Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
การฟังเพลงและดนตรีในทัศนะของอิสลาม ว่าอย่างไร! เพราะเหตุใด?
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
เมษายน 26, 2017, 02:50:56 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การฟังเพลงและดนตรีในทัศนะของอิสลาม ว่าอย่างไร! เพราะเหตุใด?  (อ่าน 2935 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8467 Level 74 : Exp 97%
HP: 5.7%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2012, 10:16:57 pm »
แบ่งปัน

การฟังเพลงและดนตรีในทัศนะของอิสลาม ว่าอย่างไร! เพราะเหตุใด?


   
                                                
               

                  การฟังเพลงและดนตรีในทัศนะของอิสลาม ว่าอย่างไร! เพราะเหตุใด?

               

                   

               

                  มุสลิมจะร้องเพลง-ฟังเพลงได้ไหม ?

               

                         เรื่องทั้งหมดของการร้องเพลงยังเป็นที่ขัดแย้งกันไม่ว่ามันจะเป็นเพลงที่มีเสียงดนตรีประกอบหรือไม่ก็ตาม บางเรื่องก็เป็นที่เห็นพ้องต้องกันของนักวิชาการมุสลิมไปแล้วในขณะที่บางเรื่องก็ยังไม่เห็นพ้องต้องกัน 
                  
                         นักวิชาการทั้งหมดมีทัศนะเป็นเอกฉันท์ในเรื่องการห้ามร้องเพลงและดนตรีทุกรูปแบบที่กระตุ้นให้เกิดการยั่วยุทางกามารมณ์ ส่อไปในทางลามก หยาบโลนหรือเป็นบาป ส่วนเรื่องเครื่องดนตรีนั้น กฎที่ใช้ในที่นี้ก็คือกฎที่กล่าวว่าทุกสิ่งเป็นที่อนุมัติมาตั้งแต่เดิม 
                  
                         การร้องเพลงก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าคำพูดที่เป็นทำนอง ถ้าหากถ้อยคำเหล่านี้ดี การร้องเพลงก็ถือว่าเป็นสิ่งดี แต่ถ้าหากถ้อยคำของมันไม่ดี การร้องเพลงเช่นนั้นก็ถือเป็นสิ่งไม่ดี การพูดที่มีเนื้อหาเป็นที่ต้องห้ามก็เป็นสิ่งต้องห้าม จะเป็นอะไรถ้าหากว่าการพูดนั้นเป็นจังหวะและเป็นทำนอง ? นักวิชาการเห็นพ้องกันในเรื่องการอนุญาตให้ร้องเพลงโดยไม่ต้องมีเสียงดนตรีและเป็นเพลงที่เนื้อหาไม่เป็นที่ต้องห้าม การร้องเพลงประเภทนี้เป็นที่อนุญาตให้บางโอกาส เช่น การแต่งงาน การเลี้ยง การต้อนรับผู้เดินทาง และในทำนองนี้ นี่มาจากหะดีสของท่านนบี  ซึ่งกล่าวว่า : “ท่านได้ถามว่า ‘ พวกท่านได้ให้อะไรเป็นของขวัญแก่เจ้าสาวหรือเปล่า ?’ พวกเขาตอบว่า ‘ ให้ครับ’ ท่านจึงได้ถามว่า ‘ท่านได้ส่งนักร้องไปพร้อมกับเธอหรือเปล่า ?’ นางอาอิชะฮ์ตอบว่า ‘ เปล่าค่ะ’ ท่านนบี  จึงได้กล่าวว่า ‘ ชาวอันซอรเป็นคนที่รักบทกวี พวกท่านน่าจะส่งใครบางคนที่ร้องเพลง เรามาแล้ว เรามาหาท่าน จงทักทายเราเหมือนดังที่เราทักทายพวกท่าน’” ในกรณีนี้ เราสามารถกล่าวได้ว่าผู้หญิงสามารถร้องเพลงต่อหน้าผู้หญิงด้วยกันเองและต่อหน้าญาติผู้ชายที่ไม่สามารถแต่งงานกับเธอได้
                  
                         ในเรื่องของเครื่องดนตรีนั้น นักวิชาการยังขัดแย้งกันในเรื่องนี้ บางคนอนุญาตการร้องเพลงทุกอย่างไม่ว่าจะมีเครื่องดนตรีประกอบหรือไม่ก็ตามและยังถือว่าเป็นเรื่องดีด้วย ส่วนผู้ทรงความรู้กลุ่มที่สองอนุญาตการร้องเพลงที่ไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ กลุ่มที่สามประกาศว่ามันเป็นที่ต้องห้ามไม่ว่าจะมีเครื่องดนตรีหรือไม่มีก็ตามและถึงกับถือว่ามันเป็นบาปใหญ่ด้วย ในการสนับสนุนความคิดของพวกเขา พวกเขาได้อ้างหะดีสของอิมาม อัล-บุคอรีที่รายงานจากอบูมาลิกหรืออบูอะมีร อัล-อัชอะรีว่าท่านนบี  ได้กล่าวว่า “ในหมู่ผู้ปฏิบัติตามฉันจะมีบางคนที่ถือว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างผิดกฎหมาย การสวมเสื้อผ้าไหม การดื่มเครื่องมึนเมาและการใช้เครื่องดนตรีเป็นที่อนุมัติ” ถึงแม้ว่าหะดีสนี้จะอยู่ในเศาะฮีฮ อัล-บุคอรี แต่สายรายงานก็ไม่ต่อเนื่องกันไปถึงท่านนบีมุฮัมมัด  ซึ่งทำให้หลักฐานความน่าเชื่อถือของมันใช้ไม่ได้ อิบนุฮัซม์ก็ปฏิเสธหะดีสนี้ด้วยเหตุผลดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ฮิชาม อิบนุอัมมาร ผู้รายงานต่อก็ถูกนักวิชาการหะดีสประกาศว่าอ่อนหลักฐาน
                  
                         นอกจากนั้นแล้ว หะดีสนี้ยังไม่ได้ห้ามการใช้เครื่องดนตรีไว้อย่างชัดเจนด้วยเพราะวลีที่ว่า “ถือว่าเป็นที่อนุมัติ” ตามอิบนุ อัล-อะเราะบี มีความหมายสำคัญสองประการคือ
                  
                          ประการแรก คนเหล่านั้นคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด (สิ่งที่ถูกกล่าวถึง) เป็นที่อนุมัติ
                  
                          ประการที่สอง พวกเขาเกินเลยขอบเขตอันเหมาะสมที่ควรจะปฏิบัติในการใช้เครื่องมือเหล่านี้ ถ้าตั้งใจจะหมายถึงประการแรก คนเหล่านั้นก็เป็นผู้ปฏิเสธ
                  
                         ความจริงแล้ว หะดีสนี้ตำหนิลักษณะของคนกลุ่มหนึ่งที่หมกมุ่นอยู่ในความฟุ้งเฟ้อ การดื่มสิ่งมึนเมาและฟังดนตรี ดังนั้น อิบนุมาญะฮ์จึงเล่าหะดีสนี้จากอบูมาลิก อัล-อัชอารี ด้วยคำพูดดังต่อไปนี้ : “ในหมู่ผู้ปฏิบัติตามฉันจะมีบางคนที่ดื่มเหล้าโดยเรียกมันด้วยชื่ออื่นในขณะที่พวกเขาฟังเครื่องดนตรีและร้องเพลงของนักร้องหญิง อัลลอฮฺจะทำให้แผ่นดินกลืนพวกเขาและจะทำให้พวกเขากลายเป็นลิงและหมู”(หะดีสนี้ได้ถูกเล่าโดยอิบนุ ฮิบบาน)
                   

               

                  ข้อสรุปเรื่องการอนุญาตเครื่องดนตรี 
                   

               

                         จากที่กล่าวมาข้างต้น มันเป็นที่ชัดเจนว่าตัวบททางศาสนาที่เป็นพื้นฐานสำหรับคนที่ถือว่าการร้องเพลงเป็นที่ต้องห้าม(หะรอม)นั้นยังคงคลุมเครือหรือไม่ก็อ่อนหลักฐาน ไม่มีหะดีสใดที่โยงไปถึงท่านนบี  และสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการตัดสินห้ามได้ ยิ่งไปกว่านั้น หะดีสเหล่านี้ทั้งหมดยังได้ถูกประกาศว่า “หลักฐานอ่อน”(เฎาะอีฟ) โดยผู้ปฏิบัติตามอิบนุฮัซม์, มาลิก, อิบนุฮัมบัล และอัชชาฟีอี
                  ในหนังสือเรื่อง “อัล-อะฮฺกาม” (ระเบียบกฎหมาย) ของอัล-กอฎี อบูบักร อิบนุ อัล-อะเราะบี เขากล่าวว่า “ไม่มีหะดีสใดที่กล่าวว่าการร้องเพลงเป็นสิ่งต้องห้ามถูกถือว่าเป็นที่เชื่อถือได้(โดยนักวิชาการหะดีส)” อัล-เฆาะซาลีและอิบนุ อัน-นะฮวีก็แสดงความเห็นเช่นนี้ไว้ในหนังสือ “อัล-อุมด๊ะฮฺ” อิบนุฏอฮิรกล่าวว่า “ไม่มีแม้แต่ตัวอักษรเดียวจากหะดีสเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นที่เชื่อถือได้” อิบนุฮัซม์กล่าวว่า “หะดีสทั้งหมดที่ถูกรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นหะดีสที่ถูกกุขึ้นและเป็นเท็จ”
                  
                  
                  ข้อพิสูจน์ของบรรดาผู้ที่ถือว่าการร้องเพลงเป็นที่อนุมัติ

               

                  
                         ประการแรก : ข้อพิสูจน์ทางตัวบท : นักวิชาการกลุ่มนี้อาศัยเหตุผลจากโต้แย้งจากหะดีสของท่านนบี  ดังต่อไปนี้ : ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า “ท่านรอซูลุลลอฮฺ  ได้มายังบ้านของฉันในขณะที่เด็กผู้หญิงสองคนกำลังร้องเพลงเกี่ยวกับสงครามบุอาษ (สงครามระหว่างพวกเอาซ์และคอสรอจญ์ก่อนหน้าอิสลาม) อยู่ข้างๆฉัน ท่านนบี  ได้นอนลงและหันหน้าของท่านไปอีกด้านหนึ่ง หลังจากนั้น อบูบักร์กเข้ามาแล้วพูดกับฉันด้วยเสียงดุว่า ‘เครื่องดนตรีของชัยฏอนใกล้ท่านนบี’ ดังนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺ   จึงได้หันมายังเขาและกล่าวว่า ‘ ปล่อยพวกเธอเถอะ ’เมื่ออบูบักรเลิกสนใจแล้ว ฉันก็ให้ส่งสัญญาณให้เด็กผู้หญิงเหล่านั้นออกไปและพวกเธอก็ออกไป” (เศาะฮีฮ์ อัล-บุคอรี) นี้เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าเด็กผู้หญิงสองคนนั้นไม่ใช่เด็กเล็กอย่างที่นักวิชาการบางคนอ้าง ถ้าหากเป็นเด็กเล็ก อบูบักร์ก็คงจะไม่โกรธเด็กในลักษณะเช่นนั้น นอกจากนั้นแล้ว ในหะดีสนี้ ท่านนบี  ยังต้องการที่จะสอนพวกยิวว่าอิสลามมีช่องว่าสำหรับความบันเทิงและท่านเองก็ได้ถูกส่งมาพร้อมกับกฎที่เป็นสายกลางและยืดหยุ่น ตรงนี้มีบทเรียนสำคัญอีกบทหนึ่งด้วย กล่าวคือ มันทำให้เราเห็นถึงความจริงว่าเราจำเป็นที่จะต้องนำอิสลามไปยังผู้อื่นในลักษณะที่ดีพร้อมกับแสดงความเป็นสายกลางและใจกว้าง
                  
                         ยิ่งไปกว่านั้น เราสามารถที่จะยกวจนะของอัลลอฮฺมาอ้างได้ว่า : “และเมื่อพวกเขาได้เห็นการค้าและการรื่นเริง พวกเขาก็กรูกันไปที่นั่นและปล่อยเจ้าให้ยืนอยู่คนเดียว (มุฮัมมัด) จงกล่าวเถิดว่าสิ่งที่มีอยู่ที่อัลลอฮฺนั้นดีกว่าการรื่นเริงและการค้า และอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นเลิศยิ่งในหมู่ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ” (กุรอาน 62:11) ในอายะฮฺนี้ อัลลอฮฺพูดถึงเรื่องการรื่นเริงกับการค้า แต่พระองค์ไม่ได้ตำหนิสิ่งทั้งสอง พระองค์เพียงแต่ตำหนิบรรดาสาวกที่ทิ้งท่านนบีมุฮัมมัด  ไว้ให้กล่าวคำเทศนาวันศุกร์ตามลำพังโดยกรูกันไปสนใจกองคาราวานและการตีกลองฉลองที่กองคาราวานมาถึง
                  
                         ประการที่สอง : ในเรื่องเจตนารมณ์และพื้นฐานของอิสลาม เป็นเรื่องจริงที่อัลลอฮฺได้ทรงห้ามสิ่งดีๆในชีวิตโลกนี้สำหรับพวกลูกหลานอิสราเอลเพื่อเป็นการลงโทษการทำผิดของคนพวกนี้ พระองค์ทรงกล่าวว่า “ เนื่องจากความผิดที่พวกยิวได้ทำไว้ เราจึงได้ห้ามสิ่งดีๆที่เราเคยอนุมัติให้พวกเขาและเพราะว่าพวกเขาขัดขวางทางของอัลลอฮฺและเพราะพวกเขาเอาดอกเบี้ยทั้งๆที่มันเป็นที่ต้องห้ามแล้วและเพราะพวกเขากินทรัพย์สินของคนอื่นโดยไม่เป็นธรรม เราจึงได้เตรียมการลงโทษอันเจ็บแสบไว้แล้วสำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา” (กุรอาน 4:160-161)
                  
                         ก่อนที่จะส่งท่านนบีมุฮัมมัด  มา พระองค์ได้กล่าวถึงท่านในคัมภีร์ก่อนๆนี้ว่า “บรรดาผู้ปฏิบัติตามรอซูล นบีที่ไม่สามารถอ่านเขียนได้ซึ่งพวกเขาพบว่าได้มีการกล่าวไว้ในคัมภีร์เตารอตและอินญีลที่อยู่กับพวกเขา เขาจะสั่งใช้พวกเขาในสิ่งที่ถูกต้องและห้ามพวกเขาในสิ่งที่ผิด เขาจะทำให้สิ่งดีเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขาและจะห้ามสิ่งที่ไม่ดีสำหรับพวกเขา”(กุรอาน 7:157)
                  
                         ดังนั้น อิสลามจึงไม่ทิ้งสิ่งดีไว้ แต่ได้ประกาศว่ามันเป็นที่อนุมัติ (หะลาล) นี่เป็นสัญญาณหนึ่งของความเมตตาต่อประชาชาตินี้โดยการเดินไปตามคำสอนที่มีขอบเขตกว้าง อัลลอฮฺทรงกล่วว่า “พวกเขาถามเจ้า(มุฮัมมัด)ว่าอะไรที่เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขา จงตอบเถิดว่าสิ่งดีทั้งหมดได้ถูกอนุมัติสำหรับพวกท่าน” (กุรอาน 5:4)
                  
                         ถ้าเราจะมองอะไรให้ลึกลงไปในเรื่องนี้ เราจะพบว่าความชอบที่จะร้องเพลงและเสียงดนตรีนั้นเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ เราสามารถกล่อมเด็กในเปลให้หลับโดยการร้องเพลง แม่และพี่เลี้ยงเด็กมักจะชอบร้องเพลงให้ทารกและเด็กที่ตัวเองเลี้ยงดู ยิ่งไปกว่านั้น นกและสัตว์ก็ตอบสนองต่อเสียงที่ไพเราะและเสียงดนตรีที่เป็นจังหวะ
                  
                         ดังนั้น ถ้าหากการร้องเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่อิสลามจะไปฝ่าฝืนสัญชาติญาณของมนุษย์ อิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า “ท่านนบี  ได้ถูกส่งมาขัดเกลาและจัดระเบียบวินัยสัญชาติญาณของมนุษย์ ไม่ใช่มาเปลี่ยนหรือมาแก้ไขมัน” นี่ก็เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับหะดีสของท่านนบี  ที่ว่า “เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺ  ได้มายังมะดีนะฮ์ ท่านได้เห็นพวกเขาเฉลิมฉลองกันเป็นเวลาสองวัน ท่านได้กล่าวถามว่า ‘วันอะไรกันซิ ?’ พวกเขาตอบว่า ‘เราเคยรื่นเริงกันในวันเหล่านี้ในระหว่างยุคก่อนหน้าอิสลาม ท่านได้กล่าวว่า ‘แท้จริง อัลลอฮฺได้ให้โอกาสท่านสองวันซึ่งดีกว่านั่นคือวันอีดุลอัฎฮาและวันอีดุลฟิฏร์” (รายงานโดยอะหมัด,อบูดาวูดและอันนะซาอี)
                    
                         ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากการร้องเพลงถูกถือว่าเป็นการรื่นเริงและการละเล่น มันก็ไม่เป็นสิ่งต้องห้าม เพราะมันเป็นเรื่องปกติที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเวลาบ้างสำหรับการผ่อนคลายและการรื่นเริง ท่านนบี  ได้กล่าวแก่ฮันซาละฮ์ที่คิดว่าตัวเองเป็นพวกตลบตะแลงที่ห่วงดูแลภรรยาและลูกและทำให้เขาเปลี่ยนแปลงเมื่ออยู่ห่างจากท่านรอซูลุลลอฮฺ  ว่า “ ฮันซาละฮ์เอ๋ย ท่านควรจะให้ให้เวลาส่วนหนึ่งสำหรับเรื่องทางโลกและอีกส่วนหนึ่งสำหรับการนมาซ” (รายงานโดยมุสลิม)
                  
                         อะลี อิบนุ อบูฏอลิบกล่าวว่า “จงทำให้ตัวท่านเองสนุกสนานรื่นเริงบ้างเป็นบางครั้งเพราะถ้าหากหัวใจตึงเครียดเกินไปมันจะบอดเอา”
                  
                         อบูดัรดาได้กล่าวว่า “ฉันทำให้ตัวฉันเองสดชื่นเสมด้วยการสนุกสนานเพื่อที่จะทำให้ตัวฉันเองเข้มแข็งในหนทางที่ถูกต้อง”
                  
                         อิมามเฆาะซาลีได้ตอบบางคนที่ถามท่านว่า : “การร้องเพลงมิใช่การละเล่นและการรื่นเริงชนิดหนึ่งหรือ ?” ท่านกล่าวว่า : “ใช่ แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบันนี้เป็นแค่เพียงการละเล่นและการรื่นเริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสามีและภรรยาของเขาก็เป็นการละเล่นยกเว้นการมีความสัมพันธ์ทางเพศที่เป็นสาเหตุโดยตรงของการก่อให้เกิดบุตร นี่เป็นสิ่งที่ถูกรายงานมาจากรอซูลุลลอฮฺ  และสาวกอันทรงเกียรติของท่าน”
                  
                         ความจริงแล้ว เวลาพักผ่อนเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจสดชื่นและเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดในเวลาเดียวกัน ความตึงเครีดและความจริงจังมากเกินไปจะทำให้หัวใจเหนื่อยอ่อนและมืดบอด
                  
                         การทำให้ตัวเองรื่นเริงนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองสดชื่นและเข้มแข็ง คนที่ทำงานหนักต่อเนื่องกันควรจะพักสักครู่หนึ่งเพื่อที่จะฟื้นฟูให้พลังของตัวเองกลับมาอีกครั้ง เพราะมิเช่นนั้นแล้วเขาจะต้องมีปัญหาในอนาคต เมื่อใครคนหนึ่งพัก เรี่ยวแรงและพลังของเขาก็จะกลับคืนมา บรรดานบีเท่านั้นที่สามารถทนต่อความตึงเครียดอย่างหนักได้ การมีเวลาพักผ่อนเป็นรูปแบบหนึ่งของการรักษาโรคแห่งตัวตน เป็นการรักษาความเหนื่อยล้าและความเบื่อหน่าย แต่การพักผ่อนจะต้องไม่เกินเลยขอบเขตเพราะมันเป็นขัดกับเรื่องของการทำให้หัวใจรื่นเริงเพื่อที่จะทำให้มันสามารถเดินต่อไปได้ คนที่คุ้นเคยและมีประสบการณ์ในธรรมชาติของหัวใจและตัวตนของมนุษย์รู้ว่าการพักผ่อนหย่อนคลายเป็นการปฏิบัติที่จำเป็นสำหรับชีวิตที่ดีของตนเอง ข้อพิสูจน์ถึงการอนุญาตร้องเพลงเหล่านี้ได้มาจากตัวบทและกฎระเบียบของอิสลาม และสิ่งเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะสร้างความกระจ่างให้เรื่องนี้ได้
                  
                         นอกจากนั้น ชาวมะดีนะฮฺผู้เคร่งครัดและเกรงกลัวพระเจ้าชาวซอฮิรียะฮฺผู้รู้ดีถึงหลักฐานของตัวบทและพวกซูฟีที่เข้มงวดในการปฏิบัติตนก็ยังถูกอ้างว่าการร้องเพลงเป็นที่อนุญาต
                  
                         อิมาม เชากานีกล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง “นัยลุ้ลเอาตอร” ว่า “ชาวมะดีนะฮฺและบรรดาผู้คนในหมู่ชาวซอฮิรียะฮฺและพวกซูฟีถือว่าการร้องเพลงเป็นที่อนุญาต แม้จะมีเครื่องดนตรีประกอบ เช่นขลุ่ย อบูมันซูร อัล-บุฆดาดี อัช-ชาฟิอีเล่าว่าอับดุลลอฮฺ อิบนุญะฟัรเห็นว่าไม่มีอะไรผิดในการร้องเพลงและเขาเองก็เคยแต่งเพลงให้ทาสของเขาร้องต่อหน้าเขา เรื่องนี้เกิดขึ้นในระหว่างสมัยของอะลี อิบนุ อบูฏอลิบ เป็นผู้นำ อบูญะฟัร อัล-บุฆดาดีเล่าเรื่องนี้หลังกอฎีชุร็อยฮ์, ซะอ์ดี อิบนุ อัล-มุซ้ยยิบ , อะฏอ อิบนุรอบาฮ์, อัซ-ซุฮรีและอัช-ชะอ์บี อัร-รุวัยยานีเล่าจากอัล-ก็อฟฟาลว่ามาลิก อิบนุอะนัสถือว่าการร้องเพลงพร้องเครื่องดนตรีเป็นที่อนุญาต นอกจากนั้นแล้ว อบูมันซูร อัล-ฟุรอนีก็อ้างว่ามาลิกกล่าวว่าการเล่นขลุ่ยเป็นที่อนุญาต
                  
                         อบู อัล-ฟัดล์ อิบนุ ฏอฮิรเล่าว่า “ชาวมะดีนะฮฺไม่เคยโต้เถียงกันเรื่องการอนุญาตให้เล่นขลุ่ย”
                  
                         อิบนุอัน-นะฮวีเล่าไว้ในหนังสือ “อัล-อุมด๊ะฮฺ” ของเขาว่า : “ อิบนุฏอฮิรได้กล่าวว่าชาวมะดีนะฮฺได้แสดงความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ พวกซอฮิรียะฮฺทั้งหมดก็กล่าวเช่นเดียวกัน” อัล-เมาริดีได้บอกเล่าถึงการอนุญาตให้เล่นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปทรงคล้ายน้ำเต้า และอัล-อัดฟูวีก็ตัดสินว่านี่เป็นที่อนุญาต
                  
                         นักวิชาการเหล่านี้ทั้งหมดถือว่าการ้องเพลงที่มีเครื่องดนตรีประกอบเป็นที่อนุญาต แต่ส่วนเรื่องการร้องเพลงที่ไม่มีเครื่องดนตรีประกอบนั้น อัล-อัดฟูวีได้กล่าวว่า ในหนังสือเกี่ยวกับนิติศาสตร์บางเล่มอิมามเฆาะซาลีกล่าวถึงมติของบรรดานักวิชาการส่วนใหญ่ว่าเป็นที่อนุญาต อิบนุฏอฮิรก็กล่าวถึงมติเอกฉันท์ของสาวกของท่านนบี  และบรรดาคนรุ่นหลังสาวกในเรื่องนี้ อิบนุ อัน-นะฮวีกล่าวไว้ในหนังสือ“อัล-อุมด๊ะฮฺ”ว่าการร้องเพลงและการการฟังเพลงเป็นที่อนุญาตโดยสาวกกุล่มหนึ่งและผู้ปฏิบัติตามสาวกเหล่านั้น
                  
                  
                  เงื่อนไขและข้อกำหนด
                  
                  อย่างไรก็ตามมีเงื่อนไขและข้อกำหนดที่จะต้องปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการฟังเพลงบางอย่างดังนี้

               
                      
  1.                      มิใช่ว่าการร้องเพลงทุกอย่างเป็นที่อนุญาต เพลงที่อนุญาตนี้จะต้องสอดคล้องกับหลักคำสอนและจริยธรรมอิสลาม ดังนั้นเพลงที่ร้องเพื่อยกย่องสรรทรราชย์และผู้ปกครองที่ทุจริตนั้นไม่สอดคล้องกับคำสอนของอิสลาม เพราะอิสลามต่อต้านผู้ล่วงละเมิดและพันธมิตรของผู้ล่วงละเมิดและบรรดาผู้เฉยเมยต่อการล่วงละเมิด
                          
  2.                   
  3.                      วิธีการร้องเพลงก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเนื้อหาของเพลงดี แต่การแสดงออกของผู้ร้องที่มีเจตนากระตุ้นหรือเร้าอารมณ์ใคร่และยั่วยวน การร้องเพลงเช่นนั้นก็อาจจะเข้าข่ายต้องห้าม หรือเป็นที่สงสัยหรือน่ารังเกียจ คัมภีร์กุรอานได้กล่าวแก่บรรดาภรรยาของท่านนบีมุฮัมมัด  ว่า “โอ้ภรรยาของนบีเอ๋ย พวกเธอไม่เหมือนกับผู้หญิงอื่นๆ ถ้าหากพวกเธอระวังรักษาหน้าที่ของพวกเธอต่ออัลลอฮฺ ดังนั้น ก็จงอย่าพูดจาเสียงอ่อนหวานเพราะเกรงว่าบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาเป็นโรคอาจจะคิดไม่ดี แต่จงพูดด้วยน้ำเสียงปกติ” (กุรอาน 33:32) ดังนั้นเราจะต้องระวังเรื่องดนตรีเมื่อมันมีคำร้องที่ใช้เสียงออเซาะประกอบเสียงดนตรีที่มีท่วงทำนองให้เคลิบเคลิ้มและแสงสีต่างๆ
                          
  4.                   
  5.                      การร้องเพลงจะต้องไม่มีอะไรที่เป็นที่ต้องห้ามประกอบ เช่น สิ่งมึนเมา การเปิดเผยเรือนร่างหรือการเปลือยกาย การอยู่ร่วมปะปนกันหรือมั่วสุมกันระหว่างชายหญิงอย่างที่เห็นกันในผับและไนท์คลับ
                          
  6.                   
  7.                      อิสลามห้ามการเกินเลยขอบเขตในทุกเรื่องแม้แต่ในเรื่องของการนมาซ 
                          
  8.                
               

                        ดังนั้น ในการพักผ่อนและรื่นเริงก็เช่นกันถึงแม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นที่อนุญาตก็ตาม นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าช่องว่างของความคิดและหัวใจนั้นจะต้องได้รับการรักษาไว้และแก้ไขในระหว่างการมีชีวิตในช่วงสั้นๆของมนุษย์ เราจะต้องรู้ว่าอัลลอฮฺจะถามเราทุกคนเกี่ยวกับชีวิตของและโดยเฉพาะวัยหนุ่มของเราว่าเราใช้มันไปอย่างไร?
                  
                         มีบางสิ่งที่เขาจะต้องตัดสินด้วยตัวของเขาเอง ถ้าหากมีการร้องเพลงบางอย่างที่เร้าอารมณ์ปรารถนาของเขาและนำเขาห่างออกไปจากชีวิตจริง เขาควรจะหลีกเลี่ยงมันแล้วปิดประตูนั้นไม่ให้ลมแห่งการทดสอบและล่อลวงเข้ามาทำลายศาสนา ศีลธรรมและหัวใจของเขาหรือไม่ ถ้าหากเขาทำ เขาก็จะมีชีวิตอยู่อย่างสงบ
                   

               

                  คำเตือนสำหรับการใช้คำว่า “หะรอม”
                   
                         ในการสรุปเรื่องนี้ เราขอกล่าวกับบรรดาผู้มีความรู้ที่ชอบใช้คำว่า “หะรอม”อย่างพล่อยๆ ในการออกคำตัดสินปัญหา ขอให้คนเหล่านี้ตระหนักว่าอัลลอฮฺกำลังเฝ้ามองเขาอยู่ในทุกเรื่องที่เขาพูดและทำ พวกเขาควรจะรู้ว่าคำว่า “หะรอม” มีอันตรายมาก มันหมายถึงการลงโทษของอัลลอฮฺต่อการกระทำหรือคำพูดบางอย่าง 
                  
                         ดังนั้นจึงไม่ควรจะพูดออกมาจากการเดา หรือพูดตามอำเภอใจหรือใช้หะดีสอ่อนหลักฐานมาอ้าง มันจะต้องมีตัวบทหรือมติเอกฉันท์ที่ชัดเจนมาสนับสนุน ถ้าหากไม่มีสองสิ่งนี้แล้วเราก็หันกลับไปยังกฎระเบียบเรื่องการอนุญาตดั้งเดิมที่ใช้กับสิ่งต่างๆ เรามีตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งจากนักวิชาการผู้คุณธรรมในยุคก่อนไว้ให้ปฏิบัติตาม อิมามมาลิก กล่าวว่า “มันไม่ใช่นิสัยของคนก่อนหน้าเรา มุสลิมผู้ทรงคุณธรรมก่อนหน้านี้ที่สร้างตัวอย่างที่ดีไว้ให้คนรุ่นหลังปฏิบัติตามนั้นที่จะกล่าวว่า ‘นี่เป็นสิ่งที่หะลาล(เป็นที่อนุมัติ) และนี่เป็นสิ่งที่หะรอม (เป็นที่ต้องห้าม) แต่พวกเขาจะกล่าวว่า ‘ ฉันไม่ชอบนั่นไม่ชอบนี่และถือปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สำหรับเรื่องหะลาลและหะรอมนั้น มันเป็นสิ่งที่อาจถูกเรียกว่าสร้างเรื่องโกหกให้อัลลอฮฺ พวกท่านไม่ได้ยินวจนะของอัลลอฮฺหรือว่า : จงกล่าวเถิด สูเจ้าไม่พิจารณาบ้างหรือว่าอัลลอฮฺได้ประทานปัจจัยอะไรให้สูเจ้าบ้าง แล้วสูเจ้ากลับมาทำบางส่วนของมันให้เป็นที่อนุมัติและบางส่วนของมันเป็นที่ต้องห้าม? จงกล่าวเถิด อัลลอฮฺได้ทรงอนุมัติแก่สูเจ้าแล้ว หรือสูเจ้าจะมาสร้างเรื่องโกหกให้แก่อัลลอฮฺ ? (กุรอาน 11:59) เพราะหะลาลคือสิ่งที่อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์อนุมัติและหะรอมคือสิ่งที่อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ห้าม”

               

                   

               
               

                  จาก.... เชค ยูซุฟ ก็อรฎอวี ผู้วินิจฉัยปัญหาศาสนาของกาตาร์ 
                  เรียบเรียงโดย...อ.ทินกร มีหิรัญ เลขานุการผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี 

            
ที่มา
http://www.skthai.org
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8467 Level 74 : Exp 97%
HP: 5.7%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2012, 03:20:36 pm »
แบ่งปัน



โครงกลอน ลำนำเพลงที่ไม่มีเสียงดนตรีในอิสลาม                                                
            
            บทกลอนและบทเพลงที่อนุมัติในอิสลาม

ทัศนะที่ว่าโครงกลอนในต้นตอของมันนั้นไม่สมควร  เป็นมักรูฮ์ไม่สมควรที่จะเอามาใช้ เพราะเป็นการแสดงโอ้อวดที่หลงผิด บางที่อาจนำไปสู่การด่าทอบุคคลที่ศาสนาไม่อนุญาตให้ด่าทอ และสรรเสริญบุคคลที่ไม่ควรสรรเสริญ ซึ่งเป็นทัศนะของนักวิชาการบางส่วน

นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่า ต้นตอของโครงกลอนเป็นสิ่งอนุมัติ เพราะเป็นคำพูดที่ดีและเลว ที่ดีต้องนับว่าดี และที่เลวก็ถือว่าเลว

รายงานจากอิบนิอุมัร จากท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า "การที่ท้องของใครจากพวกท่านจะเต็มด้วยน้ำหนอง ก็ยังดีสำหรับเขากว่าท้องของเขาเต็มด้วยโครงกลอน(หมายถึงโครงกลอนที่ถูกตำหนิ)"
(บันทึกหะดิษโดยบุคอรี มุสลิม อบูดาวูด)

ส่วนหนึ่งของคำโครงเป็นปรัชญา ได้แก่หลักวิชาการต่างๆที่ประพันธ์ขึ้นในรูปร้อยกรอง หรือคำสั่งสอน

รายงานจากท่านอุบัยย์ บุตรอะอับ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า "ส่วนหนึ่งของคำกวีนั้นเป็นปรัชญา"
(บันทึกหะดิษโดยบุคอรี อะบูดาวูด และติรฺมีซี)

การว่ากาพย์กลอนต่อท่านรสูลุลลอฮ์
รายงานจากยาบิร บุตร ซะมุเราะฮ์ ได้กล่าวว่า "ฉันได้นั่งร่วมกับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม มากกว่าร้อยครั้ง โดยบรรดาอัครสาวกของท่านกล่าวคำกลอน(คือคำกลอนที่เป็นเรื่องจริง เช่น การกล่าวโจมตีพวกผู้ตั้งภาคี) และทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เป็นเรื่องในสมัยญาฮิลีญะฮ์ โดยท่านนบีนิ่งเฉย และบางครั้งท่านก็ยิ้มพร้อมกับพวกเขา(โดยเห็นด้วยและคล้อยตามไปกับพวกเขา"
(บันทึกหะดิษโดยติรฺมีซี)

โดยสรุปได้ว่าพื้นบานของโครงกลอน และบทเพลง หรืออนาซีดที่ไม่ประกอบด้วยเสียงดนตรี ในที่ของมัน และตามสภาพของมันนั้น เป็นที่อนุมัติ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ที่อนุญาตก็เป็นที่อนุญาต การฟังบทโครงกลอน หรือบทเพลงที่ไม่ประกอบเสียงดนตรีเหล่านั้น ก็เป็นที่อนุญาต

ตัวอย่าง การกล่าวบทกลอนหรือร้องเพลงที่อนุมัติ(ฮาลาล)
-ผู้หญิงกล่าวบทกลอนหรือร้องเพลงให้ลูกของนางฟัง หรือกล่อมหรือกล่อมลูกน้อยของนางให้นอน
-กล่าวบทกลอนหรือร้องเพลงปลุกใจเพื่อการต่อสู้
-กล่าวบทกลอนหรือร้องเพลงในวันตรุษ หรือวันสำคัญๆ เพื่อแสดงความดีใจ

และการกล่าวบทกลอนหรือร้องเพลงนั้น ให้ใช้คำสุภาพ สวยงาม ดี ไม่หยาบคาย และน่าเกลียด
แต่ถ้าบทกลอนหรือเพลงที่กล่าวหรือร้องออกไปเกินจากขอบเขตที่หะลาล เช่นทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศ เรียกร้องไปสู่ความชั่ว ความเบื่อหน่าย การตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮ์ หรือทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อการภัคดีต่อพระองค์อัลลอฮ์ บทกลอนหรือบทเพลงดังกล่าว จึงไม่เป็นที่อนุมัติ

บทกลอนหรือบทเพลง(อนาซีด)ที่ประกอบเสียงดนตรี
แต่เมื่อใดบทกลอน บทเพลง(อนาชีด) มีเสียงดนตรีประกอบ แม้ว่าบทกลอนหรือบทเพลงนั้น จะใช้คำสุภาพ สวยงาม ไม่มีบทความที่ต้องห้ามที่กล่าวมาข้างต้น ก็ตาม ก็ไม่เป็นที่อนุมัติ มุสลิมไม่สามารถกล่าวหรือร้องได้ รวมถึงการห้ามฟังบทกลอน หรือบทเพลงเหล่านั้นด้วย

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า "จะมีกลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันพยายามทำให้เรื่องซินา เรื่องผ้าไหม เรื่องสุรา และเครื่องดนตรี เป็นที่ฮาลาล..."
(บันทึกโดยท่านอีหม่ามบุคอรี ฮะดิษเลขที่ 5590)

. والله أعلم

credit
http://the-truth-of-islamic.blogspot.com/2012/06/blog-post_8926.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 16, 2012, 03:28:07 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap