Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ธรรมาภิบาลในทัศนะของ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
ตุลาคม 18, 2017, 04:25:56 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมาภิบาลในทัศนะของ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ  (อ่าน 2294 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 1.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 10, 2010, 03:20:08 pm »
แบ่งปัน

   โลกมุสลิมในมิติต่างๆ (๘) : ธรรมาภิบาลในทัศนะของ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ

   
   
   
   

   ผู้นำทางสังคมและผู้นำทางการเมืองในระดับต่างๆ นับว่าเป็นฟันเฟืองและกลไกที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองและความ ผาสุก ตลอดจนสถาปนาความยุติธรรมขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตามผู้นำที่อยู่ในวิสัยที่จะสร้างสรรค์สิ่งดังกล่าวได้ ต้องมีคุณสมบัติและคุณลักษณะหลายประการ ต้องเป็นผู้ที่ยึดมั่นเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสอนและบทบัญญัติทางศาสนาอย่าง เคร่งครัด มีความยำเกรงต่อความผิดและไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามทางศาสนา ทั้งยังต้องกระทำทุกวิถีทางให้ทุกอย่างดำเนินไปตามที่ได้รับการบัญญัติไว้ใน คำสั่งสอนของศาสนาและกฎหมายบ้านเมือง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม เพราะไม่มีบุคคลใดจะได้รับความสุขและความสำเร็จได้ นอกจากจะต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามบัญญัติทั้งหลายของศาสนาและกฎหมายเท่านั้น บุคคลใดหรือสังคมใดก็ตามที่ไม่นำพาต่อคำสั่งใช้และข้อบัญญัติห้ามของศาสนา และตัวบทกฎหมาย บุคคลและสังคมนั้นๆ ย่อมพบกับชะตากรรมอันเลวร้ายและความย่อยยับอับโชคอย่างแน่นอน ดังมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วอย่างมากมายในอดีต

   ผู้นำจะต้องทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจและกำลังความคิดเพื่อทำนุบำรุงสิ่งเหล่านี้ ต้องเป็นผู้ที่กำจัดกิเลสต่างๆ ให้มีความอดกลั้น ควบคุมตนเอง เมื่อได้รับการยั่วยวนจากสิ่งต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความเลวทรามและความผิดบาป สำรวม ระวังควบคุมความอยากในทางเนื้อหนังมังสา มีความยุติธรรมต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งคุณสมบัติสองประการนี้ ผู้นำจะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัวเป็นพิเศษ

   ผู้นำต้องใช้มโนธรรมที่เปี่ยมด้วยความเมตตาปรานีต่อประชาชน สร้างความรักและความกรุณาขึ้นในจิตใจเพื่อประชาชน ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเป็นมิตรและอำนวยประโยชน์สุขแก่คนเหล่านั้นโดย ถ้วนหน้า อย่าปฏิบัติต่อประชาชนราวกับสัตว์ร้ายที่มีความเคียดแค้นโดยโน้มเอียงไปสู่ การเบียดเบียนให้ร้าย แม้ว่าประชาชนเหล่านั้นบางส่วนจะมีอุดมการณ์ ความเชื่อถือศรัทธาและทัศนะคติบางอย่างแตกต่างไปจากผู้นำก็ตาม ผู้นำต้องไม่รู้สึกละอายที่จะให้อภัย ละความพยาบาท ไม่กระหยิ่มและทะนงใจในอำนาจ ต้องไม่คิดว่าตัวเองเป็นนายของประชาชนที่พวกเขาจะต้องยอมเชื่อฟังปฏิบัติ ตามอย่างยอมจำนน เพราะทัศนะเช่นนั้นเป็นมิจฉาทิฐิ ทุจริตต่อจิตวิญญาณของตนเอง และประทุษร้ายต่อหลักความเชื่อแห่งศาสนาและอุดมการณ์ทางการเมืองอันเป็นเหตุ ทำให้รัฐบาลตกอยู่ในสภาพสับสน ปั่นป่วน ไร้เสถียรภาพ

   หากผู้นำล้มเหลวที่จะปกครองด้วยความยุติธรรม ย่อมเป็นการเปิดรับความอยุติธรรมให้เข้ามาแทรกอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และผู้ใดก็ตามที่อยุติธรรมต่อสรรพสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างและมีฐานะ อันเป็นที่เกลียดชังของบรรดาผู้ถูกกดขี่ บุคคลเช่นนั้นย่อมอยู่ในภาวะที่เป็นปฏิปักษ์กับพระผู้เป็นเจ้า เว้นแต่เขาจะสำนึกผิดด้วยความเสียใจและยุติการกดขี่ข่มเหงประชาชน ผู้นำต้องปรับนโยบายไม่ให้แข็งกร้าวรุนแรงหรืออ่อนนุ่มเกินไป วางนโยบายอยู่บนหลักความเสมอภาคและความยุติธรรม ซึ่งนโยบายนั้นจะได้รับการยอมรับโดยสาธารณชนทั่วไป ผู้นำพึงเข้าใจด้วยว่าความไม่พอใจของสามัญชนส่วนใหญ่ย่อมขัดกับความพอใจของ กลุ่มชนหมู่น้อยผู้มีอภิสิทธิ์ชน คือชนกลุ่มนี้จะเป็นภาระอันหนักหน่วงที่สุดแก่รัฐบาล ในยามที่บ้านเมืองไม่สงบสุขเพราะความฟุ้งเฟื้อและอวดอำนาจของพวกเขา เป็นผู้ที่ช่วยเหลือน้อยที่สุดของรัฐบาลในยามบ้านเมืองวิกฤต เพราะพวกเขาจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ละทิ้งบ้านเมืองไปยังที่อื่นและจะไม่กลับมา จนกว่าวิกฤติการณ์จะสงบลง เป็นผู้เอื้อแก่ความยุติธรรมและความเสมอภาคน้อยที่สุด เป็นผู้ที่รบเร้าอย่างที่สุดในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องต้องการ เป็นผู้ที่ไม่เห็นคุณค่าของความสะดวกสบายและการอนุมัติต่างๆ ที่พวกเขาได้รับไปแล้ว เป็นผู้ที่ให้อภัยน้อยที่สุด และไร้ความอดทนอย่างยิ่งในยามบ้านเมืองมีความอัตคัดขัดสน

   

   ส่วนประชาชนที่ประกอบขึ้นเป็นส่วนใหญ่ของสังคม จะเป็นผู้ก่อให้เกิดรากฐานอันแข็งแกร่ง เป็นองค์ประกอบหลักสำคัญแห่งเอกภาพของประชาชนในชาติ พร้อมอยู่เสมอที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์และปัญหาต่างๆ ของบ้านเมือง ผู้นำจึงต้องโน้มจิตใจไปสู่มวลชนเหล่านี้ ต้องหลีกห่างจากกลุ่มผู้นินทาให้ร้ายและเสาะแสวงหาความผิดของประชาชนส่วน ใหญ่มารายงาน เพื่อความดีความชอบและความก้าวหน้าของตน เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความทุกข์ยากเนื่องจากความผิดพลาด ความอ่อนแอและความล้มเหลวต่างๆ ของพวกเขา ซึ่งผู้นำได้สังเกตเห็น เพื่อให้พวกเขาเอาชนะความผิดพลาดต่างๆ ได้ และต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงเคียงข้างกับพวกเขาจนกว่าจะผ่านพ้นปัญหานั้นๆ ไปได้

   ในส่วนของที่ปรึกษาจะต้องไม่เลือกบุคคลผู้ตั้งอยู่ในความโลภ คนขลาดเขลาและคนตระหนี่ถี่เหนียว เพราะคนตระหนี่ถี่เหนียวจะกีดกันผู้นำมิให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ประชาชน คนขลาดเขลาจะทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการตัดสินใจในการบริหารการปกครอง ส่วนคนละโมบจะทำให้หันเหไปสู่การบริหารปกครองด้วยอำนาจตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ชั่วร้ายขึ้นในตัวผู้ปกครอง ความตระหนี่ถี่เหนียว ความขลาดเขลาและความละโมบคือรากเหง้าของความคลางแคลงต่างๆ ผู้นำควรเลือกเจ้าหน้าที่จากบุคคลซึ่งไม่เคยเป็นเครื่องมือของทรราชย์ ทั้งไม่เคยเป็นผู้ส่งเสริมการกระทำใดที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรม ต้องรวบรวมบรรดาผู้ซื่อสัตย์ มีความจริงใจ และมีความคุณธรรมให้อยู่แวดล้อมเขาในฐานะมิตรสหายและต้องฝึกอบรมพวกเขามิให้ เป็นผู้ประจบสอพลอ จงอย่าแสวงหาความพอใจจากคำยกย่องสดุดีที่ผิดๆ เพราะคำเยินยอและคำสดุดีที่ผิดๆนั้น จะสร้างความไร้สาระและการหลอกลวงให้เกิดขึ้น บุคคลเหล่านั้นจะทำให้บุคคลอื่นสูญเสียความเข้าใจในตัวตนที่แท้จริงและลืม หน้าที่ต่างๆ ของเขาได้ จึงปรึกษาแม้ศัตรู ถ้าศัตรูผู้นั้นเป็นคนฉลาด แต่จงอย่าทำตามคำแนะนำของมิตรผู้โง่เขลา

   ผู้นำไม่ควรอย่างยิ่งที่จะปฏิบัติต่อคนดีและคนชั่วในลักษณะเดียวกัน เพราะจะทำให้คนดีหมดกำลังใจและขาดความกระตือรือร้น และในเวลาเดียวกันก็จะทำให้คนชั่วได้ใจหาญกล้าขึ้นจนก่อความชั่วต่อไปได้ จงให้รางวัลหรือลงโทษแก่คนทุกคนไปตามการกระทำของเขา เมื่อใดที่ประชาชนโน้มมาเชื่อมั่นในเจตนารมณ์ที่ดีและบริสุทธิ์ใจของผู้นำ แล้ว ความยุ่งยากลำบากต่างๆ ก็จะถูกขจัดออกไป ต้องให้การนับถืออย่างสูงแก่ผู้ที่ยืนหยัดอย่างดีเยี่ยมต่อข้อทดสอบทาง คุณธรรมต่างๆ จงอย่าตัดขาดต่อบุคคลที่ปฏิบัติและยึดมั่นกับแบบอันดีงาม และอย่าทำลายระเบียบกฎเกณฑ์ใดๆ ซึ่งมวลผู้ศรัทธาในศาสนาที่เคร่งครัดได้ยึดถือปฏิบัติกันอยู่ ตลอดจนสิ่งที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์เอกภาพและมิตรภาพในระหว่างกลุ่มต่างๆ ของสังคม หากผู้นำไม่ใยดีกับระเบียบกฎเกณฑ์และหลักการที่ดีงามเหล่านี้แล้ว ผลประโยชน์ก็จะตกแก่ผู้ปลุกปั่นให้แตกแยก และโทษทัณฑ์ของการทำให้ประชาชนแตกแยกกันก็จะเป็นของผู้นำ

   สิ่งซึ่งจะทำให้หัวใจของผู้บริหารประเทศปิติปราโมทย์ที่สุดคือความจริง ที่ว่า รัฐของเขามีการปกครองตามหลักแห่งความเสมอภาคและความยุติธรรม และประชาชนผู้อยู่ใต้การปกครองมีความรัก ซื่อสัตย์ จริงใจต่อผู้นำ ซึ่งความซื่อสัตย์และจริงใจของประชาชนนั้นพิสูจน์ได้ด้วยประการเหล่านี้คือ ประชาชนจะห้อมล้อมผู้นำของเขาด้วยความร่วมมือ ให้การสนับสนุนแก่รัฐบาล ยอมรับอำนาจของผู้ปกครองโดยไม่ได้ถือว่าเป็นภาระหนักหน่วงที่จะรับมิได้ และแสดงออกถึงเจตนารมณ์ที่ไม่ต้องการให้การปกครองของผู้ปกครองสิ้นสุดยุติลง

   

   มีบุคคลอยู่กลุ่มหนึ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์คุณธรรมของรัฐทุกยุคทุกสมัย คือ ผู้ถูกทอดทิ้ง ผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้และผู้ถูกกดขี่ข่มเหง ทั้งในเรื่องสภาพความเป็นอยู่ สถานภาพและศักดิ์ศรี ตลอดจนทัศนคติของรัฐที่มีต่อบุคคลเหล่านั้น ต้องไม่ลืมว่าพวกเขาไม่มีผู้สนับสนุน ไม่มีทุนจุนเจือ ปราศจากโอกาส ยากจนขัดสนและถูกทอดทิ้ง บางส่วนเป็นคนพิการ ผู้ไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ บุคคลเหล่านั้นบางส่วนอาจจะออกไปขอทาน และบางส่วน (ซึ่งยังมีความรู้สึกเคารพตนเองอยู่) ไม่กล้าเอ่ยปากขอ แต่สภาพของเขาอยู่ในภาวะที่ลำบากมาก อันเนื่องจากได้รับความบีบคั้นในด้านความเป็นอยู่ ความยากจน ความหมดหวัง และมีความต้องการที่ไม่อาจจะสนองตอบได้ ผู้นำจะต้องปกป้องบุคคลเหล่านั้นและสิทธิต่างๆ ของพวกเขาเป็นพิเศษ ต้องกำหนดส่วนแบ่งจากเงินงบประมาณของรัฐบาลแก่พวกเขา นอกจากในรูปเงินตราแล้วจะต้องจัดสรรเมล็ดพืชพันธุ์ วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือทำมาหาเลี้ยงชีพ ฯลฯ รัฐอาจต้องจัดสรรที่ดินบางส่วนให้พวกเขา นอกจากนี้ยังต้องดูแลสวัสดิภาพของบุคคลเหล่นั้นด้วย ต้องระมัดระวังมิให้ความหยิ่งทรนงในฐานะตำแหน่ง ความไร้สาระในความมั่งคั่งร่ำรวยหลอกลวงให้มองไม่เห็นความรับผิดชอบที่สำคัญ อย่างยิ่งยวดนั้นไปเสีย ผู้นำไม่อาจปัดความรับผิดชอบแม้ในความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของภารกิจนั้น หรือละเลยโดยยกปัญหายุ่งยากมากมายมาเป็นข้ออ้าง แม้งานของรัฐที่จะต้องดำเนินการอย่างขยันขันแข็งก็ยกมาอ้างเพื่อปัดความรับ ผิดชอบไม่ได้ หากจำเป็นต้องปฏิบัติงานเกี่ยวกับผู้ยากจน คนยากไร้ ก็จะต้องพิจารณาแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณธรรม ซื่อสัตย์และเป็นที่น่าเคารพนับถือ เป็นผู้เคร่งครัดในศาสนาและสามารถปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นด้วยความยกย่อง นับถือ

   

   คนอีกสองกลุ่มที่ผู้นำต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาพวกเขาคือ เด็กกำพร้าและคนชราที่ทุพพลภาพ เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่อาจออกมาเอ่ยปากขอได้อย่างสะดวก ไม่สามารถจะมาถึงตัวผู้นำได้ ผู้นำจึงต้องเป็นฝ่ายไปหาพวกเขา และการปฏิบัติภาระหน้าที่อันหนักหน่วงเหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ผู้ปกครองจะต้องปฏิบัติงานอย่างมีความสุขด้วยความเต็มใจ และซื่อสัตย์สุจริตอย่างภาคภูมิเต็มตามหน้าที่ดังวจนะจากท่านศาสดาที่ว่า “รัฐ ไม่อาจบรรลุถึงความรอดพ้นได้ ตราบใดที่สิทธิต่างๆ ของผู้ที่อ่อนแอยังไม่ได้รับการพิทักษ์และผู้ที่เข้มแข็งยังไม่ถูกบังคับให้ ยอมตามสิทธิเหล่านี้” นอกจากนี้ผู้นำที่หวังจะประสบความสำเร็จและครองใจประชาชน ต้องจัดให้ตัวเองได้พบประชาชนในช่วงเวลาแห่งการรับฟังร้องทุกข์ ด้วยความสุภาพอ่อนโยนและให้ความนับถือต่อพวกเขา สดับตรับฟังความทุกข์ ความยากลำบากของพวกเขาอย่างแช่มชื่น และหากต้องปฏิเสธคำร้องขอใดๆ จากพวกเขา ก็จงปฏิเสธในท่วงทำนองที่ให้ความพึงพอใจแก่เขามากเท่ากับการอนุมัติ ทั้งยังต้องอดทนต่อความประพฤติหรือการมีกิริยามารยาทไม่เรียบร้อย หรือแม้แต่คำพูดจาของบุคคลเหล่านั้นที่ไม่ปะติดปะต่อราบรื่น เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้การศึกษาสูงเหมือนกันหมด และสิ่งที่พวกเขาแสดงออกมาก็คือ ธรรมชาติที่แท้จริงของพวกเขา ซึ่งปราศจากการตกแต่งด้วยมายาสาไถต่างๆ อย่าหยาบคายต่อประชาชนเหล่านั้นอย่างเด็ดขาด

   สิ่งที่ผู้นำต้องระมัดระวังอีกประการหนึ่งคือ ต้องไม่ปลีกตนออกจากสาธารณชน จงอย่าให้มีม่านแห่งความเคารพยำเกรงมาขวางกั้นระหว่างผู้นำกับบุคคลซึ่งอยู่ ภายใต้การปกครอง เพราะการเสแสร้งเช่นนั้นและการแสดงออกอย่างโอ่อ่าหรูหราและทรนงภาคภูมินั้น เป็นการแสดงออกถึงความไร้สาระและความรู้สึกแห่งปมด้อยต่างๆ ที่อุบัติขึ้นภายในรัฐ อันเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดพลาดในการที่จะเข้าถึงความสำคัญของเหตุการณ์ ต่างๆ ในเชิงเปรียบเทียบ อันอาจจะถือเอาเรื่องสำคัญคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ในทำนองเดียวกันอาจจะถือเอาเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากเป็นเรื่องด้อย หรือไปยึดถือบุคคลที่ไม่สำคัญและตามมาด้วยการมองข้ามผู้มีความสำคัญอย่างแท้ จริงของเรื่อง ที่ยิ่งกว่านั้นคือจะสูญเสียคุณสมบัติแห่งการจำแนกระหว่างสิ่งดีและสิ่งชั่ว จะนำมาซึ่งการเอาสิ่งหนึ่งมาเป็นอีกสิ่งหนึ่ง หรือปะปนทั้งสองสิ่งนั้นอย่างปราศจากจุดหมายก็เป็นได้ เหนือสิ่งอื่นใด ผู้นำคือมนุษย์ที่ธรรมดาสามัญยิ่งเช่นคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะตกอยู่ในความเขลาต่อข้อเท็จจริงต่างๆ ที่บรรดาข้าราชการต้องการให้ตกอยู่ในความมืดมนเกี่ยวกับการนั้น (ซึ่งเรื่องดังกล่าว ประชาชนทั่วไปอาจจะรู้กันอย่างดี) ฉะนั้นความจริงจึงอาจถูกปะปนเข้ากับความเท็จและไม่อาจที่จะจำแนกแยกแยะได้ เพราะมิได้มีรอยจารึกเป็นตราอยู่บนหน้าผากแห่งความจริง เพื่อให้เป็นการง่ายที่จะจำแนกออกไปจากความเท็จ บุคคลจำต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและแยกแยะความจริงออกจากเรื่องที่กุกันขึ้น ด้วยวิธีการดังกล่าวเท่านั้นที่บุคคลพึงเข้าถึงความจริงได้

   ประเภทของผู้ปกครองนั้นมีอยู่เพียงสอง ซึ่งพวกเขาอาจอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งก็ได้ อาจเป็นบุคคลที่ยำเกรงเคร่งครัดต่อศาสนา จริงใจและเป็นผู้ปกครองที่ขยันขันแข็ง เป็นผู้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเวลา ปฏิบัติตามหลักการแห่งความยุติธรรมและความเสมอภาค ปกป้องสิทธิของคนอื่นๆ และปฏิบัติงานอย่างดีที่สุดเพื่อให้ภาระหน้าที่นั้นบริบูรณ์ อีกประเภทหนึ่งคือผู้ปกครองที่ตระหนี่ ผู้ปกครองที่ปฏิเสธความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ทุกๆ คน กรณีเช่นนี้ประชาชนก็จะค่อยๆ รู้ลักษณะนิสัยใจคอและความประพฤติของเขา และค่อยๆ เลิกนิยมยกย่องและเคารพนับถือไปในที่สุด พึงตระหนักไว้เถิดว่าผู้ปกครองที่เลวที่สุดนั้นคือผู้ปกครองที่คนดี คนบริสุทธิ์และคนธรรมดาสามัญมีความหวาดกลัวที่จะเข้าพบ

   

   ประการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้นำจะต้องไม่มองข้ามความจริงที่ว่า รอบตัวเขามักจะมีกลุ่มอภิสิทธิ์จากเครือญาติและมิตรสหาย บุคคลเหล่านี้ย่อมแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ของพวกเขา และอาจดำเนินการวางแผนโดยไม่สุจริต ฉ้อโกง ทุจริตและกดขี่ขูดรีด หากบุคคลเช่นนั้นห้อมล้อมอยู่ เขาต้องหลีกห่างจากบุคคลดังกล่าว (ไม่ว่าความสัมพันธ์กับท่านั้นจะใกล้ชิดเพียงใด) จงยุติเรื่องอื้อฉาวอันอัปยศนั้น และจัดแจ้งให้กับผู้ที่ห้อมล้อมอยู่นั้นพ้นไปจากความไม่ดีงามด้านศีลธรรม และความโสมมทางจิตวิญญาณ ต้องไม่อนุมัติให้บุคคลเหล่านั้นเข้าครอบครองแหล่งน้ำ ที่ดิน หรือแหล่งทรัพยากรต่างๆ ซึ่งเป็นสถานที่อันจะอำนวยความสะดวกและใช้ประโยชน์พิเศษสำหรับประชาชนทั่วไป

   ผู้นำต้องเป็นผู้ยุติธรรมในการพิพากษาตัดสิน และชำระสะสางความยุติธรรม ลงโทษแก่บุคคลผู้ควรแก่การลงโทษ แม้ว่าบุคคลนั้นจะเป็นญาติใกล้ชิดหรือเป็นเพื่อนสนิท แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะนำความเศร้าโศกเสียใจอย่างมากมาให้เขาก็ตาม หากการใช้มาตรการที่เข้มงวดทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่าเป็นพฤติกรรมแห่ง ทรราชย์และผู้กดขี่ ผู้นำต้องออกพบพวกเขาอย่างเปิดเผย อธิบายให้ประชาชนทราบถึงเหตุผลของการปฏิบัติ จงให้ประชาชนเหล่านั้นเห็นข้อเท็จจริงและตระหนักถึงความเป็นจริงนั้น สิ่งนี้ย่อมช่วยฝึกฝนจิตใจของผู้นำให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกรุณาปรานีต่อ บรรดาผู้อยู่ใต้การปกครอง ความไว้วางใจจะเกิดขึ้นแก่ประชาชนเหล่านั้น อันจะทำให้พวกเขาสนับสนุนความยุติธรรมและความจริง ซึ่งผู้นำจะบรรลุถึงซึ่งจุดมุ่งหมายคือได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในวิถี ทางแห่งสัจธรรม

   ผู้นำต้องไม่พยายามเพิ่มพูนความเข้มแข็งในอำนาจ ตำแหน่งและเกียรติยศของตน ด้วยการสังหารผู้บริสุทธิ์ อาชญากรรมเช่นนั้นแทนที่จะทำให้ฐานะของผู้นำเข้มแข็ง จะกลับทำให้อ่อนแอ ซึ่งไม่เพียงแต่อ่อนแอลงอย่างมากเท่านั้น แต่อำนาจนั้นทั้งหมดจะถูกเวนคืนและมอบให้แก่บุคคลอื่น

   ผู้นำต้องไม่ปล่อยให้มีการสรรเสริญเยินยอและการตลบตะแลง ทำให้เขาอยู่ในสภาพที่เป็นบุคคลไร้สาระและหยิ่งในตน เล่ห์อุบายที่หลอกลวงทั้งหมดของผู้ชั่วร้ายนั้นเป็นการทำลายการกระทำความดี ของผู้ทรงคุณธรรม และเป็นผลเสียหายต่อกุศลจิตของพวกเขา การตลบตะแลงและคำป้อยอนั้นเป็นสิ่งที่บุคคลชอบนำมาใช้มากที่สุด ดังนั้นจงอย่าคุยโวโอ้อวดถึงความใจดีและความกรุณาที่เขาได้กระทำต่อผู้อยู่ ใต้ปกครอง

   และท้ายที่สุดพึงระลึกเถิดว่า บุคคลสองจำพวกที่จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงที่สุดในวันแห่งการตัดสินพิพากษา คือ ผู้นำที่อธรรมและผู้รู้ที่ฉ้อฉล


ที่มา

http://www.islamichomepage.com/contents/index.php?option=com_content&view=article&id=393%3A2010-01-20-16-06-20&catid=3%3Aislamic-encyclopedia&Itemid=225
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2011, 03:54:58 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap