Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดต่อชุมชน
Welcome Guest, please login or register.
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดต่อชุมชน  (อ่าน 1556 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8417 Level 74 : Exp 75%
HP: 6.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2012, 10:06:06 pm »
แบ่งปัน

บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดต่อชุมชน

   
   

       

                                                
               

                  บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดต่อชุมชน
                  ตามนัยยะแห่งอัลกุรอานและพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม 
                  พ.ศ. 2540

               

                  
                  นิยามแห่งมัสยิด
                          มัสยิดมาจากภาษาอาหรับมีความหมายตามรากศัพท์ คือ สถานที่สำหรับซุหยูด ส่วนซุหยูด หมายถึง การวางหน้าผากแนบพื้น. (ลิซาน อัลอรับ)
                          อย่างไรก็ตามความในบริบททางศาสนาของมัสยิด คือ สถานที่ซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับการละหมาดห้าเวลาอย่างถาวร (ศ.ดร.ซัยด์ อับดุลการีม อัซซัยด์ 2001 น.16)
                          ความหมายในบริบททางศาสนาของมัสยิดดังที่กล่าวมาสอดคล้องกับความหมายของมัสยิดที่ปรากฏในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ซึ่งระบุว่า “มัสยิด หมายความว่า สถานที่ซึ่งมุสลิมใช้ประกอบศาสนกิจ โดยจะต้องมีละหมาดวันศุกร์เป็นปกติและเป็นสถานที่สอนศาสนาอิสลาม”
                          โดยปกติการละหมาดวันศุกร์จะทำในสถานที่ซึ่งไม่มีการละหมาดห้าเวลาเป็นประจำไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนการระบุให้มัสยิดเป็นสถานที่สอนศาสนาก็เป็นการระบุถึงหน้าที่อย่างหนึ่งของมัสยิด ซึ่งจะได้กล่าวในลำดับต่อไป
                  
                  สถานะของมัสยิดในชุมชนมุสลิม
                          สิ่งหนึ่งที่บุคคลทั่วไปสังเกตได้ชัดเจนก็คือชุมชนมุสลิมทุกแห่งจะต้องมีมัสยิดอย่างน้อยหนึ่งหลังตั้งอยู่ และส่วนใหญ่ก็มักตั้งอยู่ใจกลางชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่ามัสยิดทรงความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารชุมชนนั้น ๆ
                          ความสำคัญของมันยิดปรากฎชัดนับเนื่องแต่ยุคของบรมศาสดามุหัมมัด (ซ็อลฯ) มาแล้ว เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางถึงนครมดีนะฮ์ในปี ฮ.ศ. 1/ค.ศ. 622 สิ่งแรกที่ท่านลงมือทำในการสถาปนาสังคมแบบอิสลามก็คือการก่อสร้างมัสยิดที่เรียกกันว่า มัสยิดนะบะวีย์ ซึ่งถือเป็นศูนย์บัญชาการของทุกเรื่องราวที่ทรงความสำคัญต่อสังคมมดีนะฮ์ในยุคนั้น
                          พันธกิจของมัสยิดนั้นถือเป็นดัชนีชี้วัดการดำรงอยู่ของสังคมมุสลิม การสร้างความรุ่งเรืองแก่มัสยิดจึงนับเป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนด้วย เหตุนี้เราจึงพบว่าอัลกุรอานได้จัดให้การบำรุงรักษา เอาใจใส่ และ ปฏิบัติตามพันธกิจแห่งมัสยิด เป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาที่บุคคลมีต่อองค์อัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า ทั้งนี้ตามนัยยะแห่งซูรอฮ์ อัต เตาบะฮ์ อายะฮ์ที่ 18 ความว่า “อันผู้ที่จะสร้างความรุ่งเรืองแก่มัสยิด ก็มีแต่ผู้ซึ่งศรัทธาต่ออัลลอฮ์และต่อวันอาคิรอฮ์ ดำรงละหมาด จ่ายซะกาต และไม่กริ่งเกรงสิ่งใดนอกจากอัลลอฮ์ทั้น คนเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นผู้ได้รับทางนำ” 
                  
                          บรมศาสดามุหัมมัด (ซ็อลฯ) เองก็รณรงค์ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการก่อสร้างมัสยิด โดยท่านบอกว่าผู้ใดที่ก่อสร้างมัสยิดหนึ่งหลังโดยมุ่งหวังในอัลลอฮ์เจ้า พระองค์จะทรงก่อสร้างที่พำนักในเขาดุจเดียวกันในสรวงสวรรค์ (หะดีษรายงานโดยบุคอรีย์และมุสลิม)
                          ที่เป็นเช่นนั้นเพราะนับแต่อดีตกาลมัสยิดมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การสร้างวีรชนผู้ยึดมั่นในอัลลอฮ์ ศรัทธาต่อวิถีชีวิตในท่วงทำนองที่พระองค์ทรงกำหนด เสียสละ และไม่เห็นการค้าพาณิชย์ ยิ่งใหญ่กว่าการเข้าเฝ้าพระองค์
                        “ในอาคารที่ซึ่งองค์อัลลอฮ์ทรงอนุญาตให้ยกขึ้น และมีการกล่าวถึงพระนามแห่งพระองค์อยู่ในนั้น ประดาบุรุษต่างพากันสดุดีพระเกียรติคุณแห่งพระองค์ เป็นบุรุษผู้ซึ่งการค้าและการพาณิชย์ไม่ได้ทำให้พวกเขาหลงลืมการระลึกถึงอัลลอฮ์ ไม่ลืมการละหมาดและการจ่ายซะกาต พวกเขาหวั่นเกรงวันหนึ่ง วันซึ่งหัวใจและสายตาจะพลิกกลับ” (อัน นูร น.36-37)
                  
                          ในความเป็นจริงการสร้างความเข้มแข็งมั่นคงแก่ชุมชนหรือสังคมหนึ่ง ๆ ไม่อาจขาดบุคคล
                  ประเภทที่อัลกุรอานกล่าวถึงข้างต้นได้และเมื่อคนเหล่านั้นเป็นผลผลิตของมัสยิด มัสยิดจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจดูดายในสังคมมุสลิม
                          ด้วยสถานะอันสูงส่งข้างต้น ทำให้เป็นสถานที่ซึ่งจำเป็นต้องเคารพและให้เกียรติยิ่งกว่าสถานที่อื่นใด นี่คือพื้นที่ซึ่งองค์อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยยิ่งกว่าพื้นที่ไหน ๆ เป็นเวทีแห่งความคิดและวิทยาการ อีกทั้งยังเป็นาถนอันก่อเกิดสายใยรักและความผูกพันของผู้คนเนื่องจากที่นี่คือสภาของชุมชนและเป็นศูนย์กลางในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ อันจะนำมาซึ่งความผาสุกของสังคม
                          ดังนั้น บุคคลจึงไม่ควรนำสิ่งอันไม่พึงปรารถนาย่างการายเข้าใกล้มัสยิด แม้กระทั่งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นกระเทียม “ใครที่รับประทานต้นไม้นี้ (กระเทียม) ก็ขอจงอย่าเข้าใกล้เราขณะอยู่ในมัสยิด” (หะดีษรายงานโดยบุคอรีย์และมุสลิม) สิ่งที่มุสลิมพึงปฏิบัติคือประดับตนเองด้วยสิ่งดีที่สุดมีอยู่ยามเมื่อจะไปมัสยิด
                  
                  “ลูกหลานอาดัมเอย พวกเจ้าจงใช้เครื่องประดับ ณ ทุก ๆ มัสยิด” (อัลกุรอาน อัลอะรอฟ : 31)
                  
                          และเมื่อกลับจากเดินทางไกลจุดแรกที่ควรแวะก็คือมัสยิด เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งอัลลอฮ์ที่ทรงอำนวยให้การเดินทางกลับมีสวัสดิภาพและเริ่มต้นกิจกรรมที่ดีอีกครั้ง ณ พระราชฐานของอัลลฮ์แห่งนี้
                  
                  พันธกิจของผู้บริหารมัสยิดต่อชุมชน
                  
                  - พันธกิจตามนัยยะแห่งอัลกุรอาน
                  
                          พิจารณาจากสถานะและบทบาทของมัสยิดนับเนื่องแต่สมัยของบรมศาสดา (ซ็อลฯ) แล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าผู้บริหารมัสยิดอยู่ในตำแหน่งผู้สืบทอดภารกิจแห่งบรมศาสดาในขอบเขตบริเวณที่ตนเองรับผิดชอบ เป็นภารกิจที่อิหม่ามอัล มาวัรดีระบุไว้ว่าหมายถึง “การพิทักษ์ปกป้องศาสนาและดำเนินนโยบายทางโลก” (อัลมาวัรดี )
                          ศาสนาดำรงอยู่ได้ก็ด้วยศาสนิกนั้น ๆ ปฏิบัติตนตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดต่าง ๆ ตามที่ศาสนบัญญัติ การนับถือศาสนาจะหาค่ามิได้ หากบุคคลมีศาสนาแค่ริมฝีปาก แต่วิถีชีวิตกลับสวนทางกับหลักธรรมคำสอน การพิทักษ์ปกป้องศาสนาในทางปฏิบัติจึงเป็นการบริหารสังคมให้ผู้คนดำรงตนอยู่ในกรอบกติกาแห่งศีลธรรมจรรยาตามที่ศาสนาพร่ำสอน
                          เป็นเช่นนี้เองมัสยิดจึงดำรงอยู่ในฐานะศูนย์กลางของชุมชนทั้งในแง่ศาสนาและการบริหาร ซึ่งบทบาทดังกล่าวจะสัมฤทธิผลเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับคณะผู้บริหารที่มีอิหม่ามเป็นหัวหน้าคณะเป็นสำคัญ ยิ่งการบริหารมัสยิดบรรลุวัตถุประสงค์มากขึ้นเท่าใด ความเข้มแข็งของชุมชนก็ยิ่งเพิ่มเป็นเงาตามตัว ในทางกลับกันยิ่งมัสยิดถูกปล่อยวางบทบาทมากเท่าใด ชุมชนก็จะประสบกับความอ่อนแอมากขึ้นเท่านั้น
                          อัลกุรอานกำหนดคุณลักษระของผู้ที่จะสร้างความรุ่งเรืองแก่มัสยิดไว้ 4 ประการ ตามนัยยะที่ปรากฎในอายะฮ์ที่ 18 แห่งซูรอฮัตเตาบะฮ์
                  
                  “อันผู้ที่จะสร้างความรุ่งเรืองแก่มัสยิดแห่งอัลลอฮ์ได้ก็มีแต่ผู้ศรัทธามั่นในอัลลอฮ์และวันสิ้นโลก ดำรงการละหมาด จ่ายซะกาตและไม่กริ่งเกรงสิ่งใดนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น...”
                  
                         มิต้องสงสัยว่าการกำหนดคุณลักษณะเช่นนี้เป็นการชี้นำผู้บริหารมัสยิดไปในตัวด้วยว่าภารกิจของพวกเขาก็คือ
                  
                  1) การสร้างชุมชนที่เติบโตจากรากอุดมการณ์เตาฮีด
                  2) ดำรงไว้ซึ่งละหมาด
                  3) มีการจัดระบบซะกาต
                  4) บริหารกิจการต่าง ๆ ตามบัญญัติอิสลามโดยไม่หวั่นเกรงสิ่งใดนอกจากอัลลอฮ์ (ซุฮาฯ) เท่านั้น

               
               

                  โดย  ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ  
                  หัวหน้าศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรีประจำภาคใต้
                  หัวหน้าฝ่ายวิชาการและการต่างประเทศ
                  สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา

            
http://www.skthai.org/index.php?mo=3&art=41982428
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service