Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
บทบาทของมัสยิดที่ควรมีต่อสังคม
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
กันยายน 21, 2017, 03:11:08 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทบาทของมัสยิดที่ควรมีต่อสังคม  (อ่าน 3588 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มิถุนายน 25, 2012, 12:05:22 pm »
แบ่งปัน

   

      บทบาทของมัสยิดที่ควรมีต่อสังคม

   

       

   

      สสส

   

      
      โดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม

   
   มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ผู้อภิบาลแห่งสากลโลก เราขอสรรเสริญและขอความช่วยเหลือขออภัยโทษต่อพระองค์ และขออภัยโทษต่อพระองค์ และขอความคุมครองให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายที่เกิดจากการกระทำของตัวเราเอง

   
             แท้จริงมัสยิดนั้นเป็นบ้านของอัลลอฮ์ โดยที่อัลลอฮ์ได้กล่าวคำว่ามัสยิดในอัลกุรอานไว้ 28 ครั้ง และอัลลอฮ์ได้เรียกร้องให้ทำการสร้างชีวิตชีวาให้กับมัสยิด ไม่ว่าจะเป็นด้วยกับการสร้างที่เป็นการบูรณะ หรือการทำอิบาดะห์ในมัสยิดของพระองค์

   ดังดำรัสของพระองค์ที่ว่า 

   إنمايعمر مساجد الله من آمن بالله واليوم الآخر

   “แท้จริงผู้ที่ทำการบูรณมัสยิดนั้นคือผู้ที่ศรัทธา ต่ออัลลอฮ์ และวันสุดท้าย”

            และท่านเราะซูลุลลอฮ์  ได้ทำการรีบเร่งในการสร้างมัสยิดทันทีเมื่อท่านเดินทางมาถึงยังเมืองมาดีนะฮ์ ท่านได้กำหนดให้มัสยิดเป็นสถานที่ประกอบอิบาดะห์  เป็นโรงเรียนที่ให้ความรู้แก่คนทุกเพศทุกวัย   เป็นสภาที่ปรึกษากิจการต่างๆ และท่านยังใช้มัสยิดเป็นศูนย์บัญชาการที่ส่งทหารออกไปต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์   มัสยิดเป็นสถานที่ที่ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่เดินทางมาจากแดนไกล และมัสยิดเป็นที่พักอาศัยของคนยากจนอีกด้วย 

             บรรดาคอลีฟะฮ์ได้ดำเนินตามแบบอย่างนี้ตลอดมา และบรรดาสาลัฟซอแหละห์ได้ปฏิบัติตามแบบอย่างนี้สืบมาเช่นเดียวกัน พวกเขามิได้ให้มัสยิดเป็นสถานที่ประกอบอิบาดะห์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

            มัสยิดของท่านเราะซูล  มีคนจำนวนมากที่ได้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ และคนเหล่านี้เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกไว้ถึงความรุ่งเรืองของอณาจักรอิสลาม

             คนเหล่านี้ได้สร้างมรดกที่มีคุณค่าต่อประชาชาตินี้ ไม่ว่าความเจริญรุ่งเรืองในด้านวิชาการ และความผาสุกที่ได้เกิดในยุคนั้นๆ ซึ่งบุคคลคนเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นผู้ที่ถูกอบรมภายใต้เสาหลักในของมัสยิดของท่านเราะซูล  พวกเขาไม่ได้ครอบครองอาวุธที่มีการทำลายล้างสูงและไม่ได้เป็นชาติมหาอำนาจ หรือกลุ่มที่คลั่งไคล้ในความเป็นชาตินิยม แต่คนเหล่านี้ถูกปลูกฝังหลักอากีดะห์ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ความต้องการของพวกเขา คือ การปลดปล่อยผู้คนจากการเป็นทาสของมนุษย์ กลับสู่การเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ 

             ดังนั้นเรากลับมามองมัสยิดในยุคปัจจุบันว่า บทบาทต่างๆที่กล่าวมานั้นได้หายไป มัสยิดเป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจทางศาสนาเท่านั้น ส่วนบทบาทด้านอื่นๆของมัสยิดนั้นไม่เหลืออยู่เลย มัสยิดเหลือเพียงคนชรา และคนรุ่นหนุ่มทั้งหลายกลับไม่รู้จักมัสยิด

               ขอนำเสนอ ให้ความสำคัญและบทบาทของมัสยิดที่จำเป็น และมุสลิมจะต้องนำกลับคืนมา เพราะความรุ่งเรืองของอิสลามในอดีตนั้นเกิดมาจากความเข้มแข็งขององค์กรมัสยิด หรือแม้กระทั่งนักวิชาการในโลกอาหรับที่มีชื่อด้านความรู้ในยุคปัจจุบัน ล้วนแล้วเป็นผู้ที่ได้ผ่านการศึกษา และอบรมจากมัสยิดทั้งนั้น

   
             1. เมื่อเรากลับไปดูประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าสิ่งแรกที่ท่านนะบี รีบเร่งที่สุดเมื่อท่านอพยพมายังเมืองมาดีนะฮ์ คือ การสร้างมัสยิด และมัสยิดนั้นถือว่าเป็นก้าวแรกที่สร้างความเจริญให้แก่สังคมมนุษย์ในยุคนั้น และสร้างความเข้มแข็งในทุกๆ ด้านให้แก่มุสลิม จนกระทั่งมุสลิมสามารถสร้างรัฐอิสลามขึ้นมา เพื่อปกป้องศาสนาอิสลามจากทุกกลุ่มที่มุ่งที่จะทำลายล้างอิสลาม ไม่ว่าจากพวกยะฮูด (ยิว) หรือพวกมุชริก(พวกปฏิเสธศรัทธา) เมื่อได้พิจรณาดูถึงความตกต่ำของมุสลิมในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา คุณธรรมจริยธรรมที่เสื่อมโทรมเนื่องจากความอ่อนแอขององค์กรมัสยิด ความรุ่งเรืองของอิสลามจะกลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิมไม่ได้ถ้าเรานำแนวทางของคนรุ่นก่อนมาปฏิบัติ เหมือนที่ท่านอิหม่ามมาลิก รอฮิมาฮุลลอฮฺได้กล่าวไว้ว่า

    
    
  لن يصلح آخر هذه الأمة إلا بما صلح به أولها

   “ประชาติสุดท้ายนี้จะรุ่งเรืองขึ้นมาไม่ได้ เว้นแต่ด้วยกับแนวทางที่คนรุ่นก่อนได้รุ่งเรืองมาแล้ว”

   
             2. บทบาทของมัสยิดในปัจจุบันที่ขาดไป  คือ การส่งเสิมในการอ่าน และการเรียนรู้คัมภีร์อัลกุรอาน ไม่มีการเรียนในหลักการวิธีการอ่านที่ถูกต้อง หรือเรียนรู้ข้อบัญญัติต่างๆ ที่มีอยู่ในอัลกุรอาน เช่นการอธิบายความหมายของมัน หรือ บัญญัติที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการฟื้นฟูสถาบันมัสยิดจำเป็นที่จะต้องให้มีการสอน และการท่องจำอัลกุรอานให้เกิดขึ้นทุกมัสยิด และบทเรียนที่มาอรรถาธิบายอัลกุรอานเพื่อให้ผู้คนได้เข้าใจอัลกุรอานและได้รู้เกี่ยวกับบทบัญญัติที่มีอยู่ในอัลกุรอาน แต่เป็นเรื่องทีน่าเศร้าที่อัลกุรอานถูกอ่านโดยไม่ทราบความหมาย และได้ถูกอ่านเป็นวาระต่างๆ เช่นเมื่อมีการตายเกิดขึ้นอัลกุรอานได้ถูกอ่านให้คนตายฟัง บางคนไปอ่านให้คนที่อยู่ในกุโบร บางคนอ่านเมื่อจะกินบุญขึ้นบ้านใหม่ ดังนั้นถ้าอัลกุรอานถูกประทานมาเพียงเพื่อสิ่งดังกล่าวข่างต้น อัลกุรอานจะเป็นทางนำให้กับมนุษยชาติได้หรือ เหมือนที่อัลลอฮ์ได้กล่าวว่า

    آلم * ذلك الكتاب لا ريب فيه هدى للمتقين *

   “อะลิฟ ลาม มีม คัมภีร์นี้ ไม่มีความสงสัยใดๆ ในนั้น เป็นทางนำสำหรับผู้ที่มีความยำเกรงเท่านั้น”

   
            3. เมื่อเรามามองดูในปัจจุบันการตื่นตัวของอิสลามกำลังกลับมาอีกครั้งหลังจากที่หลับใหลมาเป็นเวลานาน และการตื่นตัวที่สมบูรณ์จะเกิดขึ้นไม่ได้ เว้นแต่เราต้องนำบทบาทของมัสยิดกลับมาอีกครั้ง

   
             4. มีกลุ่มที่พยายามจะขัดขวางการตื่นตัวของอิสลาม พวกเขาใช้ความพยายามเป็นอย่างมากที่ จะให้มุสลิมพยายามเข้าใจว่า มัสยิดนั้นเป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจเพียงอย่างเดียว แต่มัสยิดไม่ได้มีบทบาทเพียงเท่านั้น
    

             5. และเมื่อเราสังเกตประวัติศาสตร์อิสลาม จะเห็นว่าประชาชาติอิสลามเข้าสู่ยุคอ่อนแอ เนื่องจากบทบาทที่แท้จริงของมัสยิดได้ถูกทำลายลง ดังเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

        • ราชวงค์อุบัยดียีน( ชีอะห์ ) ในยุคท้ายๆ ของราชวงค์นี้ ปีอิจเราะห์ ที่ 564 พวกเขาได้ทำลายเมืองฟิสตอส โดยเฉพาะการทำลายมัสยิด ซึ่งในมัสยิดเป็นห้องสมุดที่เก็บตำรับตำราทางวิชาการเป็นล้านเล่ม เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่ามุสลิมสูญเสียทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมหาศาล

        • พวกตาตาร์ได้บุกเข้าแบกแดดซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชวงค์อับบาซีย์ พวกเขาบุกเข้ามาเข่นฆ่าผู้คนจำนวนล้านๆคน ทำลายมัสยิด ห้องสมุด แล้วนำตำราต่างๆ ไปทิ้งแม่น้ำ จนกระทั่งแม่น้ำกลายเป็นสีน้ำหมึก และวิธีการนี้พวกอเมริกาได้ใช้ในประเทศอิรักโดยการทิ้งระเบิดใส่มัสยิดเพราะมีเจตนาเพื่อต้องการทำลายศาสนาอิสลาม

        • และการที่อณาจักรอิสลามถูกโค่นล้นในสเปน ในปีอิจเราะห์ ที่ 897 โดยที่มัสยิดได้ถูกเปลี่ยนเป็นโบสถ์ และพิพิธภัณฑ์ ตำรับตำราถูกขโมยไปยังโลกตะวันตก

        • และเมื่อคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียตได้เข้ายึดครอง ประเทศอิสลาม พวกเขาได้ทำลายมัสยิดจำนวน 27,000 แห่ง โดย 14,000 มัสยิดอยู่ในเอเชียกลาง 7,000 มัสยิดอยู่ในตอนใต้ของไซบีเรีย 4,000 มัสยิด ในอาเซอร์ไบจัน 1,000 มัสยิด อยู่ในอัสกัร

            6. ในปัจจุบันผู้คนได้ให้ความสำคัญในการตกแต่งมัสยิด ด้วยการประดับประดามัสยิด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความสวยงามของมัสยิด หรือความใหญ่โต แต่มัสยิดที่ถูกสร้างมาไม่มีผู้ทำหน้าที่ในมัสยิด และจำนวนผู้ที่มาละหมาดมีเพียงน้อยนิด มัสยิดกลายเป็นที่พบญาติพี่น้องปีละสองครั้งในวันอีด

   ดังที่ท่าน อะนัสรอฏิยัลลอฮูอันฮูได้กล่าวว่า

   (( يتباهونها ( أي المساجد ) ثم لا يعمرونها إلا قليلا ))

   “พวกเขาแข่งขันกันประดับประดามัน ( หมายถึงมัสยิด ) แต่ว่าพวกเขาไม่ได้สร้างชีวิตชีวาให้กับมัน”

             คำว่าให้ชีวิตชีวา คือการสร้างบรรยากาศในมัสยิดให้มีทั้งการอิบาดะห์ และด้านอื่นๆ ที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์  ได้ปฏิบัติไว้

    

   ดังนั้นภาระในการนำบทบาทของมัสยิดให้กลับมาเหมือนในอดีต

   จึงเป็นหน้าที่รับผิดชอบของมุสลิมทุกคนที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันสุดท้าย เท่านั้น

    

   ที่มา

   http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=61&id=1396

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ramma
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 1887 Level 35 : Exp 32%
HP: 0.2%


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2012, 08:28:42 pm »
แบ่งปัน

   แนวความคิดและทฤษฏีการบริหารจัดการมัสยิด

   ยยย
   
   
      แนวความคิดและทฤษฏีการบริหารจัดการมัสยิด
   
      1. ประวัติความเป็นมาของมัสยิดในอิสลาม
   
      ประวัติความเป็นมามัสยิดในอิสลามนั้น จะแบ่งออกเป็นสองช่วงด้วยกัน
       
   
      ช่วงแรก เป็นช่วงสมัยก่อนท่านนบีมูฮัมหมัด
   
      มีฮาดีษบทหนึ่งเล่าโดยอะบูษัรริน เล่าว่า ฉันได้ถามว่า ความว่า โอ้ท่านรอซูลของอัลลอฮ มัสยิดใด ถูกตั้งขึ้นบนพื้นโลกนี้เป็นหลังแรก?ท่านตอบว่า มัสยิดอัลฮารอม ฉันถามอีกว่าแล้วอะไรอีก? ท่านตอบว่า ต่อไปมัสยิดอัลอักศอ ฉันถามอีกว่า ช่วงระหว่างทั้งสองมัสยิดนั้นกี่ปี?ท่านตอบว่า 40 ปี หลังจากนั้น ท่านกล่าวว่า ณ ที่ใดการละหมาดได้ประสบกับท่าน ท่านก็จงละหมาดเถิด เพราะนั้นเป็นที่สูญูด ในอีกรายงานหนึ่งว่า พื้นดินทั้งหมดนั้นเป็นที่สูญูด บันทึกโดยกลุ่มผู้บันทึกหะดีษ(สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ, 2545: 325).
   
       
   
      ช่วงที่สอง เป็นช่วงในสมัยของท่านนบีมูฮัมหมัด
   
      มัสยิดหลังแรกที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านนบี คือตอนที่ท่านนบีมูฮัมหมัดได้ไปพักอยู่ที่กูบาอ์ แล้วท่าน นบีมูฮัมหมัดได้สร้างมัสยิดอิสลามขึ้นเป็นครั้งแรก คัมภีร์กุรอานได้กล่าวว่า มัสยิดแห่งนี้เป็นมัสยิดแรกเพราะว่ามันได้ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของความยำเกรงพระเจ้า (ซะกะรียา บะชีร,  2545 :46)
   
      มัสยิดหลังที่สอง เมื่อท่านท่านนบีมูฮัมหมัดถึงที่นครยัษริบ ท่านได้กระทำอย่างแรกคือการก่อสร้างมัสยิด เพราะมัสยิดเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของบรรดามุสลิม ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ดังนั้นท่านนะบี  จึงทำการสร้างมัสยิดตรงที่อูฐของท่านได้คุกเข่าลง ท่านได้ซื้อที่ดินจากเจ้าของ การก่อสร้างมัสยิดจึงเริ่มขึ้นด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ การทุ่มเทในหนทางของชัยชนะและผลบุญอันยิ่งใหญ่ ท่านนบีมูฮัมหมัด  ได้ร่วมมือก่อสร้างมัสยิด พร้อมกับบรรดาซอฮาบะฮ์  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มความมุ่งมั่นและกำลังใจอันเข้มแข็ง อาคารมัสยิดได้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย ผนังทำจากดิน และเสาทำจากต้นอินทผลัม หลังคาทำจากก้านอินทผลัม อาคารมัสยิดได้มีบทบาทที่สำคัญ ดังเช่นที่ อิมาดุดดีน ค่อลีล ได้บอกไว้ว่า: “เป็น ต้นแบบตามที่อิสลามได้วางเอาไว้ อย่างครอบคลุมและสมบูรณ์แบบ  กลายเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจในการปฏิบัติพิธีกรรม การทำอิบาดะห์ ตลอดจนระบอบการปกครองด้านการทหาร เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของชาติทั้งด้านภายในประเทศและต่างประเทศ และเป็นสถาบันแห่งวิชาการพร้อมกับการวางบัญญัติศาสนา ซึ่งบรรดาซอฮาบะฮ์จะมาชุมนุมกันที่นั่น อีกทั้งยังเป็นที่สำหรับการคลี่คลายปัญหาต่างๆและเป็นที่ใช้อบรมสั่งสอนด้วย ถ้อยคำต่าง ๆ เป็นศูนย์รวมของสังคมที่บรรดามุสลิมจะได้เรียนรู้กฎระเบียบ ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน และได้สัมผัสการเป็นเอกภาพ ความเป็นพี่เป็นน้องกัน ความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการก่อสร้างบ้านเรือนอย่างเรียบง่ายรอบ ๆ บริเวณมัสยิดสำหรับเป็นที่พักอาศัยของท่านเราะซูลลุลลอฮ์  พร้อมกับบรรดาภรรยาของท่าน ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุนนะ(http://www. islammore.com/main/content.php?page=sub&category=10&id=1763สืบค้นวันที่ 3-2-2553.)
   
       
   
      2. ความสำคัญและบทบาทของมัสยิด
   
                                      2.1 ความสำคัญของมัสยิด
   
      มัสยิด คือ บ้านของอัลลอฮฺบนพื้นพิภพแห่งนี้ เป็นสถานที่ซึ่งความเมตตาของพระองค์ถูกประทานลงมาอีกทั้งเป็นสถานที่พบปะของบรรดาผู้ศรัทธา และเป็นที่รวมจิตใจของบรรดาผู้ยำเกรง และเป็นสถานที่อันดีเยี่ยมที่ถูกส่องประกายด้วยรัศมีและความสุกใส และทำให้ความหมายที่แท้จริงของความรักและความเป็นพี่น้องประทุขึ้นในใจทั้งหลาย (http://www .bnia bdullah.com/vb/sho w thread.php?p=28472 สืบค้นวันที่3-03-2554)
   
      อิส ลามคือศาสนาสากลอันเป็นนิรันดร์ ที่องค์อภิบาลทรงยินดีให้เป็นแนวทางชีวิตสำหรับมนุษยชาติ เป็นหลักธรรมแห่งความเป็นอยู่ ในอิสลามไม่ยินดีให้ผู้ที่นับถือปฏิบัติละหมาดของพวกเขาโดยโดดเดี่ยวออกจาก สังคมที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ ทว่าอิสลามเรียกร้องพวกเขาอย่างหนักแน่นที่สุด ให้ปฏิบัติมันในลักษณะของญะมาอะฮฺ และต้องปฏิบัติในมัสยิดด้วยจนกระทั่งถูกแสดงออกมาซึ่งภาพแห่งเกียรติยศ ภูมิฐานและน่าเคารพนับถือ ทำให้พวกเขาอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งความรักและสนิทสนมต่อกันเกาะเกี่ยวเหนี่ยว ยึดต่อกันประดุจตัวอาคารอันมั่นคง
   
      การละหมาดวันศุกร์ตามกฎเกณฑ์แล้ว จะต้องปฏิบัติในมัสยิดของชุมชน มันจึงจะนำมาซึ่งความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมมุสลิม ในรูปแบบที่ชัดเจนสั่นสะเทือนจิตใจที่ถูกควบคุมด้วยความสำนึกและความรูสึก ณ ที่นั้น ย่อมส่งผลให้เกิดเป็นคุณค่าที่งดงามและศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง  นักปรัชญาชาวชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งชื่อ "เรนาน" ได้กล่าวอธิบายถึงความปลาบปลื้มตื้นตันใจกับสิ่งที่เขาได้พบและรู้สึก ขณะได้ยืนอยู่ท่ามกลางบรรดามุสลิมที่พวกเขากำลังดูดดื่มอยู่ในการละหมาดว่า"ไม่มีครั้งใดเลยที่ฉันได้เข้าไปในมัสยิดหนึ่งๆ ของมุสลิม ครั้นได้พบเห็นพวกเขารวมกันอยู่ในท่าทางของการละหมาดนอกจากมันทำให้ฉันต้องรู้สึกกับความเศร้าใจอย่างยิ่งที่ฉันเอง ไม่ได้เกิดมาเป็นมุสลิมด้วย"การละหมาดญุมอะฮฺ(วันศุกร์) เป็นสิ่งฟัรฎูในรอบสัปดาห์เป็นวันอีดรอบสัปดาห์ และที่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้ทำญามะอะฮฺในวันนั้น ล้วนแสดงถึงความจำเป็นอย่างยิ่ง(วาญิบ มุอักกัด) ที่ละทิ้งไม่ได้
       
   
      2.2 บทบาทของมัสยิด
   
      บทบาทมัสยิด ที่แท้จริงจะแฝงไปด้วยวิทยปัญญาและความศักดิ์สิทธิ์ ที่รวมเข้าด้วยกันระหว่างศาสนาและโลกดุนยา เป็นที่จัดการประชุมและสัมมนาทางวิชาการ เป็นสถานที่รับรองแขก เป็นศูนย์บัญชาการกองทัพ เป็นที่จัดเตรียมกองทัพทหารสู่สมรภูมิ เป็นจุดศูนย์กลางแห่งการให้เนื้อหาวิชาการอิสลาม เป็นที่ๆ ผู้คนทั้งหลายมาพบปะกันเพื่อการอิบาดะฮฺ และบทบาทในชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าด้านความนึกคิด ด้านการเมือง หรือด้านสังคม มันเป็นเสมือนป้อมปราการอันมั่นคง สำหรับการเปลี่ยนทัศนะคติ เป็นสภาอิสระที่เปิดกว้างเพื่อความคิดที่หลากหลายและสร้างสรรค์ อันเป็นดั่งพลังที่กระตุ้นสังคมนี้ให้ไปยังทิศทางที่ถูกต้องยิ่งกว่านั้น ยังเป็นสภาที่เหมือนเช่นสภาอื่นๆ ทั่วไป หากสมาชิกของมันนั้นไม่เหมือนสมาชิกอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวตามกระแสของการเมือง หรือตามผลประโยชน์ของพวกพ้อง ชาตินิยม สภาเช่นนั้นเปรียบดังโอ่งที่ว่างเปล่าที่มันมีแต่การทำลายซึ่งสิทธิของผู้ อื่น ซ้ำยังทำให้ความอธรรมและสิ่งมดเท็จทั้งหลายบังเกิดขึ้นมา ดั่งละครตบตาที่ถูกแสดงออกมาโดยองค์การนานาชาติบางองค์การในปัจจุบัน ที่มีแต่การริดรอนและการทำลายสิทธิ เกียรติยศ แผ่หว่านความอธรรมอยู่เบื้องหลังการหลั่งเลือด การสังหารเด็ก สตรี การขับไล่ประชาชนออกจากประเทศของตนเอง การทารุณกรรม เช่น ทาส และความเลวร้ายอื่นๆ อย่างที่มนุษย์ไม่เคยพบมาในหน้าประวัติศาสตร์เราขอกล่าวว่า แท้จริงมัสยิดในอิสลามนั้น คือ สภาอันบริสุทธิ์เป็นที่รับการเสนอความคิดเห็นอันหลากหลาย โต้แย้งในเรื่องราวกิจกรรมต่างๆ ด้วยความคลาศ(บริสุทธิ์ใจ) เสียสละ และด้วยความรักต่ออัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ เนื่องจากสมาชิกสัปบุรุษของมัสยิดที่มาร่วมพบปะกันนั้น (http://www.bniabdullah.co m /vb/showthread.php?p=28472 สืบค้นวันที่3-03-2554)
      
      
      อ้างจาก การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการมัสยิดของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด กรณีศึกษา ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา,ฆอซาฟี มะดอหะ,มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
      คัดลอกจาก

      http://khozafi-shahaan.blogspot.com/
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap