Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
เก็บเรื่องราว ประวัติ ของ จีนมุสลิมในเชียงใหม่ ประเทศไทย
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
กันยายน 25, 2017, 09:34:22 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เก็บเรื่องราว ประวัติ ของ จีนมุสลิมในเชียงใหม่ ประเทศไทย  (อ่าน 7787 ครั้ง)

ramma
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 1887 Level 35 : Exp 32%
HP: 0.2%


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 28, 2010, 02:06:50 pm »
แบ่งปัน

คัดลอกจาก 
http://www.212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=947

   
   ศาลเจ้าแม่เป็นอาคารแบบเก๋งจีน ตั้งอยู่ใกล้ท่าน้ำวัดพนัญเชิง


ในเวลานั้น นอกจากสุโขทัยแล้ว ยังมีแว่นแคว้นที่สำคัญคือ ละโว้
และสุพรรณบุรี จีนเรียก สุโขทัยว่า เสียน ( Sian ) หรือเสียม ( Siam )
เรียกละโว้ว่า หลัวหู หรือหลอหู เมื่อละโว้และสุพรรณภูมิรวมกันด้วย
ความสัมพันธ์ด้านการแต่งงานในพุทธศตวรรษที่ 19 และมีการสร้าง
กรุงศรีอยุธยาขึ้น เอกสารจีนจึงเรียกสองอาณาจักรที่รวมกันนี้ว่า
เสียมหลอหู

เอกสารราชการจีนในสมัยราชวงศ์ชิง ในพ.ศ. 2320 บัญทึกไว้ว่า
"เสียนหลอก๊ก ( กรุงศรีอยุธยา ) อยู่ฝ่ายทิศตะวันตกของเมืองก้วงหลำ
ครั้งโบราณมีสองก๊กคือ เสียน ( สยามคือ สุโขทัย) ก๊กหนึ่ง
และหลอหู ( ละโว้ ) อีกก๊กหนึ่ง .... "

สมัยสุโขทัยตรงกับราชวงค์หยวนของจีน ซึ่งเป็นชนเผ่ามองโกล
ความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัยกับจีนเป็นไปทั้งในทางการเมืองและการค้า
ในทางการเมืองฝ่ายจีนต้องการให้สุโขทัยเป็นรัฐบรรณาการของจีน
ดังปรากฎในพงศาวดารราชวงค์หยวนฉบับหลวงว่า
ในรัชกาลจักรพรรดิจื้อหยวน (กุบไลข่าน) ทรงปรึกษาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
หารือเรื่องการจัดทัพไปปราบเสียน (สยาม) หลอหู (ละโว้)
และอาณาจักรอื่นๆ แต่ขุนนางผู้หนึ่งกราบทูลว่า
อาณาจักรเหล่านี้เป็นอาณาจักรเล็ก ได้มาก็หาประโยชน์มิได้
การจัดทัพไปปราบยังเป็นการทำลายชีวิตประชาชนโดยใช่เหตุ
ควรส่งทูตไปชี้แจงบาปบุญคุณโทษ และชักชวนให้อ่อนน้อมจะเหมาะกว่า
จักรพรรดิทรงเห็นชอบด้วย และจัดส่งทูตไปยังอาณาจักรเหล่านั้น
ปรากฎว่าว่าทุกอาณาจักรทั้ง 20 กว่าแห่งยินยอมอ่อนน้อย

ในพ.ศ.1825 จีนได้ส่งนายพลเฮ่อจื่อจื้อ (ฮ่อจือจี่) เป็นทูตไปยังสุโขทัย
และในพ.ศ.1836 ก็ส่งทูตไปเกลี้ยกล่อมอีกครั้งหนึ่ง
จนถึงพ.ศ.1837 กมรเต็ง (ราชทินนานที่กษัตริย์เขมรตั้งให้พ่อขุนผาเมือง
และสุโขทัยใช้เรียกกษัตริย์ของตนต่อมาจนถึงพญาลิไทย ซึ่งในที่นี้
หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงมหาราช) ส่งราชทูตจากเมืองปี้ชาปู้หลี่ (เพชรบุรี)
ไปถวายบรรณาการ แต่จักรพรรดิมีพระบรมราชโองการให้กมรเต็งเดินทางมาเฝ้า
ถ้ามีเหตุขัดข้องให้ส่งโอรส อนุชา หรืออำมาตย์ผู้ใหญ่มาเป็นตัวจำนำ
ในพ.ศ. 1838 สยามได้ถวายสาส์นกราบทูลให้จักรพรรดิส่งทูตไปประเทศของตน
แต่ทางจีนส่งทูตเดินทางไปก่อนแล้ว
ทูตสยามจึงต้องรีบเดินทางกลับไปให้ทันทูตจีน

............................................. ฯ

ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับจีนในสมัยราชวงศ์หมิง
เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว พ.ศ. 1913-1931)
เมื่อจักรพรรดิหงหวู่ทรงล้มล้างราชวงศ์หยวนลงได้สำเร็จ ............

............................................ ฯ

ความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์สุพรรณภูมิกับราชวงศ์อู่ทองมาถึงจุดแตกหัก
เมื่อสมเด็จพระราเมศวรสวรรคตในปีเดียวกันกับพระราชบิดาของเจ้านครอินทร์
จักรพรรดิหงหวู่ทรงเข้าพระทัยว่าสมเด็จพระราเมศวรเป็นพระราชบิดาของเจ้านครอินทร์
จึงส่งทูตมาเคารพพระศพพระราชบิดาเจ้านครอินทร์
พร้อมกับทรงมีตราแต่งตั้งเจ้านครอินทร์เป็นกษัตริย์สืบแทน ^_^"

แต่พระรามราชาพระโอรสของสมเด็จพระราเมศวร ก็เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
โดยไม่ได้ให้ความสนใจต่อตราตั้งของจักรพรรดิจีน
อย่างไรก็ตาม
เมื่อจักรพรรดิหยงเล่อขึ้นครองราชย์
พระองค์ได้ทรงส่งนายพลเรือ เจิ้งเหอ หรือ ซำปอกง เดินทางมากรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.1951
มีหลักฐานว่า เจิ้งเหอได้พบกับเจ้านครอินทร์เป็นการส่วนตัว
ซึ่งสมเด็จพระรามราชาไม่ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก
มีรับสั่งให้จับกุมขุนนางที่เป็นสมัครพรรคพวกของเจ้านครอินทร์
เจ้านครอินทร์จึงนำทหารจากเมืองอินทรบุรี เข้ายึดกรุงศรีอยุธยา

เมื่อเจ้านครอินทร์มีชัยชนะเหนือสมเด็จพระรามราชา
และสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระนครินทราธิราช หรือ สมเด็จพระอินทรราชา ....

......... ( ไม่ทราบว่า เจิ้งเหอ แอบช่วยรึเปล่า อิๆๆ ) ...... ฯ

คัดมาจากหนังสือ จากฮวงโหสู่เจ้าพระยา ครับ



บันทึกการเข้า

ramma
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 1887 Level 35 : Exp 32%
HP: 0.2%


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2010, 02:08:58 pm »
แบ่งปัน

ตระกูล"วงศ์ลือเกียรติ" ทายาทเจิ้งเหอ สายตระกูลในเมืองไทย

http://www.212cafe.com/boardvip/user_board/cm99/picture/00947_12.jpg

โดย ผู้จัดการรายวัน 27 มิถุนายน 2548 09:03 น.

จินตนา วงศ์ลือเกียรติ(ซ้าย) คุณยายของ อารี-นารี วงศ์ลือเกียรติ(2
นักกอล์ฟหญิงมือระดับโลก)กับจีริจันทร์ วงศ์ลือเกียรติ
ประทีปะเสน(ขวา)กับภาพถ่ายภาพเดียวกันที่ปรากฏในหอพิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอ เมืองคุนหมิง
ปีนี้ 2548... เป็นปีที่ลูกหลานตระกูล วงศ์ลือเกียรติ ซึ่งรวมไปถึงรุ่นหลานคือ อารี-นารี ซง
วงศ์ลือเกียรติ สองนักกอล์ฟแฝดมือระดับโลก ตั้งใจว่าจะฉลองวาระครบรอบ 100 ปีของ ขุนชวงเลียงฦาเกียรติ
หรือ เจิ้ง ชง ลิง บรรพบุรุษชาวจีนฮ่อมุสลิม ผู้เดินทางจากหยุนหนาน ด้วยขบวนม้าต่างสู่เชียงใหม่
เมื่อพ.ศ. 2448 ปักหลักสร้างฐานะจนกลายเป็นคหบดีใหญ่ หัวหน้าชาวจีนฮ่อมุสลิมทั้งปวง

แทนที่จะได้จัดฉลองกันเงียบ ๆ กลับกลายเป็นว่า มีเหตุบังเอิญที่ลูกหลานในตระกูลนี้ได้พบว่า
วาระการเฉลิมฉลอง 600 ปี ขันทีนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ของโลก นาม เจิ้ง เหอ ที่ทั้งรัฐบาลจีนจัดขึ้น
และสื่อระดับโลกโหมประโคมอยู่ในเวลานี้ มีความเกี่ยวข้องกับสายตระกูลตนเองอย่างลึกซึ้ง

สายใยดังกล่าวมาจาก ภาพถ่ายเก่าแก่ภาพหนึ่ง ที่จัดแสดงอยู่ที่หอพิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอ ที่นครคุนหมิง
ระบุว่า เป็นภาพถ่ายของทายาทเจิ้งเหอ รุ่นที่ 19 ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศไทย

อันที่จริงภาพถ่ายภาพนี้ติดอยู่ในพิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอหลายปีแล้ว บุคคลที่ไปพบและนำมาเผยแพร่ คือ
ปริวัฒน์ จันทร ผู้เขียนหนังสือ "เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที ซำปอกง" ที่โด่งดัง-ตีพิมพ์ไปแล้ว 2
ครั้งในเวลารวดเร็วมาก

ตอนที่เขียนครั้งแรก ปริวัฒน์ เองก็ไม่ทราบว่า ภาพดังกล่าวเป็นผู้ใด อยู่ที่ไหน
ได้แต่ถ่ายมาเพื่อประกอบข้อมูลในหนังสือเล่มนี้เท่านั้น

หนังสือของปริวัฒน์ ขายดี อันเนื่องมาจาก มีกระแสครบรอบ 600 ปี สมุทรยาตราของเจิ้งเหอ
กำลังเป็นที่สนใจในระดับโลก ระดับที่มีการสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีค่ายยักษ์ใหญ่ตะวันตก
ขณะที่ในประเทศจีนจะมีการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ของบุคคลผู้อาจจะค้นพบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัส และเป็นหนึ่งใน
32 ผู้บุกเบิกที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของประวัติศาสตร์โลก

นี่เองที่เป็นช่องให้ ทายาทของบุคคลในภาพถ่ายดังกล่าวทราบ และติดต่อกับ ปริวัฒน์ จันทร
ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว

และก็ได้ทราบรายละเอียดความเป็นมาของ ตระกูล เจิ้ง สายเชียงใหม่ที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่ เจิ้ง ชง
ลิง แค่ 100 ปีเท่านั้น หากยังทอดยาวไปถึงบุคคลระดับโลกที่กำลังเป็นที่กล่าวขานกันในเวลานี้

ทายาท เจิ้งเหอ

รศ. จีริจันทร์ วงศ์ลือเกียรติ ประทีปะเสน อดีตอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กล่าวว่า ในปีนี้ เป็นปีครบ 100 ปี ที่บรรพชนของตระกูล วงศ์ลือเกียรติ คือ เจิ้ง ชง ลิง
ที่ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ขุนชวงเลียงฦาเกียรติ เดินทางด้วยขบวนม้าต่างจากเมือง หยีซี มณฑลหยุนหนาน
มาสู่เชียงใหม่

แรกทีเดียวนั้นตนในฐานะ หลานปู่ ที่เกิดจากลูกชายคนแรก นาย เจอ วงศ์ลือเกียรติ
และลูกหลานในสายตระกูลคิดจะจัดฉลองกันเงียบ ๆ โดยรวบรวมชีวประวัติของขุนชวงเลียงฯ
เอาไว้แจกกันในหมู่ลูกหลานแค่ 100 เล่ม และคิดจะใช้แค่วิธีการถ่ายเอกสารเท่านั้น

ก่อนหน้าที่จะได้อ่านและเห็นภาพถ่ายในหนังสือ "เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที ซำปอกง"
ของปริวัฒน์ จันทร นั้น คุณอาของตนคือ นางพวงเพ็ชร วงศ์ลือเกียรติ ซึ่งเป็นลูกสาวของขุนชวงเลียงฯ
เคยเดินทางไปเที่ยวที่มณฑลหยุนหนาน และไปเจอภาพถ่ายของบิดา-มารดา พร้อมกับลูก ๆ อีก 10 คน
ในหอพิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอ ได้แต่ทราบว่า
บุคคลที่มีรูปปั้นตั้งอยู่ในสถานที่ดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นบรรพบุรุษของตน
แต่ด้วยความที่อ่านหนังสือจีนไม่ออก ไม่ได้ซักถามความสำคัญของสถานที่ดังกล่าว
และไม่เคยทราบถึงประวัติความเป็นมาของ เจิ้งเหอ โดยละเอียดได้แต่กลับมาบอกเล่าลูกหลานว่า
จุดดังกล่าวน่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับบรรพชนเท่านั้น

จนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้พบหนังสือของ ปริวัฒน์ จันทร
ที่ได้นำเสนอเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ของนักเดินเรือในประวัติศาสตร์โลก
ผู้ซึ่งนำกองเรือที่มีกองทหารรวมกันกว่า 2 หมื่นชีวิตเดินทางสำรวจท้องทะเลจากประเทศจีน
สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ชายฝั่งแอฟริกา และมีผู้เชื่อว่า
เป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อนที่โคลัมบัสหรือ แมกเจนแลน จะค้นพบด้วยซ้ำไป

ในหนังสือ มีภาพถ่ายของ ขุนชวงเลียงฦาเกียรติ กับครอบครัว (ประกอบด้วยนางนพภรรยา และ ลูก ๆ 10
คน) ซึ่งผู้เขียนระบุว่า เป็นภาพที่ทางพิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอ แสดงเอาไว้ บอกว่าเป็นทายาทชั้นที่ 19
ปัจจุบันอาศัยในประเทศไทย

ซึ่งบุคคลในภาพ ก็คือ คุณปู่-คุณย่า คุณพ่อ และ คุณอาทั้ง 9 คนของเธอนั่นเอง !!

รศ. จีรินทร์ ได้ติดต่อกับ ปริวัฒน์ จันทร ผู้เขียนหนังสือ ,ปริวัฒน์
เดินทางมายังเชียงใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้ไปที่เรือนหลวง ซึ่งเป็นบ้านเก่าอายุเกือบ 100
ปีที่ขุนชวงเลียงฯปลูกเมื่อ ประมาณปี พ.ศ. 2453 และไปเจอเอกสารภาษาจีนที่ทีมงานวิจัยประวัติของ เจิ้งเหอ
ติดต่อมา แต่ปรากฏว่าคนที่บ้านไม่มีใครอ่านภาษาจีนออกเลยปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นมาหลายปี
และไปพบกระจกเก่าที่ญาติทางประเทศจีนส่งมาอวยพรเนื่องในโอกาสที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์

และที่สำคัญ คือ รูปถ่ายของ ขุนชวงเลียงฦาเกียรติ กับครอบครัว ในวาระแซยิด 60 ปี
ซึ่งเป็นภาพที่บรรดาลูกหลานมีติดบ้านกันทุกคน ... ภาพดังกล่าวนี้ก็คือ
ภาพเดียวกับที่ปรากฏในพิพิธภัณธ์เจิ้งเหอ
ที่ประเทศจีนและเป็นภาพที่คุณปริวัตรตามหาตัวบุคคลในภาพมานานกว่า 4 ปีนั่นเอง

สำหรับข้อข้องใจที่ว่า ในเมื่อ เจิ้งเหอ เป็นขันที ถูกตอนตั้งแต่ยังเด็ก
ทำไมจึงมีทายาทสืบทอดมาถึงปัจจุบันได้ ก็ได้รับการอธิบายว่า มีการบันทึกอย่างชัดเจนว่า แม้เจิ้งเหอ
จะเป็นขันที แต่พี่ชายได้ยกบุตรให้เป็นบุตรบุญธรรม .. เป็นคำตอบว่า เหตุใดขันทีจึงมีทายาท
และทางการจีนให้ความสำคัญกับกรณีเจิ้งเหอมาก ในปีนี้จะมีการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ที่เมืองนานกิง
และมีการวิจัยเรื่องสายตระกูลมายาวนาน ดังนั้น การติดต่อสื่อสารระหว่าง ขุนชวงเลียงฯ
เมื่อครั้งมีชีวิตกับญาติ ๆ ที่จีน อาจจะมีการส่งภาพถ่ายดังกล่าวไปให้ จึงทำให้มีการบันทึกร่องรอยของ
สายตระกูล เจิ้ง-มุสลิมแห่งหยุนหนานเอาไว้

100 ปีขุนชวงเลียงฯ นักเดินทางแห่งล้านนา

ประวัติของ เจิ้ง ชง ลิง - ขุนชวงเลียงฦาเกียรติ ทายาทรุ่น 18 ของ เจิ้งเหอ นั้น
เกิดที่เมืองหยีซี ในมณฑลหยุนหนาน เป็นฮ่อมุสลิมที่มีฐานะร่ำรวย ก่อนจะเดินทางมาเชียงใหม่
เคยแต่งงานแล้วมีลูกสาว 2 คนคือ นางหยิน หลวง และ นาง ซิน หลิง ต่อมาขุนชวงเลียงฯ
ส่งคนไปรับมาอยู่ที่เมืองไทยและเป็นต้นตระกูล เจนตระกูล ในจังหวัดเชียงราย

เจิ้ง ชง ลิง เดินทางมาเชียงใหม่เมื่อปี 2448 ด้วยขบวนม้าต่างประมาณ 200 ตัว
เนื่องจากมีอาชื่อว่า เลานะ เดินทางมาปักหลักค้าขายก่อนหน้านั้นแล้ว

ในยุคนั้นชนชาติเงี้ยว (ไทใหญ่) และจีนฮ่อ
เป็นกลุ่มที่บุกเบิกเส้นทางการค้าทางบกด้วยขบวนวัวต่างม้าต่างในบริเวณที่เป็นสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ
ตั้งแต่มณฑล หยุนหนาน สิบสองปันนา ลงมาถึงล้านนา และ ในประเทศพม่าถึงเมืองมะละแหม่งมานานแล้ว

คาราวานม้าต่างของ เจิ้ง ชง ลิง อาศัยการค้าในเส้นทางนี้ลงไปถึงเมืองระแหง และได้พบรักกับ นางนพ
–แต่งงานกันและเป็นต้นตระกูล วงศ์ลือเกียรติ ในปัจจุบัน

เจ้าแก้วเนาวรัตน์
ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายได้ประทานที่ดินบริเวณด้านหน้าไนท์บาร์ซ่าในปัจจุบัน 5 ไร่ เป็นบ้านพัก
ต่อมา เจิ้ง ชง ลิง มีสถานะเป็นหัวหน้าของกลุ่มจีนฮ่อมุสลิมในเมืองเชียงใหม่โดยปริยาย
บทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเมืองเชียงใหม่คือ
การได้รับสัมปทานขนส่งสินค้าและอาหารให้กับการก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาลจังหวัดลำปาง และ
การบริจาคที่ดินไม่น้อยกว่า 100 ไร่ให้กับ สนามบินจังหวัดเชียงใหม่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
ซึ่งการณ์นี้น่าจะทำให้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น ขุนชวงเลียงฦาเกียรติ ในสมัยรัชกาลที่ 6

ปัจจุบัน ทายาทของตระกูล วงศ์ลือเกียรติ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยบรรดาลูก ๆ ทั้ง
10 คนที่เป็นทายาทรุ่น 19 เสียชีวิตไปแล้ว 7 คนเหลือเพียง 3 คนเท่านั้นที่เป็นผู้ให้ให้รายละเอียดของ
เจิ้ง ชง ลิง

ซึ่งหนึ่งในลูก ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 คน นายสุรินทร์อายุกว่า 80 ปีแล้ว , คุณหญิง จันทร์เพ็ญ
นาวีเสถียร, นางสมบูรณ์ วงศ์ลือเกียรติ และ นางพวงเพ็ชร์ วงศ์ลือเกียรติ ลูกสาวคนสุดท้องที่ปัจจุบันอายุ
77 ปี

หน้าที่หลักในการดำเนินการสืบค้นหาประวัติของตระกูลก็คือ รศ. จีริจันทร์ วงศ์ลือเกียรติ
โดยมีญาติพี่น้องจากสายต่าง ๆ ให้ความร่วมมือหาหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือ นางจินตนา
วงศ์ลือเกียรติ พี่สาวของรศ. จีริจันทร์ และเป็นคุณยายของ ฝาแฝดมหัศจรรย์ อารี-นารี ซง วงศ์ลือเกียรติ
นักกอล์ฟหญิงที่กำลังอยู่ระหว่างการไล่ล่าความสำเร็จระดับโลกในประเทศอเมริกา

รศ. จีริจันทร์ กล่าวว่า ทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์มาก
เริ่มจากตอนแรกตั้งใจจะรวบรวมประวัติคุณปู่เพื่อรำลึกการเดินทางมาปักหลักในเมืองไทยครบ 100 ปี แล้วจู่ ๆ
ก็ได้พบว่า มีความเกี่ยวข้องกับ บรรพบุรุษที่ห่างออกไป 600 ปี ไม่เพียงเท่านั้น
เกร็ดชีวิตของคนทั้งสองรุ่นก็ละม้ายกัน ขุนชวงเลียงฯ เป็นนักเดินทางแต่เดินทางบนบก
เป็นมุสลิมที่ตายในต่างแดนเพราะขุนชวงเลียงเสียชีวิตที่เมกกะเมื่ออายุได้ 91 ปี ส่วนเจิ้งเหอ
เสียชีวิตที่อินเดีย

ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลขั้นสุดท้ายเพื่อจะจัดพิมพ์หนังสือ 100 ปี ขุนชวงเลียงฦาเกียรติ :
ทายาทเจิ้งเหอ - คาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่ ซึ่งตอนแรกจะแค่ถ่ายเอกสารแจกกันในหมู่ญาติแค่ 100
เล่มแต่มาถึงตอนนี้คงต้องจัดพิมพ์แล้ว .

*********

อ่านประกอบ

เจิ้งเหอ (郑和)(1)
ขบวนเรือของเจิ้งเหอ (2)
การเดินทางของเจิ้งเหอ (3)
-------------------------------------------
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000085054
-----------------------------------------
//-วันนี้โชคดี พบท่าน รศ.จีริจันทร์
โชคร้าย กล่อมให้ท่าน ตอบกระทู้ ของเรา ไม่สำเร็จ อิๆ
//-ขอบคุณท่านภูวนาท เอาข้อมูลมาเพิ่ม
//-เดี๋ยวนี้ ปู่อ่านประวัติศาสตร์
เพื่อ เก็บบางส่วน มาพิจรณา ต่างกับก่อนนี้
เพื่อ เสรีมอัตตา และนั่งยันความเชื่อเดิม
//-การแปลข้ามภาษา จากจีนโบราญ เป็นจีนปัจจุบัน
เป็นภาษาอังกฤษ์ เป็นไทย
//-และคนนำมาเสนอยังสับสน เหตุการณ์ วิถีชีวิต
ระหว่าง นครวัต กับศรีอโยธยา
บันทึกการเข้า

ramma
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 1887 Level 35 : Exp 32%
HP: 0.2%


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2010, 02:13:13 pm »
แบ่งปัน

เชิญจิบชาแล้วคุยต่อ เรื่องประวัติเกี่ยวพันชาวจีนนับถือ..
ชาวจีนมุสลิมในโลกมาเลย์ยุคเจิ้งเหอ

http://2.bp.blogspot.com/_IzPKuOwTOP4/Sidp66G9RpI/AAAAAAAABKg/nDWeK4qd3CQ/s400/8.jpg

Early presence of Chinese Muslims; Zheng He, the Muslim Eunuch
ชาวจีนมุสลิมรุ่นแรก ที่ปรากฏบนแผ่นดินมาเลเซียสามารถ
สืบไปได้กว่า 600 ปี ในสมัยศตวรรษที่ 15 มีบันทึกว่า
บนคาบสมุทรมะละกามีชาวจีนมุสลิมตั้งหลักแหล่งอยู่ ในช่วง ราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-ค.ศ.1644)
ของจักรวรรดิจีน แม่ทัพเรือ เจิ้งเหอ (Zheng He หรือ Cheng Ho) เดินเรือมาเยือนโลก มาเลย์ และ
มะละกา หลายครั้ง ไปไกลถึงชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก เจิ้งเหอ เป็นชาวจีนมุสลิมจากมณฑล ยูนนาน
เป็นผู้นำกองเรือมหาสมบัติขององค์พระจักรพรรดิ หยงเล่อ สำรวจทะเลทางตะวันตก 7 ครั้ง ขบวนเรือมี 300
กว่าลำ ลูกเรือเกือบ 28,000 คน บทความนี้จะไม่อธิบายรายละเอียดการเดินทางของเจิ้งเหอ
แต่จะกล่าวถึงกิจกรรมของ เจิ้งเหอ ที่เกี่ยวข้องกับ อิสลาม บทบาท อิทธิพล และมรดกที่เจิ้งเหอ
และลูกเรือของเขาหลงเหลือไว้บนคาบสมุทรมาเลย์และแผ่นดินใกล้เคียง
รายละเอียดการเดินเรือของเจิ้งเหอบันทึกไว้โดย มุฮัมหมัด หม่า ฮวน
ผู้เป็นมุสลิมเช่นเดียวกับเจิ้งเหอ เขาได้ติดตามเจิ้งเหอไปในการเดินเรือหลายครั้ง เป็นล่าม
และเป็นผู้บันทึกเรื่องราวการเดินทางสำรวจทางทะเล หม่า ฮวน เขียนหนังสือ “ยิงใยเช็งลัน” หรือ
"การสำรวจชายฝั่งมหาสมุทร" (Ying yai sheng lan หรือ The Overall Survey of the Ocean's
Shores) ขึ้นในปีค.ศ.1416 เขาบันทึกเรื่องราวของ ผู้คน วัฒนธรรม
แต่ละท่าเรือที่กองเรือมหาสมบัติจอดแวะ
อย่างละเอียดน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังมีหนังสืออีกเล่มที่บันทึกเรื่องราวของกองเรือของเจิ้งเหอ คือ
“ซิง เช็ง ลัน” หรือ “ รายละเอียดการเดินทางของกองเรืออันรุ่งโรจน์” (Xing Sheng-lan หรือ
Description of the Starry Raft) เขียนโดย เฟ่ย สิน (Fei Xin) ผู้เป็นเลขาฯ
และล่ามของเจิ้งเหอเช่นเดียวกัน ในการเดินทางสำรวจทะเลทั้ง 7 ครั้ง ของเจิ้งเหอ
กองเรือได้ออกจากเมืองจีนแวะยัง จามปา ไปยังเมืองท่าสำคัญๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยุธยา มะละกา
ปาเล็มบัง สุราบายา จาการ์ตา สะมารัง และอื่นๆ
เจิ้งเหอ ผู้เป็นตัวแทนขององค์พระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิจีน เป็นทั้งนักสำรวจ ผู้พิชิต
และนักการค้า มีบทบาทอย่างสูงต่อ อิสลาม ในโลกมาเลย์ ฮัมกา นักวิชาการอิสลามของอินโดนีเซีย
เขียนไว้ในค.ศ.1961 ว่า : การพัฒนาของศาสนาอิสลามใน อินโดนีเซียและ มาเลเซีย สัมพันธ์กับ เจิ้งเหอ
ผู้เป็นชาว จีนมุสลิม เจิ้งเหอได้สร้าง ยุ้งข้าว โกดัง
เก็บเสบียงในมะละกาเพื่อสะดวกกับกองเรือในการเดินเรือครั้งต่อไป
และเป็นไปได้อย่างมากที่เขาได้ทิ้งลูกเรือมุสลิมไว้ที่นั่นมากมาย เพื่อดูแลสิ่งเหล่านั้น
ซึ่งสะดวกอย่างยิ่งเพราะชาวท้องถิ่นที่นั่นก็เป็นมุสลิม

http://www.islam.org.hk/eng/mal.aysia/ChineseMuslim_in_Malaysia.asp


ขอบคุณท่านปู่มากๆ ท่านปู่มีสิ่งที่คนรุ่นใหม่น่าศึกษาติดตามเป็นอย่างยิ่ง
การนำเสนอของผมเป็นแค่เรื่องที่ได้ยินมา ได้รู้มา ได้ยินอย่างไร ก็ว่าไปอย่างนั้น
อยู่ใกล้ปู่ หวังให้ปู่ขัดเกลา จุดประกายความคิดครับ
ท่านหนานหล้าเป็นอีกท่านหนึ่งที่ผมอยากได้ยินคำพูดท่านบ่อยๆ
.............................

ประวัติศาสตร์ เปิ้นเขียนไว้ สอนใจ๋ เฮานา
หากแต่เชื่อหรือไม่ จ่งคิด
ถ้าอ่านไปเชื่อไป ตึงง่าว แต๊นา
ตั้งโจทย์ขึ้นมาพิชิต จิตนี้ มีคม

(แปลว่า จงหมั่นลับสมอง หื้อเกิด คมความคิด"เน้อ)

ผมขอเก็บเอาไว้เตือนใจตนครับ เยี่ยมมากๆ
เสียดายระยะหลังท่านไม่ค่อยมาแสดงความเห็นเลย
.....................................

ต่อเรื่องท่าน เจิ้งเหอ นะครับปู่
มีสิ่งน่าคิดเรื่องตะกูลเจิ้งในไทยอยู่เหมือนกันครับ
ในหนังสือยังเขียนไว้ว่า .......

คณะทุตของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งจีนเรียกว่า เจิ้งเจา หรือ แต้อ๋อง
นำโดยเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช และพระยามหานุภาพ เดินทางออกจากรุงธนบุรี โดยเรือสำเภา 11 ลำ
นำพระราชสาส์นไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงปักกิ่ง
หลังจากไม่ได้ติดต่อกับพระเจ้ากรุงจีนมา 24 ปี
จักรพรรดิเฉียนหลงได้พระราชทานเลี้ยงอย่างสมเกียรติ
คณะทูตซื้ออาวุธจากจีน และอุปกรณ์ก่อสร้างกลับมากรุงสยาม
อุปกรณ์ก่อสร้างดังกล่าวได้นำมาใช้ในการก่อสร้างพระบรมมหาราชวัง
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชด้วย

....................พระเจ้าตากสินมหาราช จีนเรียกว่า เจิ้งเจา !!!!!!!!.......................ฯ

แต่เนื่องจากหนึ่งปีผ่านมา จักรพรรดิจีนเพิ่งพระราชทานตราตั้งให้แก่
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังนั้นการส่งทูตไปครั้งแรกของ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงยังไม่ได้รับการรับรองจากจีนแต่ประการใด

พ.ศ.2327 พระองค์ได้ทรงส่งทูตออกไปอีกชุดหนึ่งเพื่อรับพระราชทานตราตั้งจากราชสำนักจีน
แต่ยังคงได้รับการปฎิเสธจากจักรพรรดิจีน

ต่อมาใน พ.ศ.2328 ได้มีการจัดส่งทูตไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งที่ 3
ในครั้งนี้ ทางการจีนได้ตอบรับและมอบตราตั้งให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
และราชโองการของจักรพรรดิระบุพระนามพระองค์ว่า เจิ้งหัว
เป็นราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีชื่อจีนว่า เจิ้งเจา

รัชกาลต่อๆมาคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3
และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
จึงทรงใช้คำว่า เจิ้ง ในพระนามเพื่อติดต่อกับจีน ............ ( ท่านปู่ คิดอย่างไร ? )

...... แซ่เจิ้ง !!!!!!!!!!!! .............

ขอเสริมช่วงกลางนิดหน่อยนะครับ
.....................
การติดต่อระหว่างไทย-จีน ชะงักงันลงไปช่างไทยทำสงครามกับพม่าในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
จนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกใน พ.ศ.2112
แต่เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราชได้สำเร็จในพ.ศ.2127 และเสด็จขึ้นเสวยราชย์
ในพ.ศ.2133 พระองค์ได้ทรงสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาณาจักรด้วยการแผ่
พระราชอำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง
ขณะเดียวกันก็ทรงสร้างความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรต่างๆโดยเฉพาะจีน ......
............................. ฯ

สองอาทิตย์ก่อนผมมีเวลาว่าง จึงเช่าหนัง ตำนานพระนเรศวรมหาราช มาดูทั้งสองภาคเลยครับ
ผมเกิดคำถามในใจว่า ทำไม บาเยงนอง ในหนัง ( บุเรงนอง) ถึงเรียกสยามว่า โยเดีย เอามาจากไหน?
มีที่มาที่ไปอย่างไรครับ ?
เคยได้ยินแต่เรื่องจีน
จำได้แต่ในหนังสือท่าน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ฯ คุ้นๆว่า ฝรั่งบอก ไทยคือยิวตะวันออก
ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ผมก็ยังไม่ทราบครับ
ขอความรู้ท่านปู่ด้วยครับ

...........................

เอาเป็นว่า คลิกไปอ่านเอาคนเดียวก่อแล้วกัน
ที่  http://www.212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=947

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap