Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
คุณลักษณะนบีมุฮัมมัด (ศ๊อลฯ)
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
ตุลาคม 24, 2017, 05:18:36 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คุณลักษณะนบีมุฮัมมัด (ศ๊อลฯ)  (อ่าน 2907 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 1.7%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 11, 2010, 08:32:48 am »
แบ่งปัน

ahlussunnah waljama_ah
" فمن رغب عن سنتي فليس مني"

"ผู้ใดทิ้งสุนนะห์ของฉัน ผู้นั้นไม่ใช่พวกของฉัน"
บางคนยึด สุนนะห์ เพราะถือว่าเป็น สิ่งที่ท่านนบีและคอลีฟะฮ์ได้ทิ้งไว้เพื่อมิให้หลงทาง
บางคนทิ้ง สุนนะห์ เพราะถือว่าเป็นแค่ สุนนะห์ เพียงแค่ทำ ก็ได้ผลบุญ ไม่ทำก็ไม่เสียหาย
คุณล่ะ เลือกอย่างไหน ชีวิตจะมีกำไร/ขาดทุน อยู่ที่คุณเลือกตอบ
โปรดคิดให้ดี เพราะนั่นคือชีวิตของคุณ



อัสลามฯ ครับ
อ้างอิงจาก คุณ Tang marja แห่ง ไฮ5 ครับ

ได้รับบทความดีๆๆ มา เลยส่งต่อให้เช่นเคยครับ

   


متى مشى النبي على أطراف أنامله؟
นบีเดินเขย่งเท้าเมื่อใด?
كان ثعلبة بن عبدالرحمن رضي الله عنه، يخدم النبي
ท่าน ซะละบะห์ บุตร อับดุลเราะมาน นั้นคอยรัยใช้นบี
في جميع شؤونه...
ในทุกๆอย่าง
وذات يوم بعثه رسول الله
ในวันนึง ท่านนบีได้ส่งเขา
في حاجة له...
ไปทำธระให้
فمر بباب رجل من الأنصار...
เขาเดินผ่านบ้านชาว อันซอร หลังหนึ่ง
فرأى امرأة تغتسل وأطال النظر إليها.
เขาเห็นสตรีนางหนึ่งกำลังอาบน้ำ เขาจึงมองนาน
فأخذته الرهبة...
แล้วความกลัวบาปก็เกิดขึ้น
وخاف أن ينزل الوحي على رسول الله بما صنع...
และเขากลัวว่า โองการกุรอ่านจะลงถึงนบีเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ
فلم يعد الى النبي
เขาจึงไม่กลับไปหานบี
ودخل جبالا بين مكة والمدينة، ومكث فيها قرابة أربعين يوماً...
เขาเข้าไปในภูเขาที่อยู่ระหว่างมักกะห์และมะดีนะห์ เฝ้าทำอิบาดะห์ได้40วัน
فنزل جبريل على النبي ...
แล้วญิบรีลก็ลงมาหานบี
وقال: يا محمد، إن ربك يقرئك السلام
แล้วกล่าวว่า โอ้มูฮำหมัด อัลเลาะห์ฝากสลามถึงท่าน และบอกว่า
ويقول لك أن رجلاً من أمتك بين حفرة في الجبال متعوذ بي.
มีชายคนนึงจากอุมมัตท่านอยู่ในหุบเขา เขาเฝ้าขอความคุ้มครองจากข้า
: فقال النبي
นบีจึงกล่าว
لعمر بن الخطاب وسلمان الفارسي
แก่อุมัร และ ซัลมาน ว่า
انطلقا فأتياني بثعلبة بن عبدالرحمن، فليس المقصود غيره.
ท่านทั้งสองจงไปนำตัว ซะละบะห์ มา จะหมายถึงใครไม่ได้นอกจากเขา
فخرج الاثنان من أنقاب المدينة...
แล้วทั้งสองก็ออกไปนอกเมือง
فلقيا راعيا من رعاة المدينة يقال له زفافة...
แล้วทั้งสองได้พบชายเลี้ยงสัตว์ที่ชื่อว่า รุฟาฟะห์
فقال له عمر: هل لك علم بشاب بين هذه الجبال يقال له ثعلبة؟
อุมัรจึงถามว่า ท่านเห็นชายที่อยู่แถวหุบเขานี้ใหมชื่อ ซะละบะห์?
فقال لعلك تريد الهارب من جهنم؟
รุฟาฟะห์ถามว่า ท่านคงหมายถึงชายที่กำลังหนีจากนรก?
فقال عمر: وما علمك أنه هارب من جهنم؟
อุมัรถามว่า ท่านรู้ได้ไงว่าเขากำลังหนีจากนรก?
قال لأنه كان إذا جاء جوف الليل...
เขาตอบว่า เพราะเขานั้น เมื่อถึงยามดึก
خرج علينا من بين هذه الجبال...
เขาจะออกมาจากหุบเขาแถวนี้
واضعا يده على أم رأسه وهو ينادي:
โดยยกมือเหนือศรีษะ แล้วอ้อนวอนว่า
يا ليتك قبضت روحي في الأرواح ...
โอ้พระเจ้า ขอท่านได้เก็บวิญญาณข้าไปอยู่โลกเห่งวิญญาณ
وجسدي في الأجساد..
และเก็บร่างกายข้าไปอยู่โลกแห่งร่างกาย
ولم تجددني لفصل القضاء.
และอย่าให้ฉันฟื้นมารับการพิพากษา.
فقال عمر: إياه نريد...
อุมัรตอบว่า คนนั้นแหละ ที่เราต้องการตัว
فانطلق بهما...
รุฟาฟะห์ จึงพาทั้งสองไป
فلما رآه عمر غدا إليه واحتضنه...
เมื่ออุมัรพบ จึงถาเข้าไปสวมกอด
فقال: يا عمر هل علم رسول الله
ซะละบะห์ถามว่า โอ้อุมัร รอซู้ลรู้ใหม
بذنبي؟
เกี่ยวกับบาปของฉัน?
قال: لاعلم لي إلا أنه ذكرك بالأمس
อุมัรตอบ ฉันไม่รู้ แต่ว่าเมื่อวาน รอซูลเอ่ยถึงท่าน
فأرسلني أنا وسلمان في طلبك.
แล้วได้ส่งฉันกับ ซัลมาน ค้นหาท่าน
قال: يا عمر لا تدخلني عليه إلا وهو في الصلاة...
ซะละบะห์พูดว่าท่านอย่านำฉันไปพบนบีนอกจากตอนที่นบีละหมาด
فابتدر عمر وسلمان الصف في الصلاة...
แล้ว อุมัร และ ซัลมาน ก็รีบเริ่มการละหมาด
فلما سلم النبي ...قال: يا عمر يا سلمان، ماذا فعل ثعلبة؟
เมื่อนบีให้สลาม นบีถามว่าโอ้มุมัรและซัลมาน ซะละบะห์ทำอะไรอยู่
قال هو ذا يا رسول الله...
อุมัรตอบว่า เขาอยู่นี่ โอ้รอซุลุลเลาะห์
فقام الرسول فحركه وانتبه...
รอซูลจึงลุกขึ้นยืน แล้วเขย่าตัวซะละบะห์
فقال له: ما غيبك عني يا ثعلبة؟
แล้วถามว่า อะไรที่ทำให้ท่านหายไปจากฉัน โอ้ ซะละบะห์?
قال ذنبي يا رسول الله...
ซะละบะห์ตอบว่า บาปของฉัน โอ้รอซุลุลเลาะห์.
قال أفلا أدلك على آية تمحوا الذنوب والخطايا؟؟؟
รอซุลกล่าวว่า เอาใหม ฉันจะแนะนำให้อายะห์นึง มันลบบาปและความผิด???
قال بلى يا رسول الله...
ซะละบะห์ตอบว่าเอา
قال: قل
นบีบอก ท่านจงกล่าวว่า
'' ربنا آتنا في الدنيا حسنة

وفي الآخرة حسنة

وقنا عذاب النار''
------------------------
قال ذنبي أعظم
ซะละบะห์พูดว่า บาปฉันใหญ่กว่านั้น
قال رسول الله : بل كلام الله أعظم
รอซูลตอบว่า แต่โองการของอัลเละห์ยิ่งใหญ่กว่า
ثم أمره بالانصراف إلى منزله...
แล้วรอซูลก็ใช้ให้ซะละบะห์กลับบ้าน
فمر من ثعلبة ثمانية أيام...
เมื่อผ่านไปได้ 8 วัน
ثم أن سلمان أتى رسول الله ...
แล้ว ซัลมาน ก็มาหานบี แล้วพูดว่า
فقال: يا رسول الله هل لك في ثعلبة فانه لما به قد هلك؟؟؟
โอ้รอซูล ท่านช่วยซะละบะห์ได้ใหม สิ่งที่เขาทำนั้น ทำให้เขาป่วยหนัก
فقال رسول الله : فقوموا بنا اليه...
รอซูลกล่าวว่า เราจะไปหาเขา
ودخل عليه الرسول ...
แล้วรอซูลก็เข้าไปหาซะละบะห์
فوضع رأس ثعلبة في حجره
รอซูลวางศรีษะของ ซะละบะห์ บนตักท่าน
لكن سرعان ما أزال
แต่ซะละบะห์นั้นรีบยก
ثعلبة رأسه من على حجر النبي...
ศรีษะออกจากตักนบี
فقال له لم أزلت رأسك عن حجري؟؟؟
รอซูลถามว่า ทำไมท่านยกศรีษะออกจากตักฉัน???
فقال لأنه ملآن بالذنوب...
ซะละบะห์ตอบว่า เพราะมันเต็มไปด้วยบาป...
قال رسول الله ما تشتكي؟؟؟
รอซูลถามว่า ท่านทรมาณเพเรื่องใดหรือ???
قال: مثل دبيب النمل بين عظمي ولحمي وجلدي.....
ซะละบะห์ตอบว่า เหมือนมี มด ไต่ตามกระดูก เนื้อ และหนังของฉัน.
قال الرسول الكريم : ما تشتهي؟
รอซูลถามว่า ท่านปรารถนาสิ่งใด?

قال:مغفرة ربي
ซะละบะห์ตอบว่า การอภัยจากพระเจ้า.
فنزل جبريل فقال:
ญิบรีลจึงลงมาแล้วกล่าวว่า
يا محمد إن ربك يقرؤك السلام...
โอ้มูฮำหมัด พระเจ้าฝากสลามถึงท่าน
ويقول لك
และบอกกับท่านว่า
لو أن عبدي هذا لقيني بقراب الأرض خطايا لقيته بقرابها مغفرة
หากบ่าวข้าคนนี้มาพบข้าพร้อมความผิดเกือบเต็มแผ่นดิน
ข้าก็จะพบเขาพร้อมการอภัยที่เกือบเต็มแผ่นดินเช่นกัน..
فأعلمه النبي بذلك،
นบีจึงบอกให้ซะละบะห์ทราบดังกล่าว
فصاح صيحة بعدها مات على أثرها.
ซะละบะห์จึงร้องตะโกนด้วยความดีใจ
แล้วเขาก็สิ้นใจหลังจากนั้น
فأمر النبي
นบีจึงใช้
بغسله وكفنه
ให้อาบน้ำศพ และ ห่อศพ
فلما صلى عليه الرسول ..
เมื่อนบีละหมาดศพเสร็จ
جعل يمشي على أطراف أنامله،
ท่านก็เดินเขย่งเท้า
فلما انتهى الدفن قيل لرسول الله:
เมื่อทำการฝังศพเสร็จเรียบร้อยมีคนถามว่า
يا رسول الله رأيناك تمشي على أطراف أناملك
โอ้รอซูลุลเลาะห์ เราเห็นท่านเดินเขย่งเท้า เพราะเหตุใดหรือ..?
قال الرسول:
รอซูลตอบว่า
والذي بعثني بالحق نبياً
ขอสาบานต่อผู้แต่งตั้งฉันเป็นนบี
ما قدرت أن أضع قدمي على الأرض
ฉันไม่สามารถเหยียบเท้าบนดินได้
من كثرة ما نزل من الملائكة لتشييعه
เพราะมันเนืองแน่นไปด้วยมาลาอิกะห์ที่มาติดตามศพผู้นี้


الانسان خطّاء... وخير الخطائين التوابون...
มนุษย์ทำผิดเสมอ คนผิดที่ดี คือคนผิดที่สำนึกตัว
فالواجب علينا أن نعود أنفسنا دائماً على التوبة النصوح...
ดังนั้นจำเป็นที่เราจะต้องหมั่นเตาบัตตัวอยู่เสมอ
"اللهم أنت ربي..خلقتنى... وأنا عبدك... وانا على عهدك ووعدك مااستطعت... أعوذ بك

من شر ما صنعت... أبوء لك بنعمتك علىّ... وأبوء بذنبى... فاغفر لي... فإنه

لايغفر الذنوب إلا أنت"

أستغفر الله العظيم الذي لا اله إلا هو الحي القيوم وأتوب إليه

أستغفر الله العظيم الذي لا اله إلا هو الحي القيوم وأتوب إليه

أستغفر الله العظيم الذي لا اله إلا هو الحي القيوم وأتوب إليه

أستغفر الله العظيم الذي لا اله إلا هو الحي القيوم وأتوب إليه

أستغفر الله العظيم الذي لا اله إلا هو الحي القيوم وأتوب إليه

”ربنا

آتنا في
الدنيا حسنة...

وفي

الآخرة حسنة...

وقنا عذاب

النار“

لاتحرم نفسك من ثواب نشرها...
อย่าห้ามตัวเองจากผลบุญการเผยแพร่สิ่งนี้
فعسى الله أن يذكر بها ناسياً أو يهدي بها عاصياً
เผื่ออัลเลาะห์จะให้สติแก่ผู้ที่ลืม หรือให้ทางนำแก่คนฝ่าผืน
وقد تكون لك صدقة جارية...فى حياتك وبعد مماتك.

اللهم اغفر لي ولوالدي ولجميع المسلمين
29/05/2009


วัสลามครับเพื่อนๆๆ
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 1.7%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2010, 08:38:01 am »
แบ่งปัน

อาหารที่ท่านนบีชอบ -

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีมารยาทในการรับประทานอาหารมาก ท่านไม่เคยปฏิเสธอาหารและไม่เคยขออาหารจากผู้อื่น เมื่อท่านถูกเสนออาหารหะล้าลให้แก่ท่านท่านก็จะทานมัน หากท่านไม่ชอบท่านก็จะวางไว้ข้างๆโดยไม่ห้ามผู้อื่น(ทานมัน) ท่านไม่เคยแสดงความไม่พอใจต่ออาหาร

ท่านอบูหุรอยเราะฮฺได้รายงานว่า “ท่านร่อซูลุลลอฮฺจะไม่ตำหนิอาหารใด ถ้าท่านชอบท่านก็จะรับประทานมัน ถ้าท่านไม่ชอบท่านก็จะปล่อยไว้ไม่รับประทานมัน” (ซอเฮียะฮฺบุคอรียฺ, 5409)

   


อาหารที่ท่านนบีชอบมีหลายอย่าง มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮาว่า "ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ชอบของหวานและน้ำผึ้ง" (บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม) -- อิมามอันนะวะวียฺ ร่อหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า "ของหวาน" ในรายงานนี้หมายถึง ของหวานธรรมชาติและขนมหวาน (จากรายงานของอิบนุบัฏฏอล ร่อหิมะฮุลลอฮฺ)

และมีรายงานว่าท่านนบีชอบเนยและอินทผลัม (อบูดาวู้ด)

   


ท่านอนัส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ชอบฟักทอง (อะหมัดและติรมิซียฺ)

และมีรายงานด้วยว่าท่านนบีชอบเนื้อขาหน้าของแกะ (อะหมัด,อบูดาวู้ด,และอื่นๆ) -- อัลอะซีม อะบาดียฺ ร่อหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า เหตุผลที่ชอบเนื้อส่วนนี้เพราะมันสุกง่าย อร่อยมาก และไม่เหนียว , ค็อฏฏอบียฺและท่านอื่น กล่าวว่า ความชอบของท่านนบีนั้นไม่ได้หมายความว่าท่านร้องขอสิ่งนั้น แต่ท่านเคยรับประทานจากส่วนนั้นเมื่อมีผู้นำเนื้อมาให้ พวกเขา(ศ่อฮาบะฮฺ)จึงรู้ว่าท่านชอบมัน (ซอเฮียะห์ บุคอรี, 3340)


เรียบเรียงจาก

1. What was the favorite food of the Prophet Muhammad ?
2. อัต-ฏิบ อัน-นะบะวีย์ .. การแพทย์ตามแนวทางท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม , อิมาม อิบนุ ก็อยยิม, ผู้แปล นพ.กษิดิษ ศรีสง่า, หน้า 142-3
จาก อิสลามอินไซด์-ชุมชน blog มุสลิม
http://www.islaminside.com/blog/main.php
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 1.7%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2011, 08:49:17 am »
แบ่งปัน

    


   
      

         บุคลิกภาพอันโดดเด่นของศาสดามุฮัมมัด(ศ.)

   
   
      โดย Ars Chiangmai เมื่อ 8 พฤษภาคม 

   
   
    

   -         เมื่อมีผู้เข้ามาหาท่านศาสดา(ศ.) ท่านจะให้ความสนใจต่อเขาผู้นั้นอย่างเต็มที่

    

   -         ท่านพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล กระชับแต่ถูกต้องและชัดเจน ท่านจะหลีกเลี่ยงการพูดหรือการถกเถียงที่ไร้จุดมุ่งหมาย

    

   -         เมื่อมีผู้กำลังพูดอยู่ ท่านจะไม่ขัดจังหวะผู้พูด

    

   -         ท่านชี้ตำแหน่งต่างๆ ด้วยมือ ไม่ใช่ด้วยสายตา

    

   -         ท่านยิ้มในโอกาสที่น่ายินดี และไม่เคยแสดงอาการด้วยการหัวเราะ

    

   -         ท่านจะเป็นผู้ทักทายก่อนเสมอ

    

   -         เมื่อมีการจับมือ ท่านไม่เป็นฝ่ายดึงมือกับก่อน

    

   -         ท่านเดินบนพื้นดินด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และมองลงต่ำ

    

   -         ท่านจะทักทายเด็กๆ ด้วยความรักใคร่เอ็นดู และพูดกับพวกเขาด้วยความเมตตาเสมอ

    

   -         ท่านปฏิบัติต่อผู้อาวุโสด้วยความเคารพและเมตตา

    

   -         ท่านแนะนำผู้หลงผิดด้วยความเมตตา

    

   -         ในที่นั่งชุมนุม ท่านไม่มีที่ซึ่งจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ และนั่งในที่ว่าง

    

   -         เมื่อนั่งบนพื้น ท่านไม่ยืดขา

    

   -         เมื่อนั่งรับแขกผู้มาเยือน ท่านจะไม่ลุกขึ้นก่อนเป็นคนแรก ท่านจะรอจนกว่าแขกจะลุกขึ้นก่อน

    

   -         มิตรสหายของท่านมีความสุขและได้รับความรู้อยู่เสมอ

    

   -         ท่านช่วยเหลือทุกคนด้วยสิ่งที่ท่านมีในเวลานั้น และถ้าด้วยเหตุผลอันใดก็ตามที่ทำให้ท่านไม่สามารถให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่ผู้ขอจำเป็นต้องการได้ ท่านจะพูดกับเขาด้วยความเมตตาและขอโทษเขาที่ไม่สามารถช่วยได้ในขณะนั้น

    

   -         เมื่อมีคนพูดกับท่านด้วยความหยาบคาย ท่านจะนิ่งเงียบ

    

   -         ไม่เคยมีใครเห็นท่านพูดหรือกระทำกับผู้ใดด้วยความโกรธ

    

   -         คำพูดและการกระทำของท่านจะสอดคล้องกับคัมภีร์อัล-กุรอานและพระประสงค์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เสมอ

    

   -         ท่านนั่งในระดับเดียวกับคนอื่นๆ และรับประทานอาหารอย่างเดียวกับผู้ที่นำอาหารมาบริการแก่ท่าน

    

   -         ท่านทำงานบ้านส่วนใหญ่และงานส่วนตัวของท่านด้วยตัวเอง

    

   -         ท่านซ่อมแซมเสื้อผ้า รวมถึงรองเท้า ด้วยตัวเอง

    

   -         ท่านตอบรับคำเชิญของมิตรสหายและบรรดาผู้ศรัทธาเพื่อร่วมรับประทานอาหารเสมอ แต่จะบอกกับพวกเขาว่า ศอดาเกาะฮฺ, คอยรอต และซะกาต (การบริจาค)  เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับท่าน

    

   -         ท่านหลีกเลี่ยงเครื่องแต่งกายที่มีสีสันฉูดฉาดและตกแต่งประดับประดา

    

   -         ท่านปฏิบัติต่อคนรับใช้ของท่านด้วยความเมตตา และไม่เคยดุด่าหรือลงโทษพวกเขาสำหรับการกระทำผิด

    

   -         ถ้าคนรับใช้ของท่านต้องการความสนใจ ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) จะลุกไปหาเขาก่อนที่คนรับใช้จะเข้ามาถึงท่าน

    

   -         ท่านไม่เดินทางบนหลังสัตว์ในขณะที่มิตรสหายของท่านเดินด้วยเท้า

    

   -         ท่านรักษาสัญญาของท่านเสมอ

    

   -         ท่านนอนหลับเพียงเล็กน้อย และท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำอิบาดะฮฺ(เคารพภักดี) หรือช่วยเหลือผู้อื่น

    

   -         ท่านมีความรู้อย่างกว้างขวางในทุกเรื่องทุกหัวข้อ ถึงแม้ท่านจะไม่เคยเข้าเรียนหรือรับการอบรมจากที่ใดเลย

    

   
      
      
      http://www.facebook.com/notes/ars-chiangmai
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 08, 2011, 08:52:49 am โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap