากเล่นกีฬาด้วยอุดมการณ์ย่อมจะสร้างบุคลิกภาพที่เข้มแข็งและหนักแน่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งที่สำคัญของนักต่อสู้

      

         สำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวกับสังคมและ สถานการณ์แวดล้อม ยุวมุสลิมประจำมัสยิดต้องมีบทบาทและแนวร่วมในการเผชิญปัญหาของสังคมและนำ เสนอวิธีแก้ไข พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์แวดล้อมภายในประเทศหรือต่างประเทศ อาทิเช่น การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำและความเป็นนักสังคมกับเยาวชนมุสลิม หรือติดตามสถานการณ์โลกโดยเฉพาะในประเทศมุสลิมที่ประสบภัยหรือปัญหาต่างๆ อันเป็นบรรยากาศที่จะช่วยให้เยาวชนมุสลิมเป็นผู้ที่มีความห่วงใยต่อผู้อื่น และมีความรับผิดชอบสูง แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้เยาวชนมุสลิมห่างไกลจากปัญหาของสังคมและสถานการณ์ แวดล้อม จึงทำให้เยาวชนมุสลิมนั้นถูกกลืนหรือไปเปลืองตัวในกิจกรรมไร้สาระต่างๆ อาทิเช่น เรื่องราวของดารา นักร้องนักแสดง นักฟุตบอล และแฟชั่น อันเป็นสภาพที่กำลังระบาดอยู่ในสังคมทั่วไปโดยเฉพาะในวงเยาวชนและวัยรุ่น และถ้าหากผู้นำชุมชนรวมถึงนักวิชาการกับนักสังคมไม่พยายามหันเหความสนใจของ เยาวชนให้มุ่งสู่เรื่องที่มีสาระมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาและสังคม แล้ว เยาวชนและวัยรุ่นก็จะถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมที่มิใช่อิสลามและกระแสต่างๆใน สังคมที่เป็นภัย ซึ่งปัญหาในประชาชาติอิสลามที่เกิดขึ้นก็มาจากการปล่อยปละละเลยให้เยาวชนวัย รุ่นในยุคอดีตให้เติบโตในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่อิสลาม จนกระทั่งกลายเป็นผู้ใหญ่หรือผู้นำที่ไม่มีพื้นฐานหลักการและอุดมการณ์ ผลที่เกิดขึ้นก็คือสภาพความตกต่ำของประชาชาติอิสลาม ซึ่งไม่มีผู้นำและนักต่อสู้ที่เข้มแข็ง เพราะไม่เคยใช้ชีวิตในวัยที่เป็นหนุ่มสาวด้วยอุดมการณ์และทำกิจกรรมที่มีคุณ ค่า

      

         หาใช่ข้อเสนอที่ผมได้แนะนำจะเป็นข้อ ปฏิบัติทันทีไม่ แต่ผมเรียกร้องให้สถาบันองค์กรมุสลิมของเราทำงานวิจัยและหาข้อสรุปที่เป็น รูปธรรมเกี่ยวกับประเด็นยุวมุสลิมประจำมัสยิด ซึ่งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา สังคม การเมือง และจิตวิทยา จำเป็นต้องระดมสมองเพื่อผลิตแนวคิดที่เป็นรูปแบบและมีกติกาให้ปฏิบัติ ตามชุมชนมุสลิมและสุเหร่าต่างๆทั่วประเทศ ทั้งนี้ทั้งนั้นจำเป็นต้องเตือนว่ากิจกรรมของยุวมุสลิมประจำมัสยิดต้องถูก ปฏิบัติด้วยยุวมุสลิม หมายถึงด้วยตัวเยาวชนหนุ่มสาวที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวจริงๆ อันเป็นเครื่องวัดว่าโครงการนี้ได้สัมฤทธิ์ผล เพราะหากกิจกรรมของยุวมุสลิมถูกบริหารและปฏิบัติด้วยผู้ใหญ่หรือผู้บริหาร องค์กรมุสลิมที่ไม่ได้อยู่ในวัยหนุ่มสาวแล้วไซร้ ก็จะเป็นเครื่องหมายชัดเจนว่ายังไม่บรรลุความสำเร็จ เพราะเราต้องการฟื้นฟูความสามารถของเยาวชนและบุคลิกภาพของพวกเขาให้เป็น เอกเทศและเป็นอิสระในการจัดกิจกรรม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเยาวชนและวัยรุ่นมีนิสัยชอบเป็นอิสระ ไม่ชอบให้ใครจูงใจให้กระทำสิ่งที่ขัดกับความปรารถนาของตนเอง แต่ก็มิได้หมายรวมว่าจะปล่อยให้เยาวชนกระทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีกรอบ หลักการ หรือการตรวจสอบให้กิจกรรมของพวกเขาสอดคล้องกับสั่งสอนของอัลอิสลามและความ ต้องการของสังคม

      

          

      

         

      

          

      

         การสนับสนุนกิจกรรมของยุวมุสลิมประจำ มัสยิดสมควรต้องให้ยุวมุสลิมเป็นผู้หารายได้กันเอง เพื่อฝึกฝนให้เยาวชนมีความสามารถในการบริหารองค์กร และให้รู้คุณค่าของทรัพย์สิน แต่จำเป็นต้องมีส่วนที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันและองค์กรมุสลิมที่ใกล้ เคียงกับมัสยิดด้วย เพราะกิจกรรมของยุวมุสลิมเป็นโครงการที่จะสร้างมนุษย์และสร้างความมั่นคงใน สังคม จึงมีความสำคัญมากกว่าโครงการก่อสร้างวัตถุซึ่งได้รับการอุดหนุนอย่างเต็ม ที่จากสถาบันและองค์กรในสังคม เพราะสังคมยังมองว่าการสร้างมนุษย์เป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ เราจึงเห็นกรรมการมัสยิดต่างๆพร้อมที่จะก่อสร้างมัสยิดโรงเรียนหรืออาคาร เอนกประสงค์ด้วยงบประมาณนับล้าน แต่โครงการสร้างมนุษย์ อาทิเช่น อบรมเยาวชน อบรมสตรี และอบรมอาชีพเพื่อเสริมรายได้ กลับไม่ได้รับการสนับสนุน ทั้งๆที่เป็นโครงการที่มีความถาวรมากกว่าโครงการด้านวัตถุ เพราะฉะนั้นท่านคอลีฟะฮฺอุมัร บินอับดุลอะซีซ (อยู่ในยุคตาบิอีน) จึงสงวนสิทธิเงินศ่อดะเกาะฮฺเพื่อให้คนยากจนและไม่ยอมนำไปก่อสร้างมัสยิดของ นบี เพราะถือว่าการช่วยเหลือมุสลิมสำคัญกว่าการก่อสร้างวัตถุ เพราะอย่างไรก็ตามมนุษย์ย่อมมีคุณค่ามากกว่าวัตถุ

      

         อุปสรรคที่กลุ่มยุวมุสลิมจำ เป็นต้องเผชิญมีมากมาย แต่ถ้าหากผู้ดำเนินการก่อตั้งกลุ่มยุวมุสลิมประจำมัสยิดมีความตั้งใจมุมานะ และมีความอดทนการต่อสู้อุปสรรค ก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่จำเป็นต้องมีผู้ใหญ่ที่มีความปรารถนาดีต่อเยาวชนและวัยรุ่นมุสลิม มิใช่ผู้ใหญ่ที่ใจแคบหรือไร้ความรู้ไร้เหตุผล หรือล้าสมัย ล้าสถานการณ์  อันเป็นกลุ่มอันตรายที่สุดต่อความเจริญก้าวหน้าของสังคม และคนเหล่านี้แหละที่อาจจะเคยใช้ชีวิตในวัยหนุ่มสาวอย่างไม่มีประสิทธิภาพจน กระทั่งกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีประสิทธิภาพ สังคมต้องขจัดผู้นำประเภทนี้ด้วยการเสริมสร้างเยาวชนและวัยรุ่นที่มี คุณสมบัติของผู้นำที่แท้จริง

      
         
         credit  http://www.islaminthailand.org/dp6/?q=node/479
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 09, 2010, 01:32:28 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2010, 01:32:52 pm »
แบ่งปัน

   การจัดการทางสังคม : กระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งในชุมชนมุสลิม

    

   



   การจัดการทางสังคม : กระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งในชุมชนมุสลิม
   
   ดือราแม ดาราแม

   
   กรรมการวิทยาลัยการจัดการทางสังคม




   การ จัดการแก้ไขปัญหาในชุมชน ตามความทรงจำในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ในสมัยนั้น โครงสร้างการปกครองของรัฐ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ภาครัฐแต่งตั้งขึ้นมา ก็ครอบคลุมทุกท้องถิ่นทั่วภูมิภาคของประเทศ และโครงสร้างการปกครองของรัฐดังกล่าวนั้นก็มิได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของ ชุมชนในท้องถิ่นมากนัก สถานะภาพของชุมชนในแต่ละท้องถิ่นยังสามารถดำเนินวิถีชีวิตภายใต้กรอบของขนบ ธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และภายใต้กรอบหลักธรรมศาสนาของท้องถิ่นนั้นๆ อย่างไม่มีปัญหา




   กระบวน การจัดการปัญหาในชุมชน บรรดาผู้นำท้องถิ่นจะร่วมกับผู้นำทางศาสนา เช่น อิหม่าม เป็นต้น ผู้นำตามธรรมชาติที่ชุมชนนับถือ และผู้นำทางราชการ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาช่วยกันเจรจาแก้ไขปัญหาด้วยกันทุกฝ่าย โดยการยึดหลักคุณธรรม และขนบธรรมเนียมการอยู่ร่วมกันมาเป็นตัวนำในการแก้ไขปัญฆาในทุกๆ กรณี และตามด้วยการยึดหลัก น้ำใจ มาเป็นตัวช่วยในการสมานฉันท์ กลบรอยแผลให้หายในที่สุด




   กรณี ตัวอย่างการแก้ปัญหา เช่น กรณีพิพาทในเรื่องแบ่งเขตที่ทำกินหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งคู่กรณีไม่สามารถยุติปัญหาได้ เกิดการฟ้องร้องต่อผู้นำในชุมชน ตัวอย่างกรณีปัญหาเกิดขึ้น พบว่า เมื่อเกิดการฟ้องร้องระหว่างคู่กรณี ผู้นำชุมชนจะใช้กระบวนการภายในชุมชน เชิญชวนผู้นำคนอื่นๆ เช่น อิหม่าม ผู้เฒ่า ผู้รู้ในหมู่บ้านละแวกนั้น และคู่กรณีให้มารวมตัวกัน ในบริเวณที่เกิดปัญหา เมื่อผู้คนมารวมตัวกันแล้วตามเวลาที่นัดหมาย ผู้นำที่ได้รับคำฟ้องร้องไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านหรืออิหม่ามก็ตาม จะเริ่มกระบวนการให้คู่กรณีแต่ละฝ่ายชี้แจงเหตุผลของแต่ละฝ่ายให้เหล่าผู้นำ ได้รับฟัง และช่วยพิจารณาให้ความเป็นธรรม




   เมื่อ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ชี้แจงเสร็จเรียบร้อย คู่กรณีจะขอให้ผู้นำที่ได้รับคำฟ้องร้องเป็นคนแรกเป็นผู้ตัดสินให้ แต่กระบวนการการตัดสินก็มิได้เกิดจากผู้นำคนใดคนหนึ่ง เพราะผู้นำที่ฉลาดย่อมไม่ตัดสินใจโดยลำพัง การมีส่วนร่วม การให้เกียรติผู้นำคนอื่นๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้นเหล่าผู้นำต่างก็จะช่วยกันพิจารณาเหตุผล โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้รู้จะได้รับการยอมรับให้ในเป็นผู้ชี้ขาด เพราะด้วยประสบการณ์ชีวิต ความผูกพัน ความคุ้นเคยกับพื้นที่ย่อมมีมากกว่าคนอื่น เนื่องจากอาศัยอยู่มาก่อน




   ดัง นั้น เมื่อผู้เฒ่าผู้รู้ได้ให้เหตุผล ความเป็นมาของที่ดินดังกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว ก็จะสามารถนำไปสู่การยุติปัญหาได้อย่างสันติ ซึ่งทุกฝ่ายต่างก็จะยอมรับด้วยความเต็มใจ และให้อภัยกันและกัน เพราะทุกคนต่างเคารพศรัทธาผู้เฒ่า ผู้รู้ ซึ่งตัดสินปัญหาด้วยเหตุผล โดยยึดหลักคุณธรรมเป็นหลัก มิได้ยึดเงินเป็นที่ตั้ง กระบวนการที่เกิดขึ้นจึงเป็นการจัดการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยความปรองดอง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ปากะกัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้หลักฐานหนังสือเอกสารสิทธิ์หรือกฎหมายแม้บรรทัดเดียว




   ด้วย การที่ผู้นำท้องถิ่นทุกฝ่ายได้ยึดกลไกเหล่านี้ นำมาใช้แก้ไขปัญหา ทำให้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้ลุกลามใหญ่โต ในอดีต มนุษย์จะมีคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คุณธรรม จริยธรรมนำหน้าสิ่งอื่น นับได้ว่ายุคสมัยนั้น ทุกชุมชนท้องถิ่นร่ำรวยไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมในทุกชุมชนสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีสันติสุข ซึ่งแตกต่างจากสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง




   ในยุคปัจจุบัน สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดคือ เงินและตำแหน่ง คนส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้อำนาจเงินและตำแหน่ง ทำให้คนเราสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่ต้องยำเกรงต่อสิ่งใดๆ แม้กระทั่งกฎหมายบ้านเมือง




   เช่น กัน รัฐธรรมนูญ จะเขียนให้สวยหรูสักขนาดไหน แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องบาปบุญ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนาไม่เคยปรากฎ เพราะคนเราเน้นการได้มาของเงินและตำแหน่ง ทำให้โกง กินสารพัด ทำทุกวิถีทางโดยไม่สนใจคนอื่น เช่น การผลิตซีดีลามก อนาจารทำให้ผู้คนใจแตก คุณธรรม ขนบธรรมเนียมดีงาม หลักธรรมในศาสนาสลายไปจนไม่เหลือในจิตใจของมนุษย์ จะมีแต่พฤติกรรมเสมือนสัตว์เดรัจฉานเท่านั้น




   ค่า นิยมในสังคมปัจจุบัน เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงสภาพของสังคมอนาคตว่า กำลังเดินไปสู่สังคมในความมืดไร้ซึ่งแสงสว่าง พฤติกรรมการประพฤติปฏิบัติในแต่ละวัน เผาโรงเรียน ฆ่าครู อาจารย์ ไม่ว่าใคร ศาสนาใด พฤติกรรมการกระทำเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่กำลังปิดประตูแห่งความสว่าง ดังนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ สังคมมนุษย์จะกลายเป็นสังคมในความมืด ดีไม่ดีอาจเลวร้ายยิ่งกว่าในยุคพันกว่าปีก่อนเป็นได้



   ฉะนั้น จึงใคร่ขอวิงวอนต่อเพื่อนมนุษย์ในสังคมในฐานะของหน่วยหนึ่งของสังคมด้วยกัน จงช่วยกันหาหนทางเพื่อปกป้องรักษาไว้ซึ่งบุคลากรและสถาบันแห่งความแสงส่ว่าง ให้สามารถดำเนินต่อไปด้วยความมั่นคงและยั่งยืนสืบไป 

    

   credithttp://www.thaiknowledge.org/board/board-show.php?brd_id=7&bdt_...

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2010, 01:34:25 pm »
แบ่งปัน

   

      

   

       

   

      ความยุติธรรมบนโลกดุนยา

   

       

   

                มนุษย์ นั้นไม่ว่าจะมีความดีมากมาย มีศีลธรรม เป็นนักบวช นักพรต บรรดาอุละมาฮ์ นักการศาสนา หรือแม้แต่อิหม่ามมัสยิดทั้งหลาย ก็ไม่สามารถจะให้ความยุติธรรมกับมนุษย์ด้วยกันเองได้อย่างแน่นอน ความทุกข์ทรมานของมนุษย์ที่มนุษย์ด้วยกันได้ทำไว้นั้น คงจะไม่มีใครที่สามารถจะทดแทนให้กันได้ มีคำพูดไว้ว่าสมัยนี้ เวรกรรมมันติดจรวด หมายถึง ใครทำอะไรไว้ก็จะได้เห็นกันในโลกนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงโลกหน้า

   

                ทหารหรือตำรวจ ผู้ก่อการร้าย รัฐบาล และประชาชนผู้บริสุทธิ์ คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เลวร้ายเกิดขึ้นจากคน 4 กลุ่มดังที่กล่าวมา และคนทั้งหมดจะต้องได้รับผลกระทบกันทุกคน แต่ในกลุ่มคน 4 กลุ่ม จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ผู้กระทำ และผู้โดนกระทำหรือผู้ถูกกระทำนั่นเอง

   
      
         

            ผู้กระทำ ประกอบด้วย ทหารหรือตำรวจ ผู้ก่อการร้าย รัฐบาล

         

            ผู้ถูกกระทำ คือ ประชาชนผู้บริสุทธิ์

      
   
   

                ผู้กระทำ คือ ผู้ปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตน โดยไม่คำนึงถึงผู้ที่ถูกกระทำว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าวัตถุประสงค์ที่ต้องการบรรลุนั้นจะเป็นในเรื่องผลประโยชน์ เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ หรืออื่นๆ และวัตถุประสงค์เหล่านั้นได้นำมาซึ่งความสูญเสียอันใหญ่หลวง ความทุกข์ทรมานอย่างต่อเนื่อง ความเศร้าสลดใจ เสียใจให้กับผู้ถูกระทำหรือผู้โดนกระทำ นั่นคือ ประชาชนผู้บริสุทธิ์

   

      

   

      "และผู้ใดที่แสวงหาความผิด หรือบาปกรรมไว้ แล้วก็โยนบาปกรรมนั้นให้แก่ผู้บริสุทธิ์ แน่นอนเขาได้แบกความเท็จและบาปกรรม อันชัดเจนไว้"

   

              เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ กลางสี่แยกราชประสงค์ กรุงเทพมหานครฯ มันมีอะไรที่คล้ายคลึงกันมาก และความคล้ายคลึงมันได้ทำให้คนกรุงเทพฯได้รับรู้ว่า การอยู่ท่ามกลางผู้ก่อการร้าย ทหาร ตำรวจ และรัฐบาล มันมีความรู้สึกอย่างไร !

   

               สิ่งที่เหมือนกันระหว่างคนกรุงเทพฯ และคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือ การที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้ บางคนโดนไล่ออกจากบ้านของตนเอง การที่คนกรุงเทพฯไม่ได้ทำธุรกิจค้าขาย คนสามจังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้ออกไปกรีดยางหาเลี้ยงครอบครัว นักเรียนไม่ได้ไปโรงเรียน โรงเรียนเลื่อนการเปิดเรียนออกไปอย่างไม่มีวันที่แน่นอน ผู้สื่อข่าวได้รับผลกระทบ บาดเจ็บล้มตาย เนื่องจากความไม่พอใจของผู้ก่อการร้ายในการทำข่าวที่ไม่เป็นกลางของสื่อสาร มวลชนบางช่อง ทหาร ตำรวจเสียชีวิต ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกฆ่าอย่างไร้สาเหตุ ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากมาย และที่สำคัญไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งไม่มี ใครออกมารับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย

   

      

   

                เมื่อได้พินิจพิจารณากันแล้ว ทำให้ได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คือความยุติธรรมที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ที่กรุงเทพฯ  ใครเล่าจะได้ยินเสียงชาวบ้านที่เรียกร้องความสงบสุขอยู่ชายแดนใต้ ! ใครจะรับรู้ว่าพวกเขามีความรู้สึกอย่างไรเมื่ออกนอกบ้านท่ามกลางเสียงปืนและลูกระเบิด ! ใครจะรู้ว่าพวกเขาต้องระแวดระวังและวิตกกังวลภายในหมู่บ้านของตนเอง ! ใครจะรู้ว่าการสะสมเสบียงอาหารมันเป็นอย่างไร ! ใครจะรู้ว่าน้ำตาของผู้สูญเสียมันปวดร้าวแค่ไหน ! ใครจะรู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่พวกเขาต้องทรมานอยู่ท่ามกลาง ผู้ก่อการร้าย ทหาร ตำรวจ และรัฐบาล ที่ต่อสู้กันเอง !

   

                สิ่ง ที่เกิดขึ้น ณ สี่แยกราชประสงค์ คงทำให้คนกรุงเทพฯจำนวนไม่น้อย ได้นึกถึงและรับรู้ถึงความรู้สึกของคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ในรูปแบบเดียวกัน

   
      
         

            พวกเขาเรียกร้อง ให้ผู้ก่อการร้าย หยุดการทำลายล้าง

         

            พวกเขาเรียกร้อง ให้ทหาร ออกนอกพื้นที่

         

            พวกเขาเรียกร้อง ให้รัฐบาล มีความยุติธรรม

      
   
   

                พี่น้องในสามจังหวัดชายแดนใต้ และในกรุงเทพฯ ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายเลย พวกเขาเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกัน คือ สันติภาพ และความสงบสุขให้กลับคืนบนแผ่นดินเกิด

   

                ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ไม่มีดินแดนไหนในโลกนี้ที่มีครบถ้วนอย่างประเทศไทย ความเป็นคนไทย ที่อยู่ด้วยกันหลากหลายเชื้อสาย หลากหลายเผ่าพันธุ์ ได้มาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือกัน การมีน้ำใจโอบอ้อมอารี จนเป็นที่รักของคนชาติต่างๆที่มาเยี่ยมเยือนแผ่นดินนี้

   

      

   

      "และเมื่อเราปรารถนา ที่จะทำลายหมู่บ้านใด เราได้บัญชาให้พวกฟุ่มเฟือยของมัน แล้วพวกเขาก็ฝ่าฝืน ดังนั้น พระดำรัส(การลงโทษ)สมควรแล้วแก่มัน ฉะนั้นเราจะได้ทำลายมันอย่างพินาศ"

   

                แต่เมื่อมีคนรัก ก็ต้องมีคนเกลียด อีกทั้งแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ที่มีแต่คนอยากครอบครอง จึงทำให้ผู้ที่มีความโลภ ได้ปลุกปั่นให้คนในชาติเกลียดชังกัน หวาดระแวงกัน จนกระทั่งฆ่ากันเอง เพียงเพราะ"เงิน"

   

      

   

               ปัญหาทุกอย่างจะจบลงได้ก็ต่อเมื่อทุกคนมีศาสนาที่ถูกต้อง และใช้ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวที่ถูกทางตามหลักการของศาสนา เพราะไม่มีศาสนาไหนสอนให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ไม่มีศาสนาไหนสอนให้ฆ่าผู้บริสุทธิ์เพื่อให้ตัวเองได้มีอำนาจ ไม่มีศาสนาไหนสอนให้แตกแยกโดยไม่รับฟังเหตุผลของผู้อื่น

   

      

   

      " และผู้ใดเล่าจะมีศาสนาดียิ่งไปกว่าผู้ที่มอบใบหน้าของเขาให้แก่อัลลอฮฺ  และขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้กระทำดี และปฏิบัติตามแนวทางของอิบรอฮิม ผู้ใฝ่หาความจริง และอัลลอฮฺ ได้ถือเอาอิบรอฮีมเป็นสหาย"

   

                มุสลิมทุกคนต้องพึงสำนึกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ บททดสอบ และบทเรียนอันสำคัญ และนี่คือสิ่งที่อัลลอฮ์ ทรงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในยุคปัจจุบัน และสามารถสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมบนโลกใบนี้ แสดงให้เห็นว่าความช่วยเหลือจะมีให้กับบ่าวของพระองค์อย่างไร ? และแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ทำร้ายบ่าวผู้ศรัทธาในพระองค์จะได้รับการตอบแทนอย่างไร ?

   

      

   

      " และพวกเจ้าจงอย่าท้อแท้ในการแสวงหากลุ่มชนพวกนั้น หากพวกเจ้าเจ็บ พวกเขาก็เจ็บเช่นเดียวกับพวกเจ้า แต่พวกเจ้าหวังจากอัลลอฮฺสิ่งที่พวกเขาไม่หวัง และอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ"

   

                สุดท้ายนี้ขอให้พี่น้องมุสลิมได้ใช้ปัญญา สายตา ในการพินิจพิจารณาถึงความหมายของอัลกุรอานในแต่ละอายะฮ์ ที่มีเรื่องราวซึ่งเป็นบทเรียนสอนใจให้เห็นถึงพลังอำนาจของพระผู้เป็นเจ้าใน ชั้นฟ้าและแผ่นดิน และจะทำให้พี่น้องมุสลิมได้มีความยำเกรงเพิ่มมากขึ้น มีความศรัทธาอย่างเข้มแข็ง และขอให้พี่น้องมุสลิมได้เรียนรู้และศึกษาถึงฮะดิษของท่านนะบีมุฮัมมัด ที่ได้บอกเล่าถึงสัญญาณต่างๆเมื่อวันกิยามะฮ์ได้ใกล้เข้ามา

   

                และ หวังว่าพี่น้องมุสลิมทุกคนคงจะเตรียมตัว และเตรียมเสบียงให้พร้อม เพื่อก้าวผ่านโลกแห่งความสับสน วุ่นวาย ไปสู่โลกอันสงบสุข นิรันดร อินชาอัลลอฮ์

   

      

   

      " ส่วนบรรดาผู้ที่ ศรัทธา และประกอบสิ่งที่ดีงามทั้งหลายนั้น พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาโดยครบถ้วน

   

      ซึ่งรางวัลของพวกเขา และจะทรงเพิ่มให้แก่พวกเขาด้วย จากความกรุณาของพระองค์

   

      และส่วนบรรดาผู้ที่หยิ่งยโสนั้น พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา ซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบ

   

      และพวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลือใด สำหรับพวกเขาอื่นจากอัลลอฮฺ "

   

      

   

       โดย : أم راشد  อุมม์รอชิด

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap