Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ปัญหาการทำเมาลิด
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปัญหาการทำเมาลิด  (อ่าน 1822 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 44.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2013, 05:25:06 am »
แบ่งปัน

   ปัญหาการทำเมาลิด
โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย
 
                        حُسْنُ الْمَقْصِدِ فِىْ عَمَلِ الْمَوْلِـدِ
นี่คือ  ชื่อหนังสือที่ท่านอัส-สะยูฏีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ.  911)   นักวิชาการผู้ได้ชื่อว่าเป็น  “มุจญตะฮิด”  ท่านสุดท้ายได้เขียนขึ้น   เพื่อสนับสนุนแนวคิดการทำเมาลิดหรือพิธีกรรมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ว่าเป็นเรื่องดีงามควรปฏิบัติหรืออีกนัยหนึ่ง  เป็น  “บิดอะฮ์ หะสะนะฮ์”...
หนังสือนี้  ถูกบรรจุอยู่ในเล่มที่  1  หน้า  292-305  ของหนังสือชุดรวมเล่มการตอบปัญหาของท่านอัส-สะยูฏีย์ที่มีชื่อว่า  “อัล-หาวีย์ ลิ้ล ฟะตาวีย์”...
เช่นเดียวกันกับท่านเช็คมุหัมมัด บิน อะละวีย์ อัล-มักกีย์ นักวิชาการชาวอฺรับยุคหลังท่านหนึ่งที่ได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง มีความหนาประมาณ  40  หน้า,   ในหนังสือเล่มนี้ ท่านเช็คมุหัมมัด บิน อะละวีย์ ได้อ้าง  “เหตุผล”  รวม  21  ประการเพื่อยืนยันว่า  การจัดงานฉลองวันเกิดของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม  เป็นสิ่งที่ชอบและควรปฏิบัติ ...

เช่นเดียวกับท่านหัจญีซิรอญุดดีน อับบาส แห่งอินโดนีเซีย  ที่ได้เขียนหนังสือรวมเล่มชื่อ  “มัสอะละฮ์ อูกามา”  ซึ่งในหนังสือดังกล่าว ท่านหัจญีซิรอญุดดีน ก็ได้อ้าง  “เหตุผล”  มากมายหลายประการมาสนับสนุนการทำเมาลิด  ซึ่งเราจะหาอ่านได้จากฉบับคำแปลที่ชื่อว่า  “ข้อโต้แย้งปัญหาศาสนา”   ของท่านอาจารย์อับดุลการีม  วันแอเลาะ ..  เล่มที่  1  หน้า  98-125 ...
                                             .....ฯลฯ.....

แต่,  จากหนังสือที่ได้เอ่ยชื่อมาเหล่านี้   ที่ผมเห็นว่า  “เข้าท่า”  ที่สุด  และเป็น  “วิชาการ”  ที่สุดก็คือ  หนังสือ  “حسن المقصد فى عمل المولد”  ของท่านอัส-สะยูฏีย์ที่ผมระบุชื่อมาข้างต้น ...

ส่วนหนังสืออีก  2  เล่มที่เหลือ  หรือหนังสืออื่นๆที่เขียนขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการทำเมาลิด  ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องของการอ้าง  “เหตุผล” (มิใช่หลักฐาน) มาสนับสนุนเรื่องนี้ ..  ซึ่งแน่ละ,  จะไปค้นหา  “หลักฐาน”  เรื่องการทำเมาลิดที่ไหนมาอ้างอิงได้ ?, ..  ในเมื่อพิธีกรรมเมาลิดนี้   ถูกก่อกำเนิดขึ้นมาในประเทศอียิปต์ประมาณปี ฮ.ศ.  362   .. (คือหลังจากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ตายไปแล้วตั้ง  352  ปี) ..  โดยสุลฏอนอัล-มุอิซ ลิดีนิลลาฮ์  แห่งวงศ์ฟาฏิมียะฮ์ ซึ่งเป็น  “กษัตริย์ชีอะฮ์”  ที่ปกครองประเทศอียิปต์ในยุคนั้นเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมา  ด้วยเหตุผลที่นักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า  เพื่อ  “หวังผลแห่งการปกครอง”..   อันเป็นเรื่องของการเมือง ...

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะศึกษาหาความเข้าใจ --- ด้วยใจเป็นธรรม --- เกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมเมาลิดว่า เป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติหรือไม่อย่างไร ? นั้น ..   ก่อนอื่น ก็ให้ท่านลองถามตัวเองดูก่อนว่า   เรื่องการจัดงานเมาลิดเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ที่นิยมจัดกันเป็นพิเศษในประเทศไทยนั้น  เป็นปัญหาขัดแย้ง ใช่หรือไม่ ? ...

ถ้าท่านตอบว่าใช่,   ผมก็มองไม่เห็นประโยชน์ใดๆเลยที่ท่านจะไปยึดติดกับ  “เหตุผล”  อันมากมายที่ผู้เขียนหนังสือส่งเสริมให้ทำเมาลิดบางคน (หรือแทบจะทุกคน) อ้างขึ้นมา เพื่อสนับสนุนเรื่องการทำเมาลิด ..   ตราบใดก็ตามที่ท่านผู้เขียนหนังสือเหล่านั้น ยังไม่สามารถหาสิ่งที่เรียกกันว่า  “หลักฐาน”มายืนยันแนวคิดของตนได้ ...  

ทั้งนี้  ก็เพราะในมุมตรงข้ามกับผู้ส่งเสริมการทำเมาลิด  เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีนักวิชาการ --- ทั้งในอดีตและปัจจุบัน --- จำนวนมากที่คัดค้านเรื่องการทำเมาลิด !   และพวกเขาก็มี  “เหตุผล”  ของพวกเขา   มาหักล้างเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนได้เช่นเดียวกัน ...
 
การ  “หักล้าง”  กันด้วยเหตุและผล  มิใช่เป็น  “ทางออกที่ถูกต้อง”  ของการแก้ไขปัญหาขัดแย้งตามหลักการและบทบัญญัติศาสนา ..ไม่ว่าในเรื่องการทำเมาลิดหรือเรื่องอะไรก็ตาม ...   
ถ้าอย่างนั้น  อะไรเล่าคือ  “ทางออกที่ถูกต้องในเรื่องนี้ ? ...

แน่นอน,  คำตอบก็คือ การกลับไปหากิตาบุลลอฮ์ และซุนนะฮ์ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ---  ดังคำบัญชาของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.  ---  คือสิ่งเดียวที่จะแก้ปัญหาขัดแย้งของศาสนาได้ สำหรับผู้ที่  “มีอีหม่านต่ออัลลออ์ และวันอาคิเราะฮ์”..  ดังคำกล่าวของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. อีกเช่นกัน ...
ประวัติศาสตร์อิสลามเคยบันทึกไว้ (แม้จะด้วยสายรายงานที่ค่อนข้างอ่อน) ว่า   เมื่อตอนที่ท่านศาสดาสิ้นชีพนั้น  บรรดาเศาะหาบะฮ์ต่างก็ขัดแย้งกันในเรื่องสถานที่ฝังศพของท่าน,   บางคนบอกว่า ให้นำท่านไปฝังที่นครมักกะฮ์,   บางคนบอกว่า ให้ฝังท่านที่กุบูรฺบะเกี๊ยะอฺในนครมะดีนะฮ์ร่วมกับบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่าน,   บางคนบอกว่า ให้นำท่านไปฝังที่บัยตุ้ลมักดิซที่นครเยรูซาเล็ม -- (จากหนังสือ  “ตั๊วะห์ฟะตุ้ล อะห์วะซีย์”  เล่มที่  4  หน้า  98) -- โดยแต่ละฝ่ายต่างก็อ้าง  เหตุผล  ที่น่าเชื่อถือ  มาสนับสนุนทัศนะของตนด้วยกันทั้งสิ้น...   

แน่ละ หากจะตัดสินข้อขัดแย้งในครั้งนั้นตาม  “เหตุผล”  ของแต่ละฝ่าย  ก็ยากที่จะหาข้อยุติให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ ...
จนกระทั่งเมื่อท่านอบูบักรฺ  ร.ฎ.  ได้อ้าง  “ซุนนะฮ์”  ในเรื่องนี้ ..  อันได้แก่คำสั่งของท่านศาสดาเองที่ว่า ...  مَاقُبِضَ نَبِىٌّ إِلاَّ دُفِنَ حَيْثُ يُقْبَضُ  ... “ผู้เป็นนบีย์นั้น ตายที่ไหนให้ฝังที่นั่น”..   (ดังการบันทึกของท่านอัต-ติรฺมีซีย์ จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. หะดีษที่  1018,    และท่านอิบนุมาญะฮ์ จากท่านอิบนุ อับบาส ร.ฎ.  หะดีษที่  1628  ซึ่งสำนวนข้างต้นเป็นสำนวนจากการบันทึกของท่านอิบนุ มาญะฮ์)  ข้อขัดแย้งต่างๆในเรื่องนี้จึงยุติลงด้วยดี  เพราะซุนนะฮ์ของท่านนบีย์  ที่พวกเขา –บรรดาเศาะหาบะฮ์ –ต่างก็เคารพเทิดทูนและพร้อมที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดเวลา ...

แล้วพวกเราล่ะ !  พร้อมที่จะปฏิบัติตามและยอมรับซุนนะฮ์เป็นตัวตัดสินปัญหาขัดแย้ง ..  เหมือนบรรดาเศาะหาบะฮ์เหล่านั้นแล้วหรือยัง ? ...
ถ้าเราจะพิจารณาพฤติการณ์ของมุสลิมเราในส่วนที่เกี่ยวข้องกับท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ---  ในแง่ของการให้ความสำคัญ,  ให้ความรัก,  ให้เกียรติต่อท่าน --- ในทางปฏิบัติเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้   ก็จะแบ่งออกเป็น  2  ลักษณะคือ ... 

(1).  การให้ให้ความสำคัญ,  ความรัก,  และให้เกียรติใน  “ตัว”  ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม,   และ “วิธีการ”  แสดงความรักและการให้เกียรติใน ตัวท่าน ...
(2).  การให้ความสำคัญกับ  “วันเกิด”..    และ   “วิธีการ” แสดงการให้เกียรติวันเกิดของท่าน ...
ทั้ง  2  ประการนี้  ตามหลักการแล้วไม่เหมือนกัน,   แต่คนส่วนใหญ่กลับมองเป็น คนละเรื่องเดียวกัน...

สำหรับข้อแรก  คือความรักใน  “ตัว”   ท่านนบีย์นั้น ข้อนี้ไม่มีความขัดแย้งใดๆไม่ว่าจากมุสลิมกลุ่มซุนหนี่,  ชีอะฮ์,  หรือกลุ่มไหนว่า   เป็นเป็นบทบัญญัติที่จำเป็นสำหรับมุสลิมผู้มีอีหม่านทุกคน จะต้องรักและให้เกียรติในตัวท่าน,  ใช่เพียงแต่แค่นั้น  แต่จะต้องรักท่านให้มากกว่ารักตัวเอง,  มากกว่ารักพ่อแม่หรือลูกๆของตัวเอง,  และมากกว่ารักมนุษย์ทุกคนในโลกด้วยซ้ำไป ...
ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กล่าวว่า ...
 
                 لاَيُؤْمِنُ أَحَدُكُمْ حَتَّى أَكُوْنَ أَحَبَّ إِلَيْهِ مِنْ وَالِدِهِ وَوَلَدِهِ وَالنَّاسِ أَجْمَعِيْنَ
 
“คนใดจากพวกท่านจะยังไม่ศรัทธา  จนกว่าฉัน (หมายถึงท่านนบีย์) จะเป็นที่รักของเขายิ่งกว่าพ่อแม่ของเขา,  ลูกๆของเขา,  และยิ่งกว่ามนุษย์ทั้งมวล” ..
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์  หะดีษที่  15,   และท่านมุสลิม  หะดีษที่  70/44)
ประเด็นต่อมาก็คือ  เมื่อเรารักท่านนบีย์แล้ว   “วิธีการ”  ที่จะแสดงออกถึงความรักและให้เกียรติในตัวท่านตามบทบัญญัติล่ะ   เราจะต้องปฏิบัติอย่างไร ? ...
เรื่องนี้  พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.  ได้ทรงกำชับไว้ในอัล-กุรฺอ่านหลายต่อหลายโองการ  อาทิเช่น ...
                                      مَنْ يُّطِعِ الرَّسُوْلَ  فَقَدْ أَطَاعَ اللَّـهَ
    
“ผู้ใดที่เคารพเชื่อฟังรอซู้ล   แน่นอน เขาเคารพเชื่อฟังอัลลอฮ์ด้วย”
(จากซูเราะฮ์  อัน-นิซาอ์   อายะฮ์ที่  80)
หรือจากโองการที่ว่า ...
 
                             وَمآ أَتَاكُمُ الرَّسُوْلُ فَخُذُوْهُ  وَمَا نَهَاكُمْ عَنْهُ فَانْتَهُوْا
 
“และสิ่งใดที่รอซู้ลนำมาให้พวกสูเจ้า  ก็จงรับไปปฏิบัติ,   และสิ่งใดที่รอซู้ลห้ามพวกสูเจ้า  ก็จงยุติ”..
                        (จากซูเราะฮ์  อัล-หัชร์   โองการที่  7)
หรือจากโองการที่ว่า ...
 
            قُلْ إِنْ كُنْتُمْ تُحِبُّوْنَ اللَّـهَ  فَاتَّبِعُوْنِىْ  يُحْبِبْكُمُ اللَّـهُ وَيَغْفِرْلَكُمْ ذُنُوْبَكُمْ 
 
“จงบอกเถิด (โอ้ มุหัมมัด) ว่า  หากพวกสูเจ้ารักอัลลอฮ์  ก็จงปฏิบัติตามฉัน  แล้วอัลลอฮ์ก็จะรักพวกสูเจ้า  และพระองค์จะอภัยโทษแก่พวกสูเจ้า”..
(จากซูเราะฮ์ อาลิ อิมรอน   โองการที่  30)
หรือจากโองการที่ว่า ...
 
              فَلْيَحْذَرِالَّذِيْنَ يُخَالِفُوْنَ عَنْ أَمْرِهِ أَنْ تُصِيْبَهُمْ فِتْنَةٌ أَوْ يُصِيْبَهُمْ عَذَابٌ أَلِيْمٌ
 
“ดังนั้น  บรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเขา (มุหัมมัด)   พึงระวังเคราะห์ร้ายจะบังเกิดกับพวกเขา,  หรือการลงโทษทัณฑ์อันเจ็บปวดจะประสบต่อพวกเขา”...
                        (จากซูเราะฮ์ อัน-นูรฺ   โองการที่  63)
หรือจากโองการที่ว่า ...
 
   فَإِنْ تَنَازَعْتُمْ فِىْ شَيْءٍ فَرُدُّوْهُ إِلَى اللَّـهِ وَالرَّسُوْلِ إِنْ كُنْتُمْ تُؤْمِنُوْنَ بِاللَّـهِ وَالْيَوْمِ اْلآخِرِ ذَلِكَ خَيْرٌ وَأَحْسَنُ تَأْوِيْلاً
 
“แล้วเมื่อพวกสูเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด  ดังนั้น จงนำมันกลับไปหาอัลลอฮ์ (คือคัมภีร์อัล-กุรฺอ่าน) และรอซู้ล (คือ ตัวท่านศาสดาเองหรือซุนนะฮ์ของท่าน)  หากพวกสูเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์จริง,   นั่นคือ สิ่งที่ดีที่สุด และเป็นการกลับ (คือทางออก)ที่ดีที่สุดด้วย” ...
            (จากซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์   โองการที่  59) ...  
หรือจากหะดีษของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมเองที่กล่าวว่า ..
 
         مَنْ يَعِشْ مِنْكُمْ فَسَيَرَى اخْتِلاَفاً كَثِيْرًا  فعَلَيْكُمْ بِسُنَّتِىْ وَسُنَّةِ الْخُلَفَاءِ الرَّاشِدِيْنَ الْمَهْدِيِّيْنَ مِنْ بَعْدِىْ عَضُّوْا عَلَيْهَا بِالنَّوَاجِذِ  ....
 
“พวกท่านคนใดที่ยังมีชีวิตอยู่   ต่อไปเขาก็จะได้เห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างมากมาย   ดังนั้น หน้าที่ของพวกท่านก็คือ การปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของฉัน, และซุนนะฮ์ของคอลีฟะฮ์ผู้ปราดเปรื่องและทรงคุณธรรมหลังจากฉัน,   จงกัดมัน (ซุนนะฮ์ของฉันและซุนนะฮ์ของคอลีฟะฮ์ของฉัน) ให้แน่นด้วยฟันกราม ..... ”
มีไหม .. หลักฐานที่ว่า ให้เราปฏิบัติตามทัศนะของใครก็ได้เมื่อเกิดขัดแย้ง ? ..       หลักฐานต่างๆเหล่านี้  ไม่ใช่หลักฐานเรื่องความรักและให้เกียรติ  “วันเกิด”  ท่านศาสดา   แต่เป็นหลักฐานเรื่องความรักและการให้เกียรติ  “ตัว”  ท่านศาสดาเองโดยปราศจากข้อขัดแย้งจากนักวิชาการท่านใดทั้งสิ้น ...

สำหรับ  “วิธีการ”  แสดงความรักและให้เกียรติ  “ตัว”  ท่านศาสดาดังหลักฐานข้างต้นนั้น  ตัวอย่างที่ดีที่สุดของสิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมด  ก็คือพฤติการณ์ของบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่านศาสดาเองในอดีต ...

  การแสดงออกถึงความรักที่มีต่อ  “ตัว”  ท่านศาสดาตามแบบฉบับของบรรดาเศาะหาบะฮ์ก็คือ  การปฏิบัติตามท่าน,  เชื่อฟังท่าน,  กระทำตามคำสั่งของท่าน, ละเว้นข้อห้ามของท่าน,  ฟื้นฟูซุนนะฮ์ของท่านทั้งที่ลับและที่แจ้ง,  เผยแผ่สารของท่าน,  เสียสละเพื่อท่านและเพื่อสิ่งเหล่านี้ทั้งกาย  วาจา  และใจ,  และหันกลับไปหา  “ซุนนะฮ์”  ของท่านเมื่อยามเกิดความขัดแย้งในระหว่างพวกเขา และต้องการจะยุติมัน... ซึ่งการกระทำสิ่งต่างๆดังกล่าวข้างต้นนี้ได้   พวกท่านจะปฏิบัติมัน เท่าที่พวกท่านสามารถและโอกาสอำนวยให้  โดยไม่ได้จำกัดเวลา,  ไม่จำกัดสถานที่,  และไม่ได้กำหนดรูปแบบใดๆขึ้นมาเองโดยพลการ ...

ส่วนวิธีการแสดงความรักหรือให้เกียรติท่านด้วยรูปแบบ  “ประจบสอพลอ”  ดังที่นิยมปฏิบัติกันในปัจจุบัน ..  อย่างเช่น   การยืนขึ้นเพื่อเป็นการให้เกียรติเมื่อเห็นท่าน ... ปรากฏว่า ในกรณีนี้  เป็นสิ่งที่ท่านศาสดารังเกียจจนบรรดาเศาะหาบะฮ์  “แหยง”  และไม่กล้าปฏิบัติต่อท่าน  ดังรายละเอียดที่ผมจะเขียนชี้แจงในตอนหลัง  อินชาอัลลอฮ์
ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะมีความรักในตัวท่านศาสดามากมายสักเพียงใดก็ตาม    แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่า  จะมีเศาะหาบะฮ์ท่านใดแสดงออกถึงความรักและให้เกียรติท่าน ด้วยการจัดงานเฉลิมฉลองวันเกิดให้แก่ท่านเสียใหญ่โตอย่างที่เรียกกันว่า  การทำเมาลิด  เหมือนพวกเราบางคนในปัจจุบัน ...

ส่วนการให้ความสำคัญต่อ  “วันเกิด”  ของท่านศาสดา  ด้วยการจัดงานเมาลิดหรือพิธีกรรมเฉลิมฉลองวันเกิดของท่าน,  เมื่อพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า  ทั้ง   “เป้าหมาย”  และ “วิธีการ”  ของมัน   แตกต่างกับ  “เป้าหมาย”  และ “วิธีการ”  แสดงความรักใน “ตัว”  ท่านดังที่กล่าวมาแล้ว ...  

ทั้งนี้  เพราะการจัดงานเมาลิด ถือเป็นพิธีกรรม  “ใหม่”  ที่ถูกริเริ่มขึ้นมาหลังจากปี ฮ.ศ.  362,    โดยมี  เป้าหมาย  เพื่อให้ความสำคัญและให้เกียรติกับกับ  วันเกิด  ของท่านนบีย์, ..   แถมยังมี  วิธีการ  และรูปแบบ  การให้เกียรติเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะตัว   ซึ่งเท่าที่เห็นทำกันมาก็คือหากมีการจัดกันที่บ้าน   ก็จะมีการร่วมกันอ่านหนังสือ “บัรฺซันญีย์”  หรือ  “บุรฺดะฮ์”.. อันเป็นบทร้อยกรองบรรยายถึงชีวประวัติของท่าน ..  และเมื่อถึงตอนที่กล่าวถึงการกำเนิดของท่านนบีย์  ทุกคนก็จะลุกขึ้นยืนพร้อมๆกัน  นัยว่าเพื่อให้เกียรติท่าน (แถมบางคนยังเชื่อว่า ท่านนบีย์จะมาร่วมปรากฏตัวและสัมผัสมือกับพวกเขาในขณะนั้นด้วย  หลายคนจึงยืนในลักษณะแบมือออกเพื่อรับการ  “สัมผัสมือ”  กับท่านนบีย์)  ... และหลังจากการอ่านดุอาที่ถูกรัอยกรองขึ้นอย่างไพเราะเพราะพริ้งและยืดยาวจบลง    ก็จะมีการร่วมรับประทานอาหารกันเป็นการส่งท้าย, ...  แถมในบางท้องที่เมื่อเสร็จพิธีเมาลิดแล้ว ยังมีการแจก  “จาด”  คือของชำร่วยอันเป็นขนมต่างๆที่ถูกใส่ในหม้อหรือถังน้ำใบเล็กๆหุ้มด้วยกระดาษแก้วสวยงาม  ให้ผู้มาร่วมงานเมาลิดได้ถือติดไม้ติดมือกลับไปฝากลูกหลานที่บ้านอีกต่างหาก ..

ต่อมา  การทำเมาลิดด้วยวิธีการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ก็ได้ขยายตัวออกไปในบางท้องที่ด้วยการจัดให้มีพิธีกรรมเมาลิดและอ่านหนังสือบัรฺซันญีย์ใน  “ทุกๆงานเลี้ยง”ที่จัดขึ้น ..  ไม่ใช่เฉพาะในวันเกิดท่านนบีย์เพียงอย่างเดียว   แต่ยังแพร่ระบาดและครอบคลุมไปถึงงานแต่งงาน,  การทำอะกีเกาะฮ์,  การขึ้นบ้านใหม่  และไม่เว้นแม้แต่ในการทำบุญ (??) บ้านคนตาย   โดยที่นอกจากจะไม่มีเสียงคัดค้านใดๆแล้ว  ยังได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น  “ท่านผู้รู้”  ในท้องที่เป็นอย่างดีอีกด้วย ...
ที่กล่าวมานี้  คือรูปแบบการทำเมาลิด ที่จัดขึ้นในประเทศไทย, --- โดยเฉพาะในภาคใต้ ---   เข้าใจว่า ในต่างประเทศ  แม้แต่ประเทศอียิปต์อันเป็นต้นกำเนิดของงานเมาลิดเอง  ก็คงจะไม่มีการอ่านหนังสือบัรฺซันญีย์,  หรือการแจกจาด,  หรือการเดิน  “กิน”งานเมาลิดวันละ  4-5  บ้านหรือมากกว่านั้น ..  อย่างในประเทศไทยแน่ๆ ...  
การให้เกียรติและให้ความสำคัญกับ  “วันเกิด”  ของท่านนบีย์ด้วยวิธีการ ดังกล่าว  ถือเป็นรูปแบบที่มุสลิมยุคแรกอันถือว่าเป็นยุคที่เลอเลิศที่สุด  คือ ยุคของท่านศาสดาเอง,  ยุคของเศาะหาบะฮ์,  ยุคของตาบิอีน,  ยุคของตาบิอิตตาบิอีน หรือยุคหลังจากนั้นมาอีกร่วมร้อยกว่าปี ไม่เคยมีใครรู้จัก  “วิธีการ”แสดงความรักต่อตัวท่านนบีย์หรือต่อวันเกิดของท่านนบีย์ ในรูปแบบนี้มาก่อนเลย ..  ด้วยมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ ...

ด้วยเหตุนี้  จึงมิใช่เรื่องแปลกที่มีนักวิชาการจำนวนมากคัดค้านพิธีกรรมเมาลิดและมองว่า  การทำเมาลิด ถือว่าเป็น  “อุตริกรรม”  หรือเป็น  “บิดอะฮ์ที่ต้องห้าม”..   
การคัดค้านดังกล่าว  มิใช่เพิ่งจะมีขึ้นในยุคหลังๆนี้เท่านั้น  แต่ปรากฏว่ามีขึ้นตั้งแต่มีการริเริ่มพิธีกรรมเมาลิดในประเทศอียิปต์ยุคแรกด้วยซ้ำไป ...  ดังที่ผู้เขียนประวัติงานเมาลิดแทบทุกท่าน   ต่างก็ได้บันทึกเอาไว้ว่า  พิธีกรรมเมาลิดในประเทศอียิปต์อันเป็นแหล่งกำเนิด  ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง  กว่าผู้ที่นิยมในพิธีกรรมดังกล่าวนี้ จะพยายามอนุรักษ์มันไว้อย่างสุดความสามารถ  แล้วสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันในที่สุด ...

หากจะมีการอ้างว่า ...  งานเมาลิดที่จัดขึ้นมิใช่มีเป้าหมายเพื่อให้เกียรติวันเกิดของท่านศาสดาเป็นการเฉพาะหรอก    แต่เป้าหมายจริงๆก็เพื่อเป็นการแสดงความรักและให้เกียรติตัวท่านศาสดานั่นแหละ ..    เพียงแต่มา  “กำหนด”  จัดงานแสดงความรักขึ้นในวันที่ตรงกับวันเกิดของท่านเท่านั้น  เพราะถือว่า วันเกิดของท่านเป็นวันที่มุสลิมทุกคนควรจะปลาบปลื้มยินดีในความโปรดปรานที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงให้ท่านศาสดาถือกำเนิดมาในวันนั้น ..   และสิ่งที่มีการปฏิบัติกันในงานเมาลิด ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริมทั้งสิ้น  อาทิเช่น การเลี้ยงอาหาร,  การอ่านหนังสือชีวประวัติของท่าน,  การอ่านอัล-กุรฺอ่าน,  การซิกรุ้ลลอฮ์  เป็นต้น ...
ก็ขอเรียนว่า   ข้ออ้างดังกล่าวนี้แหละ จะยิ่ง  “ตอกย้ำ”  ความเป็น  “บิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ”  อันเป็นเรื่องต้องห้ามของงานเมาลิดให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ...
 
จริงอยู่,  ความรักและการให้เกียรติท่านนบีย์ เป็นสิ่งที่ดี   และสิ่งที่มีการปฏิบัติกันในงานเมาลิดดังที่กล่าวมานั้นโดยหลักการทั่วไป ก็เป็นสิ่งที่ดีและเป็นเรื่องที่ศาสนาส่งเสริม    แต่เราต้องไม่ลืมว่า  สิ่ง “ดี”ใดๆที่จะถือว่าป็นสิ่งที่ดี  ก็ต่อเมื่อเราปฏิบัติให้ถูกต้องตามกาลเทศะของมันด้วย ...
หากปฏิบัติให้ผิดกาลเทศะเมื่อไร   สิ่ง  “ดีๆ”  ก็อาจจะกลายเป็น  “สิ่งไม่ดี”  ได้เช่นเดียวกัน ...

และดังได้กล่าวมาแล้วในหน้าที่  6  ว่า  การแสดงออกถึงความรักและการให้เกียรติท่านศาสดาตามแบบฉบับที่ถูกต้องของบรรดาเศาะหาบะฮ์นั้น  หลักใหญ่ของมันก็คือ การ  “ปฏิบัติตามและฟื้นฟูซุนนะฮ์ของท่าน”  อย่างเคร่งครัดเท่าที่สามารถและโอกาสอำนวยให้  โดยพวกท่านจะไม่เคยไปกำหนดเวลา,   กำหนดสถานที่,  หรือกำหนดรูปแบบใดๆเพื่อแสดงความรักท่านศาสดาขึ้นมาเองโดยพลการอย่างพวกเราเลย ...
ท่านเช็คอะลีย์ มะห์ฟูศ  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  “อัล-อิบดาอฺ ฟี มะฎอรฺ อัล-อิบติดาอฺ”  ของท่าน   หน้าที่  281  ว่า ...
 
     فَإِنَّ السَّلَفَ الصَّالِحَ  لَمْ يَكُنْ لَهُمْ عَادَةً بِتَخْصِيْصِ يَوْمٍ أَوْ لَيْلَةٍ بِالْعِبَادَاتِ  إِلاَّ إِذَا ثَبَتَ ذَلِكَ عَنِ النَّبِىِّ عَلَيْهِ الصَّلاَةُ وَالسَّلاَمَ وَصَحَابَتِهِ الْكِرَامِ  فَجَاءَ بَعْدَهُمْ هَؤُلاَءِ وَعَكَسُواالْحَالَ ....
 
            “บรรดาบรรพชนผู้ทรงคุณธรรมยุคแรกๆนั้น  ปกติแล้วพวกเขาจะไม่เคยไป  “กำหนด”  วันไหนหรือคืนไหนเพื่อทำอิบาดะฮ์ใดๆเป็นพิเศษเลย   นอกจากจะมีหลักฐาน  “กำหนด”  ชัดเจนมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมหรือจากเศาะหาบะฮ์ผู้ทรงเกียรติของท่านเท่านั้น ..   แล้วต่อมา ชนยุคหลังจากพวกท่านก็ได้มาเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ดังกล่าว (โดยการกำหนดวันเวลา,  สถานที่  หรือรูปแบบในการทำอิบาดะฮ์หรือทำความดีใดๆกันเองโดยพลการ) ...
            สรุปแล้ว   การทำ  “สิ่งดี”  ตามหลักการศาสนา   จึงตั้งอยู่บนพื้นฐาน  2  ประการคือ...

            1.  ทำสิ่งดีนั้นให้ถูกกาลเทศะของมัน ...
            2.  อย่าไปกำหนดเวลา,  สถานที่,  หรือรูปแบบการทำความดีใดๆเอาเองโดยพลการ  หากศาสนามิได้กำหนดสิ่งดังกล่าวเอาไว้ในการทำความดีนั้นๆ ...

            หากขาดพื้นฐานประการใดประการหนึ่งจาก  2  ประการนี้   การกระทำสิ่งดีนั้นก็อาจจะส่ง  “ผลลัพธ์”  ในด้านตรงข้ามไปก็ได้ ....
                ความจริง  “ตัวอย่างเปรียบเทียบ”  เกี่ยวกับเรื่องนี้  ก็เคยมีให้เห็นมากมาย ...  แม้กระทั่งหลักฐานที่มาจากตัวท่านศาสดาเอง ...
ตัวอย่างเช่น ...

1.  วันศุกร์ คือวันที่ประเสริฐที่สุดในรอบสัปดาห์,   การถือศีลอด ก็เป็นอิบาดะฮ์ที่สำคัญและเป็นหนึ่งจากรุก่นอิสลามทั้งห้า ...
แต่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม   กลับ  “ห้าม”  จากการ “กำหนด”  เอาวันศุกร์ โดยเฉพาะ เป็นวันถือศีลอด ? ...
การทำสิ่งดี ..  ในเวลาที่ดี ..  ทำไมจึงเป็นเรื่องต้องห้ามด้วย ? ...  
 
2.  การอ่านอัล-กุรฺอ่าน เป็นงานที่ดีที่สุด,   การรุกั๊วะอฺและการสุญูดในการนมาซ ก็เป็นอิริยาบถที่ดีที่สุดในขณะนมาซ ...
แต่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม  กลับ  “ห้าม”  จากการอ่านอัล-กุรฺอ่าน  ไม่ว่าซูเราะฮ์ใด .. ในขณะรุกั๊วะอฺและขณะสุญูด ? ...
การทำสิ่งดี ..  ในเวลาที่ดี .. ในอิริยาบถที่ดี  ทำไมจึงเป็นเรื่องต้องห้ามด้วย ? ...
 
3.  มัสญิดทุกๆมัสญิดในโลกนี้ เป็นสถานที่ดีเลิศที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.  และการทำอิบาดะฮ์ก็เป็นเรื่องดีที่ไม่มีข้อขัดแย้ง ...
แต่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม   กลับ  “ห้าม”  เดินทางโดยมี  “เป้าหมาย”  เพื่อไปทำอิบาดะฮ์ในมัสญิดใดๆเป็นการเฉพาะ ..    ยกเว้น  3  มัสญิด  คือมัสญิดหะรอมที่มักกะฮ์,  มัสญิดนะบะวีย์ที่มะดีนะฮ์,  และมัสญิดอัล-อักซอที่เยรูซาเล็ม ? ...
การทำสิ่งดี  คือไปนมาซในมัสญิด   ทำไมจึงเป็นเรื่องต้องห้ามด้วย ? ...
 
4.  การกล่าวสล่ามให้แก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เป็นบทบัญญัติที่มุสลิมทุกคนพึงปฏิบัติเสมอเท่าที่โอกาสจะอำนวยให้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ..
แล้วเหตุใด  ท่านอิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ.  จึงกล่าวห้ามปรามชายผู้หนึ่งที่กล่าวสล่ามให้แก่ท่านนบีย์   เพียงเพราะเขาไป  “กำหนด”  การให้สล่ามดังกล่าวร่วมกับการกล่าวสรรเสริญพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. หลังจากการจาม
...
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 44.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2013, 05:27:54 am »
แบ่งปัน

ชายผู้นั้น  มิได้ละทิ้งการกล่าว   اَلْحَمْدُ لِلَّـهِ  หลังจากการจามแต่อย่างใด  เขาเพียงแต่เพิ่ม  “สิ่งดี”  คือ การกล่าวสล่ามให้แก่ท่านนบีย์เข้าไปด้วยเท่านั้น ...
การกล่าวสล่ามแก่ท่านนบีย์  เป็นสิ่งต้องห้ามด้วยหรือ ? ...
 
5.  การร่วมกันกล่าว  “ซิกรุ้ลลอฮ์”  ในมัสญิดหรือในสถานที่เหมาะสมใดๆ เป็นสิ่งดีที่ท่านศาสดากล่าวสนับสนุน    และท่านกล่าวรับรองว่า  ผู้ที่ร่วมกันซิกรุ้ลลอฮ์ดังกล่าวจะได้รับความเมตตาจากพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.  ...   
  
            แต่ทำไม  ท่านอิบนุ มัสอูด ร.ฎ.  จึงได้กล่าว  “ตำหนิ”  และประณามกลุ่มชนที่ “ร่วมกัน”   กล่าวซิกรุ้ลลอฮ์ในมัสญิดแห่งหนึ่ง ว่าเป็นพวกที่ทำอุตริกรรมของศาสนา  ดังการบันทึกของท่าน อัด-ดาริมีย์ในหนังสือ  “อัส-สุนัน”  ของท่าน  เล่มที่  1  หน้า  79  หรือหะดีษที่  204,...
        กลุ่มชนเหล่านั้น  ทำผิดอะไรหรือในเมื่อสิ่งที่พวกเขากระทำก็เป็นสิ่งดี คือ     การร่วมกันซิกรุลลอฮ์ในมัสญิด .. ตามที่ท่านนบีย์ส่งเสริมให้ทำ,   เพียงแต่พวกเขาได้  “กำหนด”  รูปแบบการซิกรุ้ลลอฮ์ของพวกเขาให้แตกต่างจากผู้อื่นไปบ้างเท่านั้น ? ...

            ตัวอย่างต่างๆที่กล่าวมานี้  แสดงให้เห็นว่า   การทำ  “สิ่งดี”  ที่ศาสนาอนุญาตให้เราทำได้โดยทั่วๆไปนั้น   ถ้าเรามา  “กำหนด”  เวลา,  สถานที่,  หรือรูปแบบการทำสิ่งดีเหล่านั้นเอาเองโดยพลการก็ดี, ..    หรือทำสิ่งดีผิดกาลเทศะก็ดี   ถือว่า เป็นเรื่องต้องห้ามหรืออย่างน้อยก็เป็นเรื่อง  “ไม่สมควร” ในมุมมองของเศาะหาบะฮ์และบรรพชนยุคแรกของอิสลาม ...
           
ดังนั้น  การ  “กำหนด”  เอาวันที่ตรงกับวันเกิดของท่านนบีย์  เพื่อเป็นวันแสดงออกถึงความรักและให้เกียรติท่านเป็นพิเศษเฉพาะวัน,  ทั้งๆที่ศาสนามิได้กำหนดให้มีการแสดงความรักท่านนบีย์เป็นพิเศษ  “เฉพาะ”  ในวันนี้เอาไว้, .. ( และตามปกติ  ในวันที่อื่นจากวันนี้  เราเคยรักและให้เกียรติท่านด้วยการปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของท่านบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ?) ..  จึงน่าจะจัดเป็นเรื่อง  “ต้องห้าม”  หรืออย่างน้อยก็ไม่ถูกต้องตามหลักการ  ในลักษณะเดียวกันกับตัวอย่างข้างต้นเหล่านั้น ...

ก็มาถึงประเด็นที่สอง  คือ  การให้ความสำคัญกับ  “วันเกิด”  ของท่านศาสดา  และ  “วิธีการ”  แสดงออกถึงความรักท่านในวันคล้ายวันเกิดของท่านด้วยการทำพิธีเมาลิดนั้น เป็นบทบัญญัติและมีหลักฐานหรือไม่อย่างไร ? ....
สมมุติว่า  ถ้าการให้ความสำคัญกับวันเกิดของท่านเป็นบทบัญญัติและมีหลักฐาน  ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่า   แล้ว  “วิธีการ”  ให้ความสำคัญกับวันเกิดของท่านนบีย์นั้น  เคยมี  “แบบอย่าง”จากซุนนะฮ์มาหรือไม่ ?...
 
นี่คือ สิ่งที่เราจะต้องพิจารณาและใคร่ครวญด้วยใจเป็นธรรม ...  
 
ถ้าปรากฏว่า  เคยมีหลักฐานและแบบอย่างจากท่านนบีย์มาว่า  ท่านเคยปฏิบัติอย่างไรเป็นพิเศษในการให้ความสำคัญและให้เกียรติกับวันที่ตรงกับวันเกิดของท่าน   ก็แสดงว่า  “ซุนนะฮ์”  ที่เรา -- มุสลิมที่มีอีหม่าน –ทุกคนสมควรจะยึดถือและนำมาปฏิบัติในวันตรงกับวันเกิดของท่านนบีย์ก็คือ  แบบอย่างดังที่ปรากฏเป็น  “ซุนนะฮ์”  จากหลักฐานนั้น ...

นี่คือ  การกลับไปหา  ซุนนะฮ์  เมื่อเกิดความขัดแย้ง..  ตามที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงบัญชาไว้ ...  
สำหรับหนังสือ   “حسن المقصد فى عمل المولد” ของท่านอัส-สะยูฏีย์ ที่ผมกล่าวถึงข้างต้นนั้น  นอกเหนือไปจากการอ้างเหตุผลที่สนับสนุนให้มีการทำเมาลิดเหมือนกับหนังสืออื่นๆในแนวเดียวกันนี้แล้ว  ท่านยังได้รวบรวมทัศนะที่  “อิง”  หลักวิชาการของนักวิชาการบางท่าน   อาทิเช่น ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์,   ท่านอบูอับดุลลาฮ์ อิบนุล หาจญ์,  รวมทั้งทัศนะส่วนตัวของท่านเอง เป็นต้น   มาสนับสนุนเรื่องการทำเมาลิด  ซึ่งจากการสรุปเนื้อหาเชิงวิชาการทั้งหมดจากหนังสือดังกล่าว  ก็พอจะได้ข้อสรุปว่า ....

1.  การทำเมาลิด  เป็นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ (การอุตริที่ดี) ...
2.  การทำเมาลิด  มี  أَصْلٌ   คือ ที่มาอันเป็นพื้นฐานหรือหลักฐานที่อ้างอิงได้ตามหลักการศาสนา ...
ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับ  2  ประเด็นข้างต้น ...
 
(1).  การทำเมาลิด เป็นบิดอะฮ์ หะสะนะฮ์
            ท่านอัส-สะยูฏีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  “อัล-หาวีย์ ลิ้ล ฟะตาวีย”   เล่มที่  1  หน้า  292  ในการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการทำเมาลิดว่า ...
    
 وَالْجَوَابُ عِنْدِىْ  :  أَنَّ أَصْلَ عَمَلِ الْمَوْلِدِ الَّذِىْ هُوَ اجْتِمَاعُ النَّاسِ وَقِرَاءَةُ مَاتَيَسَّرَمِنَ الْقُرْآنِ وَرِوَايَةُ اْلأَخْبَارِالْوَارِدَةِ فِىْ مَبْدَأِ أَمْرِ النَّبِىِّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ  وَمَا وَقَعَ فِىْ مَوْلِدِهِ مِنَ اْلآيَاتِ،  ثُمَّ يُمَدُّ لَهُمْ سِمَاطٌ يَأْكُلُوْنَهُ وَيَنْصَرِفُوْنَ مِنْ غَيْرِ زِيَادَةٍ عَلَى ذَلِكَ هُوَ مِنَ الْبِدَعِ الْحَسَنَةِ الَّتِىْ يُثَابُ عَلَيْهَا صَاحِبُهَا،  لِمَا فِيْهِ مِنْ تَعْظِيْمِ قَدْرِ النَّبِىِّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ،  وَإِظْهَارِ الْفَرَحِ وَاْلإسْتِبْشَارِ بِمَوْلِدِهِ الشَّرِيْفِ ...                                                                                    
 
            “คำตอบตามทัศนะของฉันก็คือ  :  พื้นฐานของงานเมาลิด อันได้แก่การที่ประชาชนมาชุมนุมกัน,  มีการอ่านอัล-กุรฺอ่าน,  มีการอ่านชีวประวัติที่รายงานมาของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในวันถือกำเนิดของท่าน   หลังจากนั้น ก็มีการเลี้ยงอาหารกันแล้วแยกย้ายกันกลับ โดยไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น  ถือว่า เป็นหนึ่งจากบิดอะฮ์ที่ดี ซึ่งผู้กระทำจะได้รับผลบุญ   ทั้งนี้เพราะงานเมาลิดเป็นการยกย่องให้เกียรติต่อสถานภาพของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และเป็นการแสดงออกถึงความปลาบปลื้มยินดีต่อวันเกิดของท่าน”...

            ท่านอบู ชามะฮ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านอิหม่ามนะวะวีย์  (มีชีวิตระหว่างปี ฮ.ศ. 599-665)  ก็ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  اَلْبَاعِثُ عَلَى إِنْكَارِالْبِدَعِ وَالْحَوَادِثِ  ..  หน้า  95 ว่า   การทำเมาลิดเป็นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์   คล้ายๆกับคำพูดของท่านอัส-สะยูฏีย์ข้างต้น   ซึ่งผู้ที่ไม่มีหนังสือของท่านอบู ชามะฮ์  ก็สามารถจะหาดูคำกล่าวของท่านได้จากหนังสือ  “อิอานะฮ์ อัฏ-ฏอลิบีน”  เล่มที่  3  หน้า  364  ในตอนที่กล่าวถึงงานวะลีมะฮ์ ...
 
        ข้อโต้แย้ง
            คำกล่าวของท่านอัส-สะยูฏีย์และท่านอบู ชามะฮ์ที่ว่า  “การทำเมาลิด เป็นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์”...   ถ้าหากหมายถึงความหมายบิดอะฮ์ ตามหลักภาษา  (بِدْعَةٌ لُغَوْيَّةٌ)   ประเด็นนี้ คงไม่มีความขัดแย้งใดๆ    เพราะเป็นความหมายที่ตรงต่อความเป็นจริงตามหลักภาษาที่ว่า  การทำเมาลิดเป็นบิดอะฮ์      เนื่องจากมันเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งจะบังเกิดขึ้นหลังจากปี ฮ.ศ. 362  มาแล้ว, ..   และที่เรียกว่า หะสะนะฮ์ (ดี)  ก็เพราะมันเป็นเรื่องดีในความรู้สึกของผู้กระทำและบุคคลทั่วๆไป (แม้กระทั่งผมเอง)    เนื่องจากเป็นการแสดงออกถึงความรักและให้เกียรติท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม  , .. ซึ่งเมื่อรวมความแล้วจึงเรียกการทำเมาลิด ตามหลักภาษา  ว่า  เป็น  “บิดอะฮ์หะสะนะฮ์” หรือ การริเริ่มกระทำสิ่งใหม่ที่ดี (ตามความรู้สึกของผู้กระทำและประชาชนทั่วๆไป) ...

            แต่ถ้าความหมายของคำว่า  “บิดอะฮ์ หะสะนะฮ์”  ของท่านในที่นี้  หมายถึง  “บิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ”  (بِدْعَةٌ شَرْعِيَّةٌ.. ซึ่งดูแนวโน้มก็น่าจะเป็นอย่างนี้  เพราะท่านกล่าวว่า ผู้ที่กระทำเมาลิดจะได้รับผลบุญตอบแทน) ...  ประเด็นนี้  มิใช่เพียงผมเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย  แต่นักวิชาการจำนวนมาก ก็ไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกัน ...  
 
ทั้งนี้ เพราะความเชื่อที่ว่า   “มี บิดอะฮ์ หะสะนะฮ์ ในบทบัญญัติ”  จะไปค้านและขัดแย้งกับหลายๆอย่างดังต่อไปนี้ ...
1.  ค้านกับความหมายของ  “บิดอะฮ์ ชัรฺอียะฮ์”  หรือบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ ตามคำนิยามของนักวิชาการอุศูลุลฟิกฮ์ (ซึ่งผมยังไม่เคยเจอนักวิชาการท่านใดคัดค้านคำนิยามของบิดอะฮ์ที่จะถึงต่อไปว่า ไม่ถูกต้อง) ...
2.  ค้านกับคำอธิบายความหมายบิดอะฮ์ของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ และท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์   สองนักวิชาการหะดีษและฟิกฮ์ซึ่งได้รับการยอมรับที่สุดแห่งมัษฮับชาฟิอีย์  ...
3.  ค้านกับคำกล่าวของท่านอับดุลลอฮ์ บิน อุมัรฺ ร.ฎ.
4.  ค้านกับหะดีษที่ถูกต้องของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ...

            รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวข้างต้น  มีคำอธิบายดังต่อไปนี้ ...
(1). ความเชื่อที่ว่า  “มีบิดอะฮ์หะสะนะฮ์หรือบิดอะฮ์ดีในบทบัญญัติ”   ค้านกับคำนิยามและความหมายของ  “บิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ หรืออุตริกรรมอันเป็นเรื่องต้องห้าม”   ที่นักวิชาการอุศูลุลฟิกฮ์ ได้กำหนดเอาไว้ว่า  หมายถึง ...
 
         مَاتَرَكَهُ رَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مَعَ قِيَامِ الْمُقْتَضِىْ  وَانْتِفَاءِ الْمَانِعِفَفِعْلُهُ بَعْدَهُ هُوَ الْبِدْعَةُ  وَتَرْكُهُ هٌوَ السُّنَّةُ ...
       
“สิ่งใดก็ตามที่ท่านศาสดาไม่ได้กระทำ  ทั้งๆที่ .. 1.  มีประเด็นส่งเสริมแล้วว่าควรทำ (ตั้งแต่ในสมัยของท่านมาแล้ว),    และ .. 2. ไม่มีอุปสรรคใดๆจะมาขัดขวางท่านจากการกระทำสิ่งนั้น...
ดังนั้น การกระทำสิ่งนั้นในภายหลังถือว่า เป็นบิดอะฮ์,   และการไม่กระทำสิ่งนั้น  ก็คือซุนนะฮ์” ...

คำนิยามดังกล่าวนี้  ไม่ใช่นักวิชาการอุศูลุลฟิกฮ์นั่งเทียนเขียน !  แต่เป็นคำนิยามที่ได้ผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์มาอย่างละเอียดในทุกแง่ทุกมุมจาก   “เหตุการณ์จริง”  ที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และสมัยเศาะหาบะฮ์ของท่าน ... ซึ่งถือว่าเป็นคำนิยามของคำว่า  “บิดอะฮ์ ชัรฺอียะฮ์” หรือบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ ที่ตรงประเด็นที่สุด  และได้รับการยอมรับมากที่สุด ...
ซึ่งเมื่อเราพิจารณาดูที่มาที่ไปของพิธีกรรมเมาลิดแล้ว  ก็จะเห็นได้ว่า จัดอยู่ในความหมายของ  “บิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ”  ตามคำนิยามข้างต้นทุกประการ    คือ เป็นสิ่งที่ท่านศาสดาหรือบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่าน ---  หรือแม้แต่ตาบิอีน หรืออิหม่ามทั้งสี่  หรือประชาชนในยุคที่ท่านศาสดารับรองว่า เป็นยุคที่ดีเลิศที่สุด --- ไม่เคยกระทำ ..   ทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริมเต็มเปี่ยม  คือเป็นการแสดงออกถึงความรักและการให้เกียรติต่อท่านศาสดาซึ่งตรงกับความรู้สึกของมุสลิมที่มีอีหม่านทุกคน ...  และก็ไม่มีอุปสรรคใดๆจะมาขัดขวางพวกท่านเหล่านั้นจากการจัดงานเฉลิมฉลองวันเกิดให้ท่านศาสดาด้วยในยุคนั้น ...

โดยนัยนี้  การไม่อุตริจัดงานเมาลิดขึ้นมา  จึงถือว่า เป็นการปฏิบัติตามซุนนะฮ์,   ส่วนผู้ที่อุตริจัดงานเมาลิด จึงเป็นผู้ทำบิดอะฮ์    เพราะไม่รักษากติกาของรัฐธรรมนูญ  เอ๊ย,  กติกาของความหมายบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ ที่นักวิชาการได้ร่างคำนิยามของมันขึ้นมาเอง ..  (แหม ! พูดเหมือนท่านนายกทักษิณเปี๊ยบเลย) ...
 
เอาเถิด,  ท่านศาสดาไม่ส่งเสริมหรือชี้แนะให้มีการจัดงานเมาลิดเฉลิมฉลองวันเกิดของท่าน  เหตุผลข้อนี้ เราพอจะมองออก,    แต่ หลังจากท่านสิ้นชีพไปแล้วและสมมุติว่า หากว่าการทำเมาลิด คือสิ่งดีที่ถูกท่านศาสดาปล่อยวางไว้เพราะมีอุปสรรค (คือความถ่อมตัวจึงไม่ส่งเสริมให้ใครจัดงานวันเกิดเพื่อท่าน)) ..  เสมือนการที่ท่านต้องปล่อยวางการรวบรวมอัล-กุรฺอ่านเป็นเล่มเพราะมีอุปสรรค  (คือ การประทานวะห์ยุยังไม่สิ้นสุดจนกว่าท่านจะสิ้นชีวิต) ..  และท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. ก็มาจัดการรวบรวมขึ้นหลังจากท่านตายไปแล้ว, ..  หรือการที่ท่านต้องปล่อยวางการนมาซตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ไว้ เพราะมีอุปสรรค (คือกลัวมันจะกลายเป็นฟัรฺฎู) ..   จนท่านอุมัรฺ ร.ฎ. ต้องมารวมประชาชนให้นมาซญะมาอะฮ์ตะรอเวี๊ยะห์หลังจากการสิ้นชีวิตของท่าน  เป็นต้น ..

ในเรื่องของการจัดงานเมาลิดเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดให้ท่านก็เช่นเดียวกัน ..
เมื่อท่านศาสดาตายไปแล้ว  อุปสรรคขัดขวางการจัดงานเมาลิด (คือเกรงว่าความถ่อมตัวจะทำให้ท่านศาสดาขัดขวางมัน) ก็ย่อมหมดสิ้นตามไปด้วย ...
 แล้วทำไม บรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่าน,  บรรดาตาบิอีน,  หรือแม้กระทั่งบรรดาอิหม่ามทั้งสี่ท่านในยุคหลังๆ จึงไม่มีผู้ใดคิด  “ริเริ่ม”  การจัดงานเฉลิมฉลองวันเกิดให้ท่านศาสดา ...   เหมือนดังที่ท่านอบู บัก ร.ฎ. ได้ริเริ่มรวบรวมอัล-กุรฺอ่านให้เป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์ขึ้นมา,  หรือดังที่ท่านอุมัรฺ อิบนุล ค็อฏฏอบ ร.ฎ. ได้รื้อฟื้นให้ประชาชนกลับมาทำนมาซตะรอเวี๊ยะฮ์ร่วมกันอีก หลังจากการสิ้นชีวิตของท่านศาสดา ? ...
นี่คือ  ปริศนาที่เราจะต้องตีให้แตก ....

       
  •        ประชาชนในยุคที่ดีเลิศเหล่านั้น  รักและให้เกียรติท่านศาสดาน้อยกว่าพวกเราอย่างนั้นหรือ ?
  •    
  •        พวกเขาจำวันเกิดท่านศาสดาไม่ได้ หรือไม่อยากจะให้เกียรติต่อวันเกิดของท่านเลยหรือ ?
  •    
  •        พวกเขามีภารกิจมากเกินไปจนไม่มีเวลา  “แม้เพียงแค่วันเดียว”  ที่จะสละมันเพื่อจะให้เกียรติท่านศาสดาในวันนั้นเชียวหรือ ?
  •    
  •        พวกเขาขี้เกียจที่จะจัดงานฉลองวันเกิดให้ท่านหรือ ?
  •    
  •       พวกเขายากจนและไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จัดงานฉลองวันเกิดของท่านอย่างพวกเราหรือ ?
.....ฯลฯ.....
           
แน่นอน,   ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่าน คงจะให้คำตอบได้ตรงกันว่า   ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น  ไม่ใช่เหตุผลที่จะเป็นอุปสรรคต่อการจัดงานเมาลิดของประชาชนในยุคที่ดีเลิศเหล่านั้น (ถ้าพวกท่านเห็นว่ามันเป็นเรื่องดีเหมือนมุมมองของพวกเราในปัจจุบัน) ..
ถ้าอย่างนั้น  อะไรเล่าคือ  “เหตุผลที่แท้จริง”   ที่ขัดขวางพวกท่านจากการจัดงานเมาลิดเพื่อฉลองวันเกิดให้แก่ท่านศาสดาเยี่ยงการจัดของพวกเรา  ? ..
ตามทัศนะส่วนตัวของผม (ไม่ได้พูดลอยๆ  แต่ผมมีหลักฐาน)  มองว่า  สาเหตุที่บรรดาเศาะหาบะฮ์และประชาชนยุคหลังที่ถูกรับรองจากท่านศาสดาว่า เป็นผู้ที่มีคุณธรรมเลอเลิศที่สุด  ไม่เคยคิดจัดงานเมาลิดเพื่อฉลองวันเกิดให้ท่านศาสดา  น่าจะมาจากสาเหตุ  3  ประการด้วยกัน คือ ...
1.  เพราะพวกท่านเห็นว่าการจัดงานเมาลิด  เป็นการ  “ลอกเลียนแบบ”  การจัดงานวันคริสต์มาสของพวกคริสเตียน  ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านศาสดาที่พวกเขารัก ห้ามปราม ..
   ท่านศาสดา ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ...
 
                                                مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ  فَهُوَ مِنْهُمْ
 
“ผู้ใดที่เลียนแบบชนกลุ่มใด  เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย”
(บันทึกโดย  ท่านอบู ดาวูด  หะดีษที่  4031,     ท่านอะห์มัด  เล่มที่  2  หน้า  50,   และท่านอิบนุ อบีย์ชัยบะฮ์  เล่มที่  4  หน้า  575  โดยรายงานมาจากท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ.) 
2.  เพราะพวกท่านเห็นว่า “ซุนนะฮ์”  ของท่านศาสดาในการ  “ให้ความสำคัญ”กับวันเกิดของท่านก็คือ การ  “อดอาหาร”  ด้วยการ  “ถือศีลอด”  ในวันนั้น ..  (หมายถึง  “วันจันทร์”  ซึ่งถือว่าเป็นวันเกิดตัวจริงเสียงจริงของท่านนบีย์) ...
ท่านอบู เกาะตาดะฮ์ ร.ฎ.  ได้รายงานมาว่า ...
 
       أَنَّ رَسُوْلَ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ  سُئِلَ عَنْ صَوْمِ اْلإِثْنَيْنِ  فَقَالَ  :  فِيْهِ وُلِدْتُ  وَفِيْهِ اُنْزِلَ عَلَىَّ ...
 
            “ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม   เคยถูกถามถึงเรื่องการ   “ถือศีลอด”  ในวันจันทร์   ท่านตอบว่า ..  วันจันทร์ คือวันเกิดของฉัน,   และวันจันทร์ คือวันที่อัล-กุรฺอ่านถูกประทานมาให้แก่ฉัน”...
                                    (บันทึกโดย  ท่านมุสลิม  หะดีษที่  198/1162) .
3.  เพราะพวกท่านรู้ดีว่า  ท่านศาสดา  “รังเกียจ”  พฤติกรรมการให้เกียรติท่านในลักษณะฉาบฉวย คล้ายๆการประจบสอพลอ  แทนการปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของท่าน ...
            ท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ.  เศาะหาบะฮ์ผู้ใกล้ชิดท่านศาสดาที่สุดท่านหนึ่งกล่าวว่า
 
      مَا كَانَ فِى الدُّنْيَا شَخْصٌّ أَحَبَّ إِلَيْهِمْ رُؤْيَةً مِنْ رَسُوْلِ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ،  وَكَانُوْا إِذَا رَأَوْهُ لَمْ يَقُوْمُوْا لَهُ لِمَا كَانُوْا يَعْلَمُوْنَ مِنْ كَرَاهِيَتِهِ لِذَلِكَ ..
 
“ไม่มีอีกแล้วในโลกนี้  บุคคลที่พวกเขา (เศาะหาบะฮ์) อยากจะเจอหน้ายิ่งไปกว่าท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม,   แต่เมื่อพวกเขาเจอท่าน  พวกเขาไม่เคยยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติท่านเลย   เนื่องจากพวกเขารู้ว่า ท่านรังเกียจพฤติการณ์อย่างนี้”..”
            (บันทึกโดย  ท่านบุคอรีย์ในหนังสือ  “อัล-อะดับ อัล-มุฟร็อด”   หะดีษที่  946,   ท่านอัต-ติรฺมีซีย์  หะดีษที่  2754,    ท่านอัฏ-เฏาะหาวีย์ในหนังสือ  “มุชกิล อัล-อาษารฺ”  หะดีษที่  1276,    ท่านอะห์มัด  เล่มที่  3  หน้า  132) ...

            แค่การยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติ  ท่านนบีย์ก็ยัง  “รังเกียจ”  จนบรรดาเศาะหาบะฮ์ไม่กล้าปฏิบัติ,   แล้วการจัดงานเมาลิดเพื่อฉลองวันเกิดให้แก่ท่าน ซึ่งมัน  “เว่อร์”และเอิกเกริกกว่าการยืนให้เกียรติหลายร้อยเท่า   คิดหรือว่า หากเศาะหาบะฮ์ท่านใดคิดจัดมันขึ้นมาในขณะนั้น  ท่านนบีย์จะปลื้มใจและภูมิใจสุดๆกับความรักความภักดีที่มีผู้หยิบยื่นให้ท่านในลักษณะนั้น ? ...
            สิ่งใดที่ท่านศาสดารังเกียจ (ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใดก็ตาม)  สมควรแล้วหรือที่มุสลิมที่อ้างว่า  “รักและให้เกียรติ”  ท่าน  จะดึงดันกระทำสิ่งนั้น  เพียงเพราะยึดมั่นอยู่กับความคิดของตนเองฝ่ายเดียวว่ามัน  “เป็นเรื่องดี”..   โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของตัวท่านนบีย์เอง ? ...   
            การเฉลิมฉลองวันเกิดท่านนบีย์ด้วยการจัดงานเมาลิด  ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าเป็นเรื่องไม่ดี, ..  เหมือนๆกับการยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติท่านศาสดา  ไม่มีเศาะหาบะฮ์ท่านใดมองว่า เป็นเรื่องไม่ดี...

            แต่ปัญหามิได้อยู่ที่ว่า มันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี !..  ทว่า,  เมื่อมันเป็นสิ่งที่ท่านศาสดารังเกียจ  พวกเขาจึงงดเว้นที่จะยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติท่าน ..  ทั้งๆที่ตามเนื้อหาของหะดีษแล้ว  บ่งบอกความรู้สึกว่า พวกเขาต้องการยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติเมื่อเห็นท่าน ...
       
ผมเคยคิด,  และจะยังยืนยันความคิดตามประสาคนโง่อย่างผมอยู่เสมอและตลอดไปว่า   มุสลิมที่มีอีหม่านจริงๆนั้น   จะต้องรักในสิ่งที่ท่านนบีย์รัก  และจะต้องรังเกียจในสิ่งที่ท่านนบีย์รังเกียจ ...
            อ่านหะดีษของท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ. ข้างต้น ซ้ำกันหลายๆเที่ยว .. พร้อมกับใช้สมองของท่านใคร่ครวญไปด้วย    แล้วบางที ท่านอาจจะมีดวงตาเห็นธรรมก็ได้ ..
            (สำหรับข้ออ้างของนักวิชาการหลายท่านที่อ้างว่า  มีหลักฐานว่าท่านศาสดาเคยใช้ให้เศาะหาบะฮ์กลุ่มหนึ่งของท่าน  “ยืนให้เกียรติ”  แก่ท่าน สะอฺด์ (สะอัด) บิน มุอาซ ร.ฎ. นั้น  เป็นเรื่องของความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของหลักฐาน  ดังที่ผมจะอธิบายข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ในตอนหลัง  อินชาอัลลอฮ์) ...
 
            (2).  ความเชื่อที่ว่า  “มีบิดอะฮ์หะสะนะฮ์หรือบิดอะฮ์ดี ในบทบัญญัติ”  ค้านกับคำอธิบายของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ และท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-ฮัยษะมีย์ สองนักวิชาการดังแห่งมัษฮับชาฟิอีย์ ...
           
ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์  ได้กล่าวในหนังสือ  “ฟัตหุ้ลบารีย์”  เล่มที่  13  หน้า  253  ว่า ..
 
     فَالْبِدْعَةُ فِىْ عُرْفِ الشَّرْعِ  مَذْمُوْمَةٌ !   بِخِلاَفِ اللُّغَةِ  فَإِنَّ كُلَّ شَىْءٍ أُحْدِثَ عَلَى غَيْرِ مِثَالٍ سَابِقٍ  يُسَمَّى بِدْعَةً،  سَوَاءٌ كَانَ مَحْمُوْدًا أَوْ مَذْمُوْمًا ...
 
            “ดังนั้น  ความหมายของบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ (ทั้งหมด) จึงเป็นสิ่งที่ถูกประณาม,   ต่างกับความหมายบิดอะฮ์ตามหลักภาษา, ..   เพราะทุกๆสิ่งที่ถูกริเริ่มขึ้นมาโดยไม่มีแบบอย่างมาก่อน  จะถูกเรียกว่า บิดอะฮ์ (ตามหลักภาษา) ทั้งสิ้น   ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องเลว”...
            คำอธิบายนี้  ชัดเจนจนแทบจะไม่ต้องขยายความใดๆเพิ่มเติมอีกแล้ว ... 
           
ส่วนท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์  ก็ได้กล่าวอธิบายไว้ในหนังสือ  “อัล-ฟะตาวีย์”  ของท่าน  ดังการอ้างอิงในหนังสือ  “อัล-อิบดาอฺ ฟี มะฎอรฺ อัล-อิบติดาอฺ”  หน้า  39  ว่า ...
 
     فَإِنَّ الْبِدْعَةَ الشَّرْعِيَّةَ ضَلاَلَةٌ !  كَمَاقَالَ رَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ،   وَمَنْ قَسَّمَهَا مِنَ الْعُلَمَاءِ إِلَى حَسَنٍ وَغَيْرِحَسَنٍ  فَإِنَّمَا قَسَّمَ الْبِدْعَةَ اللُّغَوِيَّةَ،   وَمَنْ قَالَ : كُلُّ بِدْعَةٍ ضَلاَلَةٌ ..  فَمَعْنَاهُ الْبِدْعَةُ الشَّرْعِيَّةُ ...                                                                           
 
“แน่นอน  สิ่งบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ (ทุกอย่าง) เป็นความหลงผิด ! ดังคำกล่าวของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, ..  นักวิชาการท่านใดที่แบ่งมันออกเป็นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์หรือไม่ใช่บิดอะฮ์หะสะนะฮ์  ก็เป็นเพียงการแบ่งมันตามหลักภาษาเท่านั้น ..  และผู้ใดที่กล่าวว่า  ทุกๆบิดอะฮ์ เป็นความหลงผิด   ความหมายของเขาก็คือ  หมายถึงบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ”...

            จะต้องให้อธิบายซ้ำอีกไหมครับ กับคำกล่าวของท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ข้างต้นนี้ ? ...
        คำกล่าวของท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์   ถือว่า เป็นคำอธิบายที่ตรงประเด็นที่สุดในการจำแนกความเข้าใจอันสับสน --  แม้กระทั่งจากผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นนักวิชาการ --  ระหว่าง  “บิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ และบิดอะฮ์ตามหลักภาษา”..  จึงสมควรจะต้องจดจำคำกล่าวนี้ให้ขึ้นใจ  เพื่อความเข้าใจอันถูกต้องในเรื่องนี้ตลอดไป ...
           
(3).  ความเชื่อที่ว่า  “มีบิดอะฮ์หะสะนะฮ์หรือบิดอะฮ์ดี ในบทบัญญัติ”  ค้านกับคำกล่าวของท่านอิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ. ..
ทั้งนี้  เพราะท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุอุมัรฺ ร.ฎ.  เศาะหาบะฮ์ผู้เคร่งครัดในซุนนะฮ์ที่สุดท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า ...
 
                             كُلُّ بِدْعَةٍ ضَلاَلَةٌ،  وَإِنْ رَآهَـا النَّاسُ حَسَنَةً ...
 
“ทุกๆบิดอะฮ์  คือความหลงผิด,   แม้มนุษย์จะเห็นว่า มันเป็นสิ่งดีก็ตาม
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 44.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2013, 05:31:25 am »
แบ่งปัน

(บันทึกโดย  ท่านอัล-บัยฮะกีย์ในหนังสือ  “المدخل إلى السنن الكبرى”  หมายเลข  191,   ท่านมุหัมมัด บิน นัศรฺ ในหนังสือ  “السنة”  หน้า  24,    และท่านอัล-ลาลิกาอีย์ในหนังสือ  “شَرْحُ اُصُوْلِ اعْتِقَادِ أَهْلِ السُّنَّةِ”  เล่มที่  1  หน้า  92) ...

คำว่า  “ทุกๆบิดอะฮ์คือความหลงผิด”  ตามคำกล่าวของท่านอิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ. ในที่นี้  หมายถึงบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติโดยปราศจากข้อสงสัย, ..  และคำกล่าวของท่านตอนหลังที่ว่า  “แม้มนุษย์จะเห็นว่า มันเป็นสิ่งดีก็ตาม”   แสดงว่า ท่านปฏิเสธและไม่ยอมรับว่า มีบิดอะฮ์ดีในบทบัญญัติอย่างเด็ดขาด ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งดีในมุมมองมนุษย์อย่างไรก็ตาม ...

(4).  ความเชื่อที่ว่า  “มีบิดอะฮ์หะสะนะฮ์หรือบิดอะฮ์ดี ในบทบัญญัติ”  ค้านกับหะดีษของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ...
ข้อนี้ ถือเป็น  “ตัวชี้ขาด”  ความผิดพลาดทั้งมวลของผู้ที่เข้าใจว่า  มีบิดอะฮ์ดีตามบทบัญญัติศาสนา  ทั้งนี้เพราะท่านศาสดาได้เคยกล่าวไว้ในหลายๆวาระว่า ...
 
                                                كُلُّ بِدْعَةٍ ضَلاَ لَةٌ
 
ทุกๆบิดอะฮ์  คือความหลงผิด”...
และท่านยังเคยกล่าวเอาไว้อีกว่า ...
 
                                         إِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ اْلأُمُوْرِ،   فَإِنَّهَا ضَلاَلةَ ٌ!
 
“พวกท่านพึงระวังตนเองจาก สิ่งทั้งหลายที่ถูกอุตริขึ้นมาใหม่ (ในศาสนา)  เพราะว่า มันคือความหลงผิด”...
                                                .....ฯลฯ .....
ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม  มิได้ถูกส่งมาเพื่อสอน  “ภาษา”  แก่ผู้ใด,   แต่ท่านถูกส่งมา  เพื่อสอน  “บทบัญญัติศาสนา”  ของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. แก่มนุษยชาติทั้งมวล ...

เมื่อท่านกล่าวเตือนอุมมะฮ์ของท่านว่า  “ทุกๆบิดอะฮ์ คือความหลงผิด”  ท่านจึงย่อมหมายถึงสิ่งบิดอะฮ์  “ตามบทบัญญัติ”, ..  มิใช่บิดอะฮ์  “ตามหลักภาษา”  แน่นอน
และก็ไม่เคยมีรายงานหะดีษมาแม้แต่บทเดียวว่า  ท่านศาสดาจะเคยกล่าวยกย่องชมเชยสิ่งใดที่ถูกอุตริขึ้นมาใหม่ในศาสนาของท่านว่า  เป็นสิ่งที่ดี !...
ดังนั้น  ไม่ว่าจะมองในแง่มุมใดก็ตาม  ก็จะไม่พบคำว่า  “มีบิดอะฮ์ดี”  ในบทบัญญัติ  นอกจากทั้งหมด จะเป็น  “บิดอะฮ์ต้องห้าม”  เพียงสถานเดียว ...
คำว่า  “บิดอะฮ์ดี” ที่มีกล่าวกันแพร่หลายมิใช่อื่นใด   แต่เป็นเพียงศัพท์เทคนิคตามหลักภาษาที่ใช้เรียกสิ่งดีๆ -- (ตาม  “มุมมอง”  ของมนุษย์, ..  ต่อสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางโลกหรือทางศาสนา) -- ว่าเป็น  บิดอะฮ์ดี (คือ การริเริ่ม,  การประดิษฐ์สิ่งใหม่ที่ดี) ..  แค่นั้นเอง ...
 
สรุปแล้ว  ผู้ใดก็ตาม, --  จะเป็นนักวิชาการระดับไหนก็ตาม --  ที่กล่าวในลักษณะว่า มีบิดอะฮ์ดีหรือบิดอะฮ์หะสะนะฮ์อยู่ในบทบัญญัติ   ก็พึงรู้เถิดว่า เขากำลัง  “สับสน"”กับความหมายของบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติและความหมายบิดอะฮ์ตามหลักภาษา ...

และผู้ใดก็ตามที่กล่าวว่า  “มีบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ (บิดอะฮ์ดี)ในบทบัญญัติ”   หากจะมองเพียงว่า  คำพูดของเขาไปค้านกับคำนิยามของคำว่า  “บิดอะฮ์ ชัรฺอียะฮ์”   ตามหลักวิชาอุศูลุลฟิกฮ์,   หรือไปค้านกับคำพูดของท่านอิบนุ หะญัรฺ ทั้งสองท่าน,   หรือไปค้านกับคำพูดของท่านอิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ.ที่กล่าวมาข้างต้น  ..  เพียงแค่นั้น  ก็คงไม่สู้กระไรนักหรอก ...

ที่สำคัญ  คำพูดของเขาดังกล่าวไป  “คัดค้าน”  คำพูดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมที่บอกเขาว่า  “ทุกๆบิดอะฮ์ (ตามบทบัญญัติ)คือความหลงผิด”นี่สิ   มันเป็นเรื่องสาหัสสากรรจ์สำหรับมุสลิมที่มีอีหม่านทุกคนเหลือเกิน ...
เอาอย่างนี้กันดีไหม ? ...
ถ้าท่านมองว่า การจัดงานเมาลิดเป็นเรื่องดีตามบทบัญญัติ  ก็คงเหมือนกับท่านมองว่า  การอะซานในการนมาซวันอีด  ก็เป็นเรื่องดีตามบทบัญญัติเหมือนกัน ...

หรือถ้าท่านมองว่า การจัดงานเมาลิดเป็นสิ่งที่มีหลักฐาน  เพราะเป็นการกิยาสกับการทำอะกีเกาะฮ์ของท่านนบีย์,  ดังมุมมองของท่านอัส-สะยูฏีย์, ..  หรือเป็นการกิยาสกับการถือศีลอดวันอาชูรออ์ (วันที่ 10  เดือนมุหัรฺรอม) ของท่านนบีย์,  ดังมุมมองของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไป    ก็เหมือนกับท่านมองว่า  การอะซานในการนมาซวันอีด ก็เป็นสิ่งที่มีหลักฐาน คือเป็นการ  “กิยาส”  มาจากการอะซานนมาซฟัรฺฎูห้าเวลา  ซึ่งไม่ผิดหลักการกิยาสตรงไหน ...   แถมยังมีหลักฐานจากอัล-กุรฺอ่านอีก    คือโองการในซูเราะฮ์ฟุศศิลัต  โองการที่  33  อันมีความหมายว่า ...  “และผู้ใดเล่าจะเลอเลิศที่สุดในด้านคำพูด  ยิ่งไปกว่าผู้ที่เรียกร้องเชิญชวนมาสู่อัลลอฮ์

หรือท่านผู้ใดที่เคยกล่าวในลักษณะประชดประชันต่อผู้ที่ทักท้วงว่า การจัดงานเมาลิดเป็นบิดอะฮ์ต้องห้ามว่า ...  ก็ให้รู้ไปสิว่า การแสดงความรักต่อท่านนบีย์ด้วยการจัดงานเมาลิดฉลองวันเกิดให้ท่าน  จะเป็นความหลงผิด,  จะเป็นบาป,  และจะต้องตกนรก !...ก็คงเหมือนกับท่านกล่าวแบบประชดประชันต่อผู้ที่ทักท้วงท่านว่า  การอะซานเพื่อนมาซอีดเป็นบิดอะฮ์ต้องห้าม  ว่า ... ก็ให้มันรู้ไปสิว่า การอะซานเพื่อเรียกคนมานมาซอีด  จะเป็นความหลงผิด,  เป็นบาป,  และจะต้องตกนรก ! ...
เพราะฉะนั้น ถ้าแน่จริง   ก็ให้ท่านลองอะซาน เรียกร้องคนมานมาซวันอีดดูบ้างเป็นไร, ...  จะเป็นวันอีดิลฟิฏริ,  หรืออีดิลอัฎหาอ์,  หรือทั้งสองอีดก็ได้ ...  ด้วยเหตุผลความ  “เหมือน”  ระหว่างการจัดงานเมาลิดกับการอะซานเพื่อนมาซวันอีดดังข้างต้น ...
ท่านจะกล้าไม๊ล่ะ ? ...

ถ้าท่านกล้า  เราก็พร้อมแล้วที่จะทำ,  และยอมรับ –เหมือนท่าน –ว่า การจัดงานเมาลิด  เป็นบิดอะฮ์ดีที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ ...
แต่ถ้าท่านไม่กล้า   ท่านก็ต้องหาคำตอบมาให้ได้ว่า   การจัดงานเมาลิดฉลองวันเกิดให้ท่านนบีย์ กับการอะซานเพื่อเรียกคนมานมาซวันอีด  มันแตกต่างกันตรงไหน ? ..

เรามั่นใจว่า  ท่านไม่มีคำตอบอื่นใดนอกจากการกล่าวว่า  ที่ท่านไม่กล้า  ก็เพราะการอะซานเพื่อเรียกคนมานมาซวันอีด เป็นบิดอะฮ์ต้องห้ามตามบทบัญญัติ   เนื่องจากไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อนจากท่านนบีย์และเศาะหาบะฮ์ของท่าน ...
ก็เหตุผลอย่างเดียวกันนี่แหละ –หากท่านกล้าหาญพอที่จะรับความจริง –ที่ท่านจะต้องนำมันไปใช้กับการจัดงานเมาลิดของท่านว่า  มันเป็นบิดอะฮ์ต้องห้ามตามบทบัญญัติ  เพราะไม่เคยมีแบบอย่างมาจากท่านนบีย์และเศาะหาบะฮ์ของท่าน ...
ขอถามย้ำอีกครั้งว่า  ทั้งสองกรณีนี้มันแตกต่างกันตรงไหน  ท่านจึงมาจำแนกว่า การจัดงานเมาลิด เป็นบิดอะฮ์ดี (หะสะนะฮ์) ตามบทบัญญัติ ท่านจึงกล้าทำ ... แต่ขณะเดียวกัน ท่านกลับมองว่า การอะซานในการนมาซวันอีด เป็นบิดอะฮ์ต้องห้ามตามบทบัญญัติ ท่านจึงไม่กล้าทำ ? ...
ผมคิดว่า  เรื่องนี้หากท่านไปถามผู้ที่กล้าพูดความจริง เขาก็คงจะตอบท่านแบบชัดถ้อยชัดคำและไม่เกรงใจท่านเลยว่า ..   การทำเมาลิดและการอะซานในการนมาซวันอีด  ถ้าคุณมองตาม  “หลักภาษา”   มันก็เป็น เป็นบิดอะฮ์ดี(หะสะนะฮ์) ทั้งคู่นั่นแหละ .. 
แต่ขณะเดียวกัน  ถ้าคุณมองตาม  “บทบัญญัติ”  มันก็เป็นก็เป็นบิดอะฮ์ต้องห้าม(เฎาะลาละฮ์) ทั้งคู่เหมือนกันอีกนั่นแหละ  (วะ) ...
                                               
วัลลอฮุ อะอฺลัม.
 
(2).  การทำเมาลิด มี  أَصْلٌ..  คือมีพื้นฐานที่มาตามหลักการศาสนา
ท่านอัส-สะยูฏีย์  ได้กล่าวในหนังสือข้างต้น ซึ่งรวมชุดอยู่ในหนังสือ  “อัล-หาวีย์ ลิ้ล ฟะตาวีย์”  เล่มที่  1  หน้า  296  ว่า ...
 
   إِنَّ الطَّلَبَ فِى الْمَنْدُوْبِ  تَارَةً يَكُوْنُ بِالنَّصِّ وَتَارَةً يَكُوْنُ بِالْقِيَاسِ،  وَهَذَا إِنْ لَمْ يَرِدْ فِيْهِ نَصٌّ فَفِيْهِ الْقِيَاسُ عَلَىاْلأَصْلَيْنِ اْلآتِىْ ذِكْرُهُمَا ...
 
                “แท้จริง  หลักการของสิ่ง  مَنْدُوْبٌ  หรือ  “สิ่งที่ถูกส่งเสริมให้ทำ”  นั้น  บางครั้งจะเป็นการส่งเสริมให้ทำด้วยหลักฐานที่ชัดเจน,    และบางครั้งก็จะด้วยการอนุมานเปรียบเทียบ (กิยาสกับหลักฐานอื่น) ..  ซึ่งในกรณีนี้ (คือ การส่งเสริมให้จัดงานเมาลิด)  แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานชัดเจน  แต่ก็เป็นการ  กิยาส  กับพื้นฐาน 2 ประการที่จะกล่าวถึงต่อไป ....”

        ข้อโต้แย้ง
            คำกล่าวของท่านอัส-สะยูฏีย์ที่ว่า ..   “การส่งเสริมให้มีการจัดงานเมาลิด  เป็นการ  กิยาส  กับพื้นฐาน  2  ประการที่จะถึงต่อไป”..  นั้น  ...
            คำกล่าวนี้  ขัดแย้งกันเองกับคำพูดของท่านที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า  การทำเมาลิด เป็นบิดอะฮ์ หะสะนะฮ์ !...
            เพราะหลักฐานของศาสนาตามมัษฮับชาฟิอีย์  มีที่มาจาก  4  ประการ คือ  กุรฺอ่าน  ซุนนะฮ์,   อิจญมาอฺ  และกิยาส ...
            หลักปฏิบัติใดๆก็ตามที่ได้มาจากหลักฐานข้อหนึ่งข้อใดจาก  4  ประการข้างต้น จะไม่เรียกหลักปฏิบัตินั้นว่า  เป็นบิดอะฮ์.. แต่จะถือว่า หลักปฏิบัติดังกล่าวนั้น เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติ  ...
            ตัวอย่างเช่น  การวาญิบจ่ายซะกาตข้าวเปลือก  เป็นการกิยาสมาจากข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เล่ย์   จึงถือว่า เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติ ...
  มีนักวิชาการท่านใดบ้างไหมที่กล่าวว่า  การวาญิบจ่ายซะกาตข้าวเปลือก เป็นบิดอะฮ์ หะสะนะฮ์ ? ...
            การวาญิบกอฎออ์หรือชดใช้นมาซที่ขาดโดยเจตนา   เป็นการกิยาสมาจากผู้ที่ขาดนมาซจากการลืมหรือนอนหลับ ตามหลัก   قِيَاسٌ أَوْلَوِىٌّ  (จะมีคำอธิบายในตอนต่อไป) .. จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติ (สำหรับนักวิชาการที่กล่าวอย่างนี้)  ...  
มีนักวิชาการที่ยอมรับหลักการนี้ท่านใดบ้างที่กล่าวว่า  การกอฎออ์นมาซของผู้ที่ขาดนมาซโดยเจตนา  เป็นบิดอะฮ์ หะสะนะฮ์ ? ...
           
เพราะฉะนั้น  หากว่าการจัดงานเมาลิด มีที่มาเพราะเป็นการ  “กิยาส”  กับพื้นฐาน  2  ประการที่จะกล่าวถึงต่อไปดังคำกล่าวของท่าน    การจัดงานเมาลิดก็ไม่ใช่บิดอะฮ์หะสะนะฮ์, ..   แต่เป็นสิ่งที่มีหลักฐาน คือการกิยาส  จึงถือเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติ ...
            และทั้ง  2  ประการนี้ เป็นบิดอะฮ์และเป็นบทบัญญัติ ตามหลักการถือว่า เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงชนิดยืนกันคนละซีกโลกเลยทีเดียว ...
           
นี่คือ  “ความสับสน”  ของนักวิชาการเกี่ยวกับความหมายของคำว่า  “บิดอะฮ์หะสะนะฮ์”  ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วในหน้า  22  ที่ผ่านมา ..
สำหรับ  “พื้นฐาน ของงานเมาลิด  2  ประการที่ท่านอัส-สะยูฏีย์กล่าวถึงนั้นเพื่อความเหมาะสมในการวิภาษ  ผมจึงขอสลับตำแหน่งจากขั้นตอนที่ระบุไว้ในหนังสือ  “อัล-หาวีย์ ลิ้ล ฟะตาวีย์”  ดังต่อไปนี้ ...

  ประการแรก  อยู่ในหนังสือ  “อัล-หาวีย์ฯ”  เล่มที่  1 หน้า  303 ..  เป็นการวิเคราะห์ของท่านอัส-สะยูฏีย์เอง จากหะดีษบทหนึ่งที่รายงานมาจากท่านอนัส บินมาลิก ร.ฎ.ว่า  إِنَّ النَّبِىَّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَقَّ عَنْ نَفْسِهِ بَعْدَ النُّبُوَّةِ   :  “ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองหลังจากเป็นนบีย์แล้ว”..  โดยอ้างการบันทึกจากท่านอัล-บัยฮะกีย์ ในหนังสือ  “อัส-สุนัน อัล-กุบรอ”  (เล่มที่  9  หน้า  300  --  ด้วยสายรายงานที่เฎาะอีฟ จนท่านอัล-บัยฮะกีย์เองได้กล่าววิจารณ์ว่า  หะดีษนี้ เป็นหะดีษมุงกัรฺ ..   แต่หะดีษนี้มีรายงานจากกระแสอื่นที่เศาะเหี๊ยะฮ์  ---  ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถดูบทวิเคราะห์หะดีษบทนี้ได้จากหนังสือ  “ท่านถาม-เราตอบ”  ของผมในเรื่อง “การทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองเมื่อโต”) ...
ท่านอัส-สะยูฏีย์ ได้วิเคราะห์จากหะดีษบทนี้ว่า  ท่านอับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ ได้เคยทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ท่านนบีย์แล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ท่านเพิ่งคลอด  และพื้นฐานของอะกีเกาะฮ์  จะไม่มีการทำซ้ำถึง  2  ครั้ง ... 

การที่ท่านนบีย์มาทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองอีกครั้งหลังจากการเป็นนบีย์แล้ว  แสดงว่า  ท่านให้ความสำคัญกับวันเกิดของท่าน และขอบคุณต่อพระองค์อัลลอฮ์ที่ให้ท่านได้เกิดมาเพื่อความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งมวล  ซึ่งการให้ความสำคัญกับวันเกิดของท่านนั้น  สามารถทำ  “ซ้ำ”ได้หลายครั้ง  ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว, ..  และจะด้วยรูปแบบใดๆก็ได้ที่เป็นเรื่องดี  เช่น เลี้ยงอาหาร,  อ่านอัล-กุรฺอ่าน  เป็นต้น ...

ข้อโต้แย้ง
การที่ท่านอัส-สะยูฏีย์  ได้นำเอาการจัดงานเมาลิดซึ่งเป็นงานฉลอง  “วันเกิด”ท่านนบีย์ ไป  “กิยาส”  กับการทำอะกีเกาะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมนั้น  มีสิ่งที่จะต้องพิจารณาหลายประเด็นคือ ...

1. การทำอะกีเกาะฮ์  มิใช่เป็นการให้ความสำคัญกับ  “วันเกิด”  ของผู้ใดเป็นการเฉพาะ,   แต่เป็นการให้ความสำคัญกับ  “การเกิด”มาเป็นมนุษย์,  ไม่ว่าจะเป็นท่านนบีย์หรือสามัญชนธรรมดาก็ทำอะกีเกาะฮ์กันได้ทุกคน ...
ความจริงข้อนี้ เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า    การทำอะกีเกาะฮ์ มิใช่เป็นซุนนะฮ์ให้ทำ “ในวันเกิด”..  แต่ซุนนะฮ์ให้ทำ  “หลังจากเกิด”  ไปแล้ว  7  วันนับจากวันเกิด !...
เพราะฉะนั้น  การนำเอาเรื่องงานเมาลิดซึ่งถูกจัดขึ้นเพื่อฉลอง  “วันเกิด”  ของท่านนบีย์ ไปกิยาสหรือผูกพันกับการทำอะกีเกาะฮ์ของท่าน  จึงเป็นคนละเรื่องกัน ...
 
2.  เรื่องที่ท่านอับดุลมุฏฏอลิบ ได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้ท่านนบีย์นั้น  เป็นเพียง  “เรื่องเล่า”  ที่ไม่มีหลักฐานจากหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์บทใดกล่าวยืนยันไว้เลย,   และหะดีษ-- จากการบันทึกของท่านอัล-บัยฮะกีย์ -- ที่ท่านอัส-สะยูฏีย์นำมาอ้างเรื่องท่านนบีย์ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเอง ก็เป็นกระแสรายงานที่เฎาะอีฟมาก (แม้ว่าจะเป็นหะดีษที่ถูกต้องจากการรายงานกระแสอื่นก็ตาม) ..  เพราะฉะนั้น หะดีษเรื่องการทำอะกีเกาะฮ์ของท่านนบีย์, ไม่ว่าจากเรื่องเล่าที่ว่าท่านอับดุลมุฏฏอลิบทำให้ท่าน,   หรือท่านนบีย์ทำให้แก่ตัวเอง ---  จากการอ้างของท่านอัส-สะยูฏีย์ข้างต้น --- จึงถือเป็นเรื่องที่อ่อนหลักฐาน  ซึ่งจะนำมาทำเป็น  “ตัวหลัก”  หรือ مَقِيْسٌ عَلَيْهِ  เพื่อการ  “กิยาส”  กับวันเกิดของท่านนบีย์และเป็นข้ออ้างในการจัดงานเมาลิดไม่ได้ ...
 
3.  ในแง่ของการ  “ตั้งสมมุติฐาน”  ว่า  ท่านอับดุลมุฏฏอลิบ เคยทำอะกีเกาะฮ์ให้ท่านนบีย์จริง  แต่ตามรูปการก็เป็นการทำอะกีเกาะฮ์ในรูปแบบ  “ญาฮิลียะฮ์” ยุคก่อนมิใช่ทำในรูปแบบอิสลาม,    ตามหลักการจึงถือว่า ท่านนบีย์ยังไม่มีผู้ทำอะกีเกาะฮ์ให้ !..   และนักวิชาการจำนวนมากก็ได้นำเอาหะดีษบทนี้มาเป็นหลักฐานเรื่อง การทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองของผู้ซึ่งไม่เคยมีใครทำอะกีเกาะฮ์ให้ ...
การที่ท่านนบีย์มาทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองภายหลัง (โปรดสังเกตด้วยว่า  ท่านทำ หลังจากถูกแต่งตั้งเป็นนบีย์แล้ว)  จึงมิใช่เป็นการทำอะกีเกาะฮ์  “ซ้ำ”  ดังการอ้างของท่านอัส-สะยูฏีย์   แต่เป็นการทำอะกีเกาะฮ์เพียงครั้งเดียวตามรูปแบบอิสลามของท่าน ..  และก็ไม่เคยปรากฏหลักฐานว่า  ท่านนบีย์จะทำอะกีเกาะฮ์  “ซ้ำ”  อีกทุกปีหลังจากครั้งนั้น ...
ดังนั้น  การนำเอาหะดีษบทนี้มาเป็นหลักฐานเพื่อกิยาสว่า  อนุญาตให้จัดงานเมาลิดเพื่อให้เกียรติกับวันเกิดของท่านนบีย์  “ซ้ำ”ได้ทุกปี  จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ...
 
4.  การส่งเสริมให้จัดงานเมาลิดตามทัศนะของท่านอัส-สะยูฏีย์  มีเงื่อนไขว่า จะต้องไม่ทำอะไรให้  “เกินเลย”  จากการมาชุมนุมกันเพื่ออ่านอัล-กุรฺอ่าน,  บรรยายชีวประวัติของท่านนบีย์,  เลี้ยงอาหารกัน ..  แล้วแยกย้ายกันกลับ ..  ดังคำกล่าวของท่านในหนังสือ  “อัล-หาวีย์ฯ”  เล่มที่ 1  หน้า  292  (โปรดดูคำแปลในหน้าที่  13  ของหนังสือเล่มนี้ ....

แต่ถ้าเราสังเกตดูรูปแบบและองค์ประกอบอื่นๆในการจัดงานเมาลิด –เอาเฉพาะในประเทศไทย –เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   ไม่ว่าจะเป็นการจัดที่บ้านหรือจัดในระดับจังหวัด,  ระดับประเทศ ..  ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า  “เกินเลย”  อันเป็นเรื่องต้องห้ามปรากฏ  “แทรก”  เป็นยาดำอยู่ด้วยเสมอ  ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง  ดังต่อไปนี้ ...

ก.  ผู้มาร่วม  “เที่ยว”  งานเมาลิด, .. โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง  ไม่เว้นแม้แต่มุสลิมะฮ์บางคน ..  จะต้องมีผู้ที่แต่งกายไม่เรียบร้อยและไม่ถูกต้องตามหลักการศาสนา เช่นไม่คลุมหิญาบ,   หรือคลุมหิญาบแต่สวมเสื้อและกางเกงยีนส์รัดรูป,   หรือผู้ที่มิใช่มุสลิมบางคน ใส่เสื้อเอวลอยหรือเสื้อสายเดี่ยว เป็นต้น  มาเดินปะปนร่วมกันกับผู้ชายอย่างอิสระเสรีในงานดังกล่าวด้วย  ใช่หรือไม่ ? ...
ข.  ทั้งกอรีย์และกอริอะฮ์ที่ถูกเชิญมาประชันเสียงกันเหมือนนกเขาชวาในงานเมาลิด ..  รวมทั้งผู้ที่ร่วมอ่านบัรฺซันญีย์ในพิธีกรรมเมาลิด   แต่ละคนจะต้องตั้งอกตั้งใจ  “เน้น” ลีลาและน้ำเสียงในการอ่านให้ไพเราะเป็นพิเศษ .. มิใช่เพื่ออัลลอฮ์,  แต่เพื่อจะให้ประทับใจทั้งผู้ฟังและกรรมการตัดสินรางวัลในการประกวด ...
พฤติกรรมดังกล่าวนี้  ตามหลักการศาสนาถือว่า  เป็นเรื่องของผู้ที่  “ตะกั๊บบุรฺและซุมอะฮ์”  คือ  “โอ้อวดและอยากดัง”  อันเป็นเรื่องต้องห้าม ใช่หรือไม่ ? ...
ค.  การแก่งแย่งกันเป็น  “ประธาน”  จัดงานเมาลิด  เป็น  “ส่วนหนึ่ง”ของความแตกแยกและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในองค์กรกลางของอิสลามในยุคปัจจุบัน ใช่หรือไม่ ? ..
ง.  “ผลประโยชน์”  มหาศาลจากการจัดงานเมาลิด  ก็เป็นอีก  “ส่วนหนึ่ง”  ของความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจกันในองค์กรกลางดังกล่าว  ทำให้มีการ  “แฉ”หรือสาวไส้กันเอง,   มีการการใส่ร้ายป้ายสีกัน ฯลฯ ..  จนนำมาสู่ความอับอายขายหน้าให้แก่มุสลิมทั้งประเทศอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  ใช่หรือไม่ ? ...
ถ้าไม่ปฏิเสธว่ามีข้อใดข้อหนึ่งปรากฏอยู่จริง   ก็แสดงว่าการจัดงานเมาลิดเป็นเรื่องไม่ชอบธรรมและเป็นเรื่องต้องห้าม ..  ไม่ใช่เฉพาะตามทัศนะของท่านอัส-สะยูฏีย์ท่านเดียว  แต่เป็นทัศนะของนักวิชาการที่สนับสนุนให้มีการจัดงานเมาลิดเอง,  เกือบ  ทุกท่านก็ว่าได้ ..
ทั้งนี้เพราะการจัดงานเมาลิดเพื่อฉลองวันเกิดให้ท่านนบีย์นั้น   เกิดจากมุมมองที่ว่า  การเลี้ยงอาหารกันก็ดี,  การอ่านอัล-กุรฺอ่านในพิธีดังกล่าว เป็นต้น   เป็นสิ่งที่ดี ..  

แต่ขณะเดียวกัน พฤติการณ์แห่งความเสื่อมเสียอย่างใดอย่างหนึ่งจากที่กล่าวมาแล้วหรือยังมิได้กล่าว ..  ที่ปรากฏแทรกอยู่ในงานเมาลิดแทบทุกงาน  ก็ถือเป็นเรื่องต้องห้ามตามหลักศาสนาเช่นกัน ...

สิ่งที่บรรดานักวิชาการนำมาอ้างเป็นหลักฐาน –แม้จะเป็นผู้ที่ส่งเสริมงานเมาลิดก็ตาม -- ในการห้ามการจัดงานเมาลิดที่มีผสมผสานกันในงานทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดีดังกล่าวก็คือ  กฎเกณฑ์ของวิชาอุศูลุล ฟิกฮ์ที่ว่า ...
                                دَرْءُ الْمَفَاسِدِ مُقَدَّمٌ عَلَى جَلْبِ الْمَصَالِحِ     
 
“การสกัดกั้นความไม่ถูกต้องและระงับความเสื่อมเสีย  จะต้องมาก่อน การชักนำให้ทำความดี”...
ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์  นักวิชาการฟิกฮ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด และเป็นเจ้าของหนังสือ  “ตุ๊ห์ฟะตุ้ล มุ๊ห์ตาจญ์”  อันลือลั่น   ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  “อัล-ฟะตาวีย์”  ของท่านว่า ...
 
     اَلْمَوَالِدُ وَاْلأَذْكَارُ مَتَى تُفْعَلُ عِنْدَنَا  أَكْثَرُهَا مُشْتَمِلٌ عَلَى خَيْرٍ كَصَدَقَةٍ وَذِكْرٍ وَصَلاَةٍ وَسَلاَمِ عَلَى رَسُوْلِ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَمَدْحِهِ،   وَعَلَى شّرٍَ، بَلْ شُرُوْرٍ وَلَوْلَمْ يَكُنْ فِيْهَا إِلاَّ رُؤْيَةُ النِّسَاءِ لِلرِّجَالِ اْلأَجَانِبِ لَكَفَى ....
 
            “การจัดงานฉลองวันเกิดและงานที่ระลึกต่างๆ เท่าที่จัดกันส่วนใหญ่  มักจะประกอบขึ้นจากสิ่งที่ดีๆ  อาทิเชน การเศาะดะเกาะฮ์,  การซิกรุ้ลลอฮ์,  การเศาะละวาต การให้สล่ามและการสรรเสริญท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม,   แต่ขณะเดียวกัน  งานดังกล่าวยังประกอบขึ้นจากสิ่งต้องห้ามอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างอยู่เสมอเช่นกัน,    มาตรว่า จะไม่มีสิ่งต้องห้ามอื่นใดในงานดังกล่าวนั้นนอกจากการเปิดโอกาสให้สตรีได้มองดูผู้ชายอื่น (ที่มิใช่มะห์รอมของตน)  ก็ถือว่าเป็นเหตุผลเพียงพอแล้ว (ที่จะ  “ห้าม”  จากการจัดงานนั้นๆ)”...
            (จากหนังสือ  “อัล-อิบดาอฺ ฟี มะฎ็อรฺ อัล-อิบติดาอฺ”  ของท่านเช็คอะลีย์ มะห์ฟูศ  หน้า  264) ...
           
นี่คือ  คำพูดของท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์นะครับ  มิใช่คำพูดของผม,   เพราะฉะนั้น  ก็น่าจะเอาไปลองคิดดูเป็นการบ้านบ้างก็ได้สำหรับผู้ที่ยัง  “ยืนกราน”  ในการยึดถือ  “ทัศนะ”  นักวิชาการมาเป็นข้ออ้างในการจัดงานเมาลิด  โดยที่ตนเองอาจจะยังไม่เคยทราบเงื่อนไขการอนุญาตของนักวิชาการในกรณีนี้มาก่อนก็ได้ ...

            แต่ถ้ายังดันทุรังจัดงานเมาลิดต่อไป  ตานี้ท่านจะอ้างว่า  “ทำตามใคร”  กันอีก  ผมก็อยากจะรู้เหมือนกัน ? ...       
ส่วน “พื้นฐาน”  ประการที่สอง  มีระบุอยู่ในหนังสือ  “อัล-หาวีย์ ลิ้ล ฟะตาวีย์”  เล่มที่  1  หน้า  302   อันถูกอ้างว่าเป็นการวิเคราะห์ของท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะนีย์ ..  มาจากเหตุการณ์ตอนที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมเดินทางไปถึงนครมะดีนะฮ์ใหม่ๆ  และได้เห็นพวกยะฮูดีย์ (ยิว) ในนครมะดีนะฮ์ถือศีลอดกันในวันอาชูรออ์ (วันที่  10 เดือนมุหัรฺร็อม)   ท่านจึงถามพวกนั้นถึงเหตุผลของการถือศีลอด  พวกเขาตอบว่า  วันอาชูรออ์ คือวันที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงบันดาลให้ฟิรฺอูนจมน้ำตาย และทรงช่วยให้ท่านนบีย์มูซาพ้นภัย  พวกเขาจึงถือศีลอดเพื่อขอบพระคุณอัลลอฮ์ ซ.บ. .. ท่านนบีย์ จึงได้กล่าวกับพวกยิวเหล่านั้นว่า  نَحْنُ أَوْلَى بِمُوْسَى مِنْكُمْ.. คือ  พวกเรา  สมควรที่จะยกย่องนบีย์มูซา ยิ่งกว่าพวกท่านเสียอีก .. ซึ่งหะดีษบทนี้ บันทึกโดยท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิม ....
 
ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ได้วิเคราะห์ว่า   จากเหตุการณ์ตอนนี้แสดงว่า  ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม  ส่งเสริมให้มีการขอบคุณพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ที่ประทานความโปรดปรานให้พวกเราในวันใดๆเป็นการเฉพาะได้ ..  และเราสามารถจะแสดงความขอบคุณพระองค์ใน  “วันสำคัญ”  ดังกล่าวนั้น ซ้ำได้ในทุกๆทุกปี,   ซึ่งการขอบคุณดังกล่าว  สามารถแสดงออกได้ในหลายรูปแบบ  เช่นการสุญูด,  การถือศีลอด,  การบริจาคทาน,  การอ่านอัล-กุรฺอ่าน    เป็นต้น ...
และหนึ่งจาก  “วันสำคัญ” ที่สุดสำหรับมุสลิมเรา  ก็คือ  “วันเกิด”  ของท่านศาสดา มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ...

ข้อชี้แจง
บทวิเคราะห์ข้างต้นของท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์  ผมถือว่า เป็นมุมมองที่น่าคิดและสอดคล้องกับหลักวิชาการมากที่สุด  ยิ่งกว่าคำกล่าวที่ว่า การทำเมาลิดเป็นบิดอะฮ์ดี (หะสะนะฮ์)  ซึ่งไปขัดแย้งกับคำกล่าวของท่านศาสดาที่บอกว่า ทุกๆบิดอะฮ์คือความหลงผิด, ..  และสอดคล้องกับหลักวิชาการยิ่งกว่าการนำพิธีกรรมเมาลิด ไปกิยาสกับการทำอะกีเกาะฮ์  ของท่านอัส-สะยูฏีย์ที่เพิ่งจะผ่านมาเสียอีก ...

แต่จะอย่างไรก็ตาม  ทั้งหลายแหล่ของการวิเคราะห์เหล่านั้น  เป็นเพียงมุมมองจาก  “ด้านเดียว”  คือมองจากพวกเราที่เป็น  “อุมมะฮ์”  ของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ที่ต้องการจะให้เกียรติท่าน  และมองว่า  การจัดพิธีกรรมเมาลิดเพื่อให้เกียรติวันเกิดของท่านศาสดา เป็นสิ่งที่ดี ... 

มุมมองนี้ ก็คงจะคล้ายๆกับความรู้สึกของบรรดาเศาะหาบะฮ์ที่มองว่า  การยืนเพื่อให้เกียรติท่านศาสดาเมื่อเห็นท่าน  ก็เป็นสิ่งที่ดี,  อย่างไรอย่างนั้นไม่มีผิด ...
เพราะฉะนั้น  ทำไมเราจึงไม่หันไปวิเคราะห์ใน  “มุมกลับ”  คือ มุมมองจากความรู้สึกของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมดูบ้าง   โดยอาศัยหลักการเดียวกัน ..   คือการ  “กิยาส” ระหว่างความประสงค์จะให้เกียรติด้วยการยืนต้อนรับเมื่อเห็นท่านของบรรดาเศาะหาบะฮ์,   กับการให้เกียรติ  “วันเกิด”  ของท่านด้วยการจัดงานฉลองเสียใหญ่โตของพวกเรา .. ที่เรียกกันว่า งานเมาลิด ... 



การ  “กิยาส”  ในกรณีข้างต้นนี้    ผมมองว่า น่าจะตรงประเด็นยิ่งเสียกว่าการกิยาสระหว่าง  “วันเกิด”  ของท่านนบีย์ (ซึ่งก็ยังไม่รู้กันแน่ชัดเลยว่า เป็นวันที่เท่าไร ?) กับวัน  “อาชูรออ์”  อันเป็นวันรอดพ้นจากภัยของท่านนบีย์มูซา ..  ดังการวิเคราะห์และกิยาสของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์เสียอีก ...
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 44.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2013, 05:37:32 am »
แบ่งปัน

แถมหากมองกันให้ปรุโปร่งจริงๆ   การกิยาสในกรณีนี้ ยังเป็นการกิยาสที่เรียกว่า  “قِيَاسٌ أَوْلَوِىٌّ”..  คือ  “การอนุมานเปรียบเทียบด้วยเหตุผลของตัวเทียบ ที่มีน้ำหนักมากกว่าเหตุผลในตัวบท”  ด้วยซ้ำไป ...

อย่าลืมว่า  “วิธีการ”  ที่ท่านศาสดา ให้ความสำคัญกับวันรอดพ้นภัยของท่านนบีย์มูซาในวันอาชูรออ์ (ซึ่งตรงกับวันที่  10  เดือนมุหัรฺรอมแน่นอน) ..  และการให้ความสำคัญกับ  “วันเกิด”  ของท่านเอง  คือวันจันทร์ ซึ่งไม่มีข้อขัดแย้งอีกเช่นกัน .. นั้น    ท่านศาสดาจะใช้วิธีการที่เรียบง่าย,  ประหยัด,  ไม่เอิกเกริก  ด้วยการทำอิบาดะฮ์ คือ  “ถือศีลอด”  ในทั้ง  2  วันดังกล่าว...
ดังนั้น  วิธีการที่เราเฉลิมฉลองวันเกิดให้ท่าน (ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าตรงกับวันที่เท่าใด ดังที่กล่าวมาแล้ว) ด้วยการใช้ทุนทรัพย์จำนวนมากจัด  “เลี้ยงอาหาร”หรือจัดงานรื่นเริงเสียใหญ่โตจนบางครั้งกลายเป็นความ  “ฟุ่มเฟือย”  นั้น   อยากถามว่าวิธีการดังกล่าวเป็นแค่  “ทัศนะ”  หรือเป็นการกิยาสมาจากไหน ? ...

ถ้าหากการ  “เลี้ยงอาหาร”  กันในงานเมาลิด   เป็นการกิยาสมาจากการ  “ถือศีลอด”  ของท่านศาสดาเองในวันอาชูรออ์และในวันจันทร์อันเป็นวันเกิดของท่าน  ผมมองว่า การกิยาสดังกล่าวนี้น่าจะเป็น ... قِيَاسٌ مَعَ الِفَارِقِ...  คือ นำเอาสองอย่างที่ต่างกัน มาปรับใช้เป็นหุก่มเดียวกัน, ...  และยังเป็นการ  “สวนทาง”  กับซุนนะฮ์ที่ควรปฏิบัติในวันเกิดของท่านศาสดาอีกด้วย ...

“หิว”  เพราะการถือศีลอด กับ  “อิ่ม”  เพราะการกินเลี้ยงในวันเดียวกัน คือในวันเกิดของท่านนั้น  มันไม่เหมือนกันหรอกครับ ...
นี่คือ  ข้อบกพร่องจากการกิยาสระหว่างการถือศีลอดที่  “ท่านนบีย์”  ปฏิบัติในวันอาชูรออ์และวันเกิดของท่าน   กับการเลี้ยงอาหารซึ่ง  “พวกเรา”  ปฏิบัติในวันที่ตรงกับวันเกิดของท่าน ...

ที่ผมกล่าวว่า   การกิยาส ระหว่างการยืนให้เกียรติท่านนบีย์ กับการจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดท่านนบีย์  เป็น  قِيَاسٌ أَوْلَوِىٌّ นั้น   ก็อยากจะให้ท่านผู้อ่านเปิดย้อนกลับไปดูหลักฐานเรื่องการยืนเพื่อให้เกียรติท่านนบีย์อีกครั้งจากหน้า  17-18   ของหนังสือเล่มนี้ ...

หลักฐานบทนั้นบ่งบอกชัดเจนแล้วว่า  แค่การ  “ยืนให้เกียรติ”  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเหลือเกินสำหรับพวกเรา ..  ท่านศาสดายังรังเกียจจนเศาะหาบะฮ์ไม่กล้ากระทำกันแล้วทั้งๆที่อยากทำ (สงสัยว่า ท่านนบีย์คงมองว่า เป็นการ  “สอพลอ”  มั๊ง ?).
การ  “จัดงานเลี้ยงฉลองเสียใหญ่โต”  ในวันเกิดของท่านด้วยทุนทรัพย์มหาศาลจนบางครั้งกลายเป็นการฟุ่มเฟือย ซึ่ง  “เว่อร์”  เสียยิ่งกว่าการยืนให้เกียรติหลายร้อยเท่า  ท่านจะมิยิ่งรังเกียจหนักข้อเข้าไปหรือ ? ...

นี่คือ  ความหมายของคำว่า  قِيَاسٌ أَوْلَوِىٌّ   หรือการอนุมานเปรียบเทียบด้วยเหตุผลของตัวเทียบที่มีน้ำหนักมากกว่าเหตุผลในตัวบท ...
ผมยังขอยืนยันในความคิดเดิมของผมที่ว่า   มุสลิมที่มีอีหม่านและรักท่านนบีย์อย่างแท้จริงนั้น   จะต้องรักในสิ่งที่ท่านนบีย์รัก,   และจะต้องรังเกียจในสิ่งที่ท่านนบีย์รังเกียจ ...

การรักในสิ่งที่ท่านนบีย์รังเกียจ  ย่อมมีค่าเท่ากันและเสมอเหมือนกันกับการรังเกียจในสิ่งที่ท่านนบีย์รัก, ...
ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมเคยกล่าวว่า ...
 
                                      فَمَنْ رَغِبَ عَنْ سُنَّتِىْ  فَلَيْسَ مِنِّىْ
 
“ผู้ใดที่รังเกียจซุนนะฮ์ (แบบอย่าง) ของฉัน  เขาก็ไม่ได้อยู่บนแนวทางของฉัน”
ซุนนะฮ์ทุกอย่างที่ได้ทำแบบอย่างไว้  คือสิ่งที่ท่านนบีย์รัก,   หรือใครจะเถียง ? ...
ลงขนาดรู้ทั้งรู้เต็มหัวใจว่า  พฤติการณ์แบบนี้ท่านนบีย์รังเกียจ  แต่ยังยืนกรานที่จะทำโดยอ้างว่ารักท่าน   ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า รักท่านนบีย์ประสาอะไรมิทราบ ? ...

และที่ผมขำไม่ออกก็คือ  คำกล่าวในหนังสือ  “ข้อโต้แย้งปัญหาศาสนา”  เล่มที่  1  หน้า  122  ด้วยข้อความว่า ...
บทกลอนดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า  ประชากรอิสลามนั้น ให้เกียรติท่านนบี ศ็อลฯ ได้ไม่ว่าจะให้เกียรติด้วยวิธีใด   ทั้งนี้ ต้องไม่เหมือนกับการให้เกียรติของชาวนะศอรอ (คริสต์) ที่มีต่อนะบีของพวกเขา...

ที่ผมว่าขำไม่ออก  ก็เพราะคำแนะนำของท่านผู้เขียนท่านนั้นที่กล่าวว่า มุสลิมเราต้องให้เกียรติท่านนบีย์  และอย่าไปให้เกียรติท่านเหมือนที่พวกคริสเตียนให้เกียรตินบีย์ของพวกเขา  คำกล่าวนี้ ถูกต้อง ...  แต่ขณะเดียวกัน ท่านผู้เขียนฯ กลับส่งเสริมให้มีการจัดงานเมาลิด เพื่อให้เกียรติวันเกิดของท่านนบีย์ ...

ผมไม่เข้าใจว่า  ท่านผู้เขียนท่านนั้นไม่รู้,  หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้ ...  ว่า  การจัดงาน  “เมาลิด”  เพื่อฉลองวันเกิดให้ท่านนบีย์นั้น เป็นการ  “เลียนแบบ”  ชาวคริสต์ที่จัดงาน  “คริสต์มาส”  เพื่อให้เกียรติและเฉลิมฉลองวันเกิดของท่านนบีย์อีซา  ศาสดาของพวกเขา มาก่อนพวกเราตั้งนานหลายร้อยปีมาแล้ว ...
 
เท่าที่พูดมานี้  อย่ามีผู้ใดไปตีความในลักษณะ  “บิดเบือน”  เป็นอันขาดว่า  ผมต่อต้านการให้เกียรติวันเกิด หรือ  “เมาลิด”  ของท่านนบีย์ ..  ตรงกันข้าม ขอยืนยันว่าผมสนับสนุนเต็มที่ต่อการให้เกียรติ  “ตัว”  ท่านและให้ความสำคัญต่อ  “วันเกิด”  ของท่าน ... 
เพียงแต่ว่า ... วิธีการแสดงความรักและให้เกียรติท่านนบีย์ตามทัศนะของผม  จะไม่ขอส่งเสริมให้ผู้ใดปฏิบัติในสิ่งที่มีหลักฐาน –แม้จะจากการกิยาสก็ตาม –ว่า ท่านนบีย์รังเกียจ ...  ทว่า จะส่งเสริมให้รักท่านด้วยการปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของท่านเท่าที่สามารถจะทำได้  และอย่าไปกระทำสิ่งที่ท่านห้ามหรือรังเกียจเป็นอันขาด, ..  และวิธีการให้ความสำคัญกับ  “วันเกิด”  ของท่านก็คือ  ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามซุนนะฮ์ที่มีรายงานว่า ท่านเคยปฏิบัติในวันนั้น ..   คือ การ  “ถือศีลอด”  ในวันจันทร์อันเป็นวันเกิดของท่าน  ดังหะดีษที่ผ่านมาแล้วในหน้าที่  17  ...

เมื่อพูดถึงเรื่องการยืนเพื่อให้เกียรติ  ก็นึกขึ้นมาได้ว่า มีนักวิชาการหลายท่านกล่าวว่า  การลุกขึ้นยืนเพื่อให้เกียรติผู้ที่  “มีเกียรติ”  นั้น เป็นเรื่องที่อิสลามส่งเสริม โดยอ้างหะดีษบทหนึ่งมาเป็นหลักฐาน   คือคำพูดของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมที่กล่าวว่า ...  قُوْمُوْا لِسَيِّدِكُمْ...ซึ่งมีความหมายว่า  “จงลุกขึ้นยืนให้เกียรตินายของพวกท่านซิ”...

ความจริง สำนวนดังข้างต้นนี้  ไม่มีปรากฏอยู่ในรายงานใดของผู้ที่บันทึกหะดีษบทนี้ทั้งสิ้น !... ทว่า,  สำนวนที่ถูกต้องจากทุกๆกระแสที่รายงานมาตรงกันก็คือ  ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ...
 
                                               قُوْمُوْا إِلَى سَيِّدِكُمْ ...
 
... ซึ่งมีความหมายว่า  “จงลุกขึ้นไปหานายของพวกท่านซิ....”
 
สำนวนที่ว่า     قُوْمُوْا لِسَيِّدِكُمْ    กับสำนวนที่ว่า    قُوْمُوْا إِلَى سَيِّدِكُمْ    แม้จะมีความหมายในเชิงคำสั่งเหมือนกัน  คือให้ยืนขึ้น,  ให้ลุกขึ้น ..  แต่เจตนารมณ์จากคำสั่งดังกล่าวจะแตกต่างกัน  คือสำนวนแรก เป็นคำสั่งให้ลุกขึ้นยืนให้เกียรติ   แต่สำนวนที่สอง เป็นคำสั่งให้ลุกขึ้นไปหา เพื่อให้ความช่วยเหลือ ..  ซึ่งมีปรากฏชัดเจนในบางรายงานของท่านอิหม่ามอะห์มัด ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป ...

หะดีษบทนี้  ถูกบันทึกโดยท่านบุคอรีย์  หะดีษที่  6262,    ท่านอบู ดาวูด  หะดีษที่ 5215,     ท่านอะห์มัด  เล่มที่  2  หน้า  22,  71,   และท่านอบูยะอฺลาใน  “อัล-มุสนัด”  ของท่าน โดยรายงานมาจากท่านอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ ร.ฎ.   ด้วยสำนวนที่สองทั้งหมดดังได้กล่าวมาแล้ว ...
เหตุการณ์อันเป็นที่มาของหะดีษข้างต้นนี้  เกิดขึ้นในเดือนซุลเกาะดะฮ์  ฮิจญเราะฮ์ศักราชที่  5 ..   ตรงกับเดือนเมษายนของปี ค.ศ.  627 ..  หลังจากสงครามคอนดัก (สงครามสนามเพลาะ,  หรืออีกนัยหนึ่ง สงครามพันธมิตร ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในเดือนเชาวาลปีเดียวกัน) จบสิ้นลง ...
เมื่อพวกอฺรับกุเรชและพวกพันธมิตรอันได้แก่พวกยิวกลุ่มต่างๆแห่งนครมะดีนะฮ์ที่หวังจะรุม  “กินโต๊ะ”  ท่านนบีย์และบรรดามุสลิมในนครมะดีนะฮ์ได้ล่าถอยกลับไป  หลังจากได้ปิดล้อมมุสลิมที่นอกนครมะดีนะฮ์อยู่ประมาณ  15  วัน  แต่ต้องเผชิญกับยุทธวิธีอันชาญฉลาดของท่านศาสดา  คือ การขุดสนามเพลาะ (คอนดัก) ป้องกันตนเองตามคำแนะนำของท่านซัลมาน อัล-ฟาริซีย์จนทำให้พวกนั้นไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาได้  และสุดท้าย ก็ต้องผจญกับพายุอันรุนแรงและหนาวเย็นพัดกระหน่ำซ้ำเติมอีก ท่านอบูซุฟยาน บิน หัรฺบ์ แม่ทัพกุเรชจึงต้องยอมเลิกทัพกลับไปด้วยความผิดหวัง ...

เมื่อกลับเข้าไปในเมือง  ท่านศาสดาก็ได้รับบัญชาจากพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ผ่านทางท่านญิบรีล ให้รีบจัดการชำระบัญชีแค้นกับพวกยิวเผ่าบนีย์กุร็อยเซาะฮ์ ซึ่งเคยมีพันธะสัญญาร่วมกันกับมุสลิม   แต่กลับตระบัดสัตย์ด้วยการไปเข้าร่วมกับพวกกุเรชมาสู้รบกับมุสลิมในสงครามคอนดักด้วย  และเมื่อพวกกุเรชเลิกทัพถอยไป  พวกยิวเผ่าบนีย์กุร็อยเซาะฮ์ ก็รีบเสริมและยึดป้อมค่ายของพวกตนเป็นที่มั่น  เพราะแน่ใจว่า จะต้องถูกกองทัพมุสลิมตามมาคิดบัญชีแค้นแน่ ...

กองทัพมุสลิมจำนวน  3,000  คน ได้ปิดล้อมป้อมค่ายของพวกยิวเผ่าบนีย์กุร็อยเซาะฮ์อยู่  25  วัน  พวกนั้นจึงยอมจำนน  แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องให้ท่านสะอัด บิน มุอาซ อดีตหัวหน้ายิวเผ่าเอ๊าซ์ซึ่งเป็นพันธมิตรกันกับยิวเผ่าบนีย์กุร็อยเซาะฮ์  เป็นผู้พิจารณาตัดสินความผิดของพวกตน   ซึ่งท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมก็ยินยอม ..

ตอนนั้น  ท่านสะอีด บิน มุอาซ ซึ่งเป็นแม่ทัพมุสลิมคนหนึ่งในสงครามคอนดัก  ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะเส้นเลือดใหญ่ที่แขนขาดจากคมธนูของฝ่ายข้าศึก   และกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่กระโจมในมัสญิดของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม   ภายใต้การรักษาพยาบาลของของท่านรุฟัยดะฮ์ สตรีมุสลิมที่ทำหน้าที่เป็นพยาบาลคอยรักษาทหารมุสลิมที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ...
ท่านอิหม่ามอะห์มัด  ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ในหนังสือ  “อัล-มุสนัด”  ของท่าน  เล่มที่  6  หน้า  142  โดยรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ว่า ...
 
     وَبَعَثَ رَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِلَى سَعْدِ بْنِ مُعَاذٍ،  فَأُتِىَ بِهِ عَلَى حِمَارٍ عَلَيْهِ أُكَافٌ مِنْ لِيْفٍ، وَقَدْ حُمِلَ عَلَيْهِ .........  فَلَمَّا طَلَعَ عَلَى رَسُوْلِ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ  :  قُوْمُوْا إِلَى سّيِّدِكُمْ  فَأَنْزِلُوْهُ ...                                                             

“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จึงให้คนไปตามท่านสะอัด บินมุอาซมา   ท่านจึงถูกนำไปวางบนหลังลาซึ่งมีอานทำด้วยไยถัก และถูกบรรทุกมาบนหลังลานั้น ......   เมื่อท่านมาถึง  ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็กล่าว (แก่บรรดาเศาะหาบะฮ์ที่นั่งอยู่ร่วมกับท่าน ณ ที่นั้น) ว่า ..   “พวกท่านจงลุกขึ้นไปหานายของพวกท่าน  แล้วประคองเขาลงมาซิ”...

จากข้อความของหะดีษข้างต้นนี้ที่บ่งบอกชัดเจนว่า  คำสั่งของท่านนบีย์ที่ใช้ให้เศาะหาบะฮ์ลุกขึ้น  มิใช่เพื่อแสดงความเคารพ,  แต่เป็นการลุกขึ้นไปช่วยเหลือและประคองท่านสะอีด บินมุอาซซึ่งกำลังบาดเจ็บสาหัสลงจากหลังลา    ผมจึงคิดว่า ถ้าเราไม่  “รั้น”  ที่จะเอาชนะคะคานกันเกินไป   ก็คงไม่มีใครอ้างเอาหะดีษบทนี้มาเป็นหลักฐานเรื่องยืนให้เกียรติกันอีก ...

สรุปแล้ว   ผมไม่เห็นด้วยกับการแสดงความรักต่อท่านนบีย์ ด้วยการจัดงานเมาลิดเพื่อฉลองวันเกิดให้ท่าน,   และไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า การจัดงานเมาลิด เป็นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ ตามบทบัญญัติ   ทั้งนี้ เพราะ...

1.  ผมถือว่า การจัดงานเมาลิด  เป็นการ  “เลียนแบบ”  การจัดงานวันคริสต์มาสของชาวคริสต์ อันเป็นเรื่องที่ท่านศาสดาห้าม ...
2.  ผมถือว่า การจัดงานเมาลิดเพื่อฉลองวันเกิดให้ท่านอย่างใหญ่โตมโหฬารอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้  เป็นการกระทำที่ท่านนบีย์ รังเกียจยิ่งกว่าการยืนให้เกียรติท่าน  .. ตามหลักการ  قِيَاسٌ أَوْلَوِىٌّ ที่อธิบายผ่านมาแล้ว ... และ
3.  ความเข้าใจที่ว่า   การจัดงานเมาลิด เป็นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ตามบทบัญญัติ  เป็นการค้านกับหะดีษเศาะเหี๊ยะฮที่ท่านนบีย์กล่าวว่า  ทุกๆบิดอะฮ์ (ตามบทบัญญัติ) เป็นความหลงผิด ...

ส่วนวิธีแสดงความรักและให้เกียรติกับท่านนบีย์ที่ถูกต้องตามซุนนะฮ์ และถูกต้องตามคำสั่งของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ก็คือ ...

1.   ปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของท่านอย่างเคร่งครัดเท่าที่สามารถจะทำได้,  ฟื้นฟูซุนนะฮ์ของท่านที่ถูกมนุษย์บางกลุ่มทำลายไป,   หลีกเลี่ยงจากการปฏิบัติในสิ่งที่ท่านห้ามหรือมีหลักฐานว่า ท่านรังเกียจในทุกๆกรณี ...

2.  การให้ความสำคัญกับ  “วันเกิด”  ของท่านตามซุนนะฮ์  ก็คือ การถือศีลอดในวันที่ตรงกับวันเกิดของท่าน (ซึ่งไม่มีข้อขัดแย้งกันเลย)  คือวันจันทร์ ...

ส่วนความเชื่อที่ว่า  วันเกิดของท่านตรงกับวันที่  12  เดือนรอบีอุ้ลเอาวัลนั้น  เป็นเพียงหนึ่งจากหลายๆทัศนะในเรื่องนี้   ซึ่งยังมีความขัดแย้งกันอยู่มากว่า วันเกิดของท่านคือวันใดกันแน่ระหว่างวันที่ 2,  วันที่ 8,   วันที่ 10,   วันที่ 12,   วันที่ 17,   วันที่ 18,  ของเดือนรอบีอุ้ลเอาวัล,   และนักวิชาการบางท่านก็ยังมีความเชื่ออีกว่า  วันเกิดของท่านศาสดาคือวันที่ 12  เดือนรอมะฎอน ...   ดังรายละเอียดที่ท่านอัษ-ษะฮะบีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ  “อัล-บิดายะฮ์ วัล-นิฮายะฮ์”  เล่มที่  1  ส่วนที่  1  หน้า  662-664 ...  

ความขัดแย้งดังกล่าวมานี้  จึงเป็นอุปสรรคต่อการที่จะไปกำหนดว่า  วันใดและเดือนใด  คือวันเกิดและเดือนเกิดอันแท้จริงของท่านศาสดากันแน่ ? ...
                                   
.....วัลลอฮุ อะอฺลัม .....


อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาตขยายรายละเอียดเพิ่มเติมจากคำกล่าวในหน้า  11  ที่ผ่านมาแล้ว  ก็คือ การรวมกลุ่มกันกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์,  และการห้ามปรามของท่านอิบนุ มัสอูด ร.ฎ. ต่อกลุ่มชนที่  “ร่วมกันซิกรุ้ลลอฮ์”   ในมัสญิดแห่งหนึ่งว่าเป็นการอุตริ ...    
หะดีษเรื่องท่านอิบนุ มัสอูด ร.ฎ.  กล่าวตำหนิกลุ่มชนที่ร่วมกันกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์ ด้วยวิธีการที่พวกเขากำหนดขึ้นมา ...   ดังการบันทึกของท่านอัด-ดาริมีย์ ที่กล่าวมานั้น   เป็นหะดีษที่สายรายงานถูกต้อง  (صَحِيْحٌ)  ดังการวิจารณ์ของท่านอัล-อัลบานีย์ในหนังสือ  “อัศ-เศาะหี้หะฮ์”  ของท่าน   เล่มที่  5   หน้า  11  หรือหะดีษที่  2005 ...

            ดังนั้น  ข้อเขียนในเว็บไซด์หนึ่ง ที่อ้างว่า   หะดีษบทนี้เฎาะอีฟ   เพราะในสายรายงานของหะดีษนี้  มีผู้รายงานที่เฎาะอีฟอยู่  2  ท่าน   คือ ท่าน  “อัล-หะกัม บิน อัล-มุบาร็อก”   และท่าน  “อัมร์ บิน ยะห์ยาบิน สะลิมะฮ์”... โดยอ้างการวิจารณ์ของท่านอัษ-ษะฮะบีย์จากหนังสือ  “อัล-มีซาน”, ..  ท่านอิบนุ อฺดีย์ จากหนังสือ  “อัล-กามิลฯ”..  และท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์จากหนังสือ  “ลิซานุ้ล มีซาน”  นั้น ...  จึงรับฟังไม่ขึ้น ...
           
เพราะการวิจารณ์ประวัติของผู้รายงานทั้ง  2  ท่านนั้น  เมื่อได้ไปตรวจสอบดูแล้ว พบว่า “ผู้วิจารณ์”  ที่ถูกอ้างถึงมี  2  ท่าน   คือ ท่านอิบนุ อะดีย์และท่านยะห์ยา บิน มุอีน  โดยที่ผู้วิจารณ์ทั้ง  2  ท่านนั้น  ไม่ได้อธิบายจุดบกพร่องของท่านอัล-หะกัม  และท่านอัมร์ ไว้เลยว่า  บกพร่องอย่างไร ? ..  ขณะเดียวกันก็มีนักวิชาการอีกหลายท่านที่ให้ความเชื่อถือต่อท่านอัล-หะกัม บิน อัล-มุบาร็อกและท่านอัมร์ บิน ยะห์ยา ...   
ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการหลายท่านจึงไม่ยอมรับข้อวิจารณ์ของท่านอิบนุอะดีย์และท่านยะห์ยา บินมุอีนต่อบุคคลทั้ง  2  ดังกล่าว  แม้กระทั่งท่านอัษ-ษะฮะบีย์เองก็ตาม ..
           
ในรายของท่านอัล-หะกัม บิน อัล-มุบาร็อก นั้น ท่านอัษ-ษะฮะบีย์  ได้กล่าวสรุป ในหนังสือ  “มีซาน อัล-เอี๊ยะอฺติดาล”  เล่มที่  1  หน้า  579  ว่า  صَدُوْقٌ  คือ  “พอจะเชื่อถือได้”.. (ซึ่งในเว็บไซด์ดังกล่าวก็ได้นำเอาคำกล่าวนี้ของท่านอัษ-ษะฮะบีย์ มาลงประกอบไว้ด้วย  แต่ผู้เขียนท่านนั้นคงไม่เข้าใจบทสรุปของท่านอัษ-ษะฮะบีย์เอง) .. และในหนังสือ  “อัล-กาชิฟ”  เล่มที่  1  หน้า  183  ท่านอัษ-ษะฮะบีย์ก็ได้กล่าวถึงท่านอัล-หะกัม ไว้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิมว่า ..  ثِقَةٌ  ..  คือ เชื่อถือได้ ...

            ส่วนในรายของท่านอัมร์ บิน ยะห์ยานั้น    ท่าน ยะห์ยา บิน มุอีน ถูกอ้างว่า เป็นผู้ไม่ให้ความเชื่อถือต่อท่านอัมร์ บิน ยะห์ยา ..  ดังข้อความและหนังสืออ้างอิงที่ปรากฏในเว็บไซด์ ซึ่งผมตรวจสอบแล้ว  ถือว่าเป็นการคัดลอกมาอย่างถูกต้อง ... แต่เมื่อไปเปิดดูหนังสือ  “อัล-ญัรฺห์ วัต-ตะอฺดีล”  ของท่านอิบนุ อบีย์หาติม อัรฺ-รอซีย์  เล่มที่  6  หน้า  269  กลับปรากฏข้อความว่า ..
 
                        قَالَ يَحْيَى بْنُ مُعِيْنٍ  :  عَمْرُو بْنُ يَحْيَى بْنِ سَلِمَةَ  ثِقَةٌ ...
 
“ท่าน ยะห์ยา บิน มุอีน กล่าวว่า  :   ท่านอัมร์ บิน ยะห์ยา บินสะลิมะฮ์  เป็นผู้ที่  “เชื่อถือได้”...
สรุปแล้ว  ทั้งท่านอัล-หะกัม บิน อัล-มุบาร็อก  และท่านอัมรฺ บิน ยะห์ยา บิน สะลิมะฮ์ จึงเป็นผุ้รายงานที่เชื่อถือได้   และหะดีษบทข้างต้นนั้นก็เป็นหะดีษที่ถูกต้อง..

เมื่อพูดมาถึงเรื่องการกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์ร่วมกัน ดังปรากฏในเว็บไซด์นั้น  ผมก็อยากจะขอเรียนเพิ่มเติมว่า ...
เว็บไซด์ของคุณฟารุก นักศึกษาจากกรุงไคโร ที่อ้างว่า เพื่อจะแฉสิ่งที่พวกวะฮ์ฮาบีย์บิดเบือนนั้น  ผมไม่ทราบว่า คำว่า  “วะฮ์ฮาบีย์” ---ที่ท่านใช้คำนี้ประณามผู้ที่มีทัศนะใดในเรื่องศาสนาไม่ตรงกับท่าน --- บ่อยๆนั้น ท่านทราบประวัติของเขาหรือไม่ว่าเป็นใคร ?  มีหลักอะกีดะฮ์อย่างไร ?   มีแนวปฏิบัติในเรื่องศาสนาอย่างไร ? ...

ถ้าท่านอ้างว่าทราบประวัติมาเป็นอย่างดีแล้ว  อย่างน้อยที่สุดท่านก็คงจะไม่ปฏิเสธว่า   ท่านมุหัมมัด บิน อับดุลวะฮ์ฮาบผู้นี้  -- ที่ท่านเรียกแนวคิดของเขาและบรรดาผู้ที่เชื่อถือเขาด้วยความอคติและอย่างดูแคลนว่า เป็นพวกวะฮ์ฮาบีย์นั้น --  ถือหลักปฏิบัติฟิกฮ์ ตามทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุ หัมบัล ..  

และท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัลผู้นี้  คือหนึ่งในสี่อิหม่ามที่หนังสือฟิกฮ์มัสฮับชาฟิอีย์แทบทุกเล่มกล่าวยอมรับว่า   كُلٌّ مِنَ اْلأَئِمَّةِ اْلأَرْبَعَةِ عَلَى الصَّوَابِ..    แต่ละท่านจากอิหม่ามทั้งสี่ท่านนั้น  ล้วนอยู่บนแนวทางที่ถูกต้องทั้งสิ้น  ใช่หรือไม่?...

ก็เมื่อท่านมุหัมมัด บิน อับดุลวะฮ์ฮาบถือหลักปฏิบัติตามแนวทางของท่านอิหม่ามอะห์มัดอันได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง   เหตุใดพวกท่านจึงไปกล่าวในลักษณะดูถูกเหยียดหยามท่านตลอดเวลาด้วยคำว่า  วะฮ์ฮาบีย์ ? ...
หรือพวกท่านเข้าใจว่า  สิ่งที่พวกท่านถือปฏิบัติอยู่เท่านั้น คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด  ...

ใครที่ปฏิบัติไม่เหมือนพวกท่าน   ก็จะต้องถูกประณาม,  ถูกดูหมิ่นดูแคลนด้วยคำว่า  “วะฮ์ฮาบีย์”  หรือคำว่า  “หุก่มมูดา”.. ตลอดเวลา   ไม่ว่าผู้นั้นจะปฏิบัติตามแนวทางของท่านอิหม่ามหะนะฟีย์,  อิหม่ามมาลิกีย์,  หรืออิหม่ามหัมบะลีย์ ที่นักวิชาการฟิกฮ์แห่งมัษฮับชาฟิอีย์ของท่าน  ยอมรับแล้วว่า ถูกต้อง ...
 
หลายครั้งที่ผมเจอข้อเขียนในเว็บไซด์ของผู้ที่น่าจะเป็น  “ปัญญาชน”  เหล่านี้ ที่เขียนในลักษณะยกตนข่มท่าน หรือก้าวร้าวต่อนักวิชาการ,  ทั้งในอดีตหรือปัจจุบันที่โลกมุสลิมต่างก็ยอมรับ  เพียงเพราะพวกท่านมีทัศนะบางอย่างเรื่องศาสนาไม่ตรงกับตนเองเท่านั้น ...
ก็อยากจะขอแนะนำพวกท่านนักศึกษาดังกล่าวนี้ว่า  วิชาการของพวกท่านที่อาจจะหลงตนเองว่า มีมากมายมหาศาลแล้วนั้น  ที่จริงยังห่างชั้นกับบรรดานักวิชาการที่พวกท่านก้าวร้าวต่อพวกเขามากมายนัก  ...

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของวิชาการหะดีษ ที่ผมเห็นว่า  พวกท่านยังอยู่ในระดับ  “ประถม”  ด้วยซ้ำไป ...
จะอย่างไรก็ตาม  นักวิชาการทุกท่านทั้งอดีตและปัจจุบัน  ไม่ว่าท่านจะปราดเปรื่องในวิชาการสักปานใด  แต่พวกท่านก็คือปุถุชน   ย่อมมีผิดหรือถูกได้เช่นกัน   ดังนั้น เมื่อผู้ใดเห็นว่า  คำกล่าวใดหรือหลักฐานใดของพวกท่านไม่ถูกต้อง  เขาก็มีสิทธิ์จะนำเสนอข้อมูลที่เห็นว่าถูกต้องกว่า  มาชี้แจงหักล้างทัศนะหรือหลักฐานของพวกท่านได้ตามหลักวิชาการ  ซึ่งก็ไม่ถือว่า เป็นการลบหลู่พวกท่านแต่อย่างใด ...
แต่การหักล้างกันด้วยหลักวิชาการ  จะแตกต่างกับวิธีการกล่าวโจมตีหรือเสียดสีตัวท่านด้วยความอคติที่ผสมผสานกับความอวิชาของตนเอง,  อย่างที่มีปรากฏอยู่ในเว็บไซด์เหล่านั้น   เพราะสิ่งนี้ มิใช่เป็นมารยาทที่  “นักวิชาการจริงๆ”  จะพึงกระทำ ...

สำหรับเรื่องการกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์ในลักษณะรวมกลุ่มนั้น  ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า  จะมี  “วะฮ์ฮาบีย์”  ของท่านคนใดกล่าวคัดค้านมัน  “โดยปราศจากเงื่อนไข” ว่า เป็นเรื่องบิดอะฮ์หรือต้องห้าม ...  ทั้งนี้  ก็เพราะหะดีษเรื่องความประเสริฐของการซิกรุ้ลลอฮ์ในลักษณะดังกล่าว  ถูกบันทึกมาด้วยสายรายงานที่ถูกต้องจากท่านมุสลิม,  ท่านอัต-ติรฺมีซีย์,   ท่านอัล-หากิม  ดัง  “บางส่วน”ที่ท่านได้นำเสนอไปแล้วในเว็บไซด์ของท่าน ...

แต่ประเด็นสำคัญก็คือ  ท่านเข้าใจหรือเปล่าว่า  “ซิกรุ้ลลอฮ์รวมกลุ่ม”  ลักษณะใด,  ในสถานที่ใด,  มีเจตนาเช่นไร ? ..  ที่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวส่งเสริมให้กระทำ  .. ตามหลักฐานที่ท่านนำมาอ้าง ? ...
ถ้าท่านไม่ทราบ  ผมก็จะขอบอกให้เอาบุญก็ได้ว่า   การซิกรุ้ลลอฮ์รวมกลุ่มที่ถูกต้องตามบทบัญญัติ (ซึ่งก็มีอยู่ในลักฐานที่ท่านนำมาอ้างนั่นแหละ) จะต้อง ...

1.  ไม่ใช่การซิกรุ้ลลอฮ์ด้วย  “วิธีการ”  แปลกๆที่ถูกกำหนดกันขึ้นมาเอง  (ดังการห้ามในหะดีษของท่านอิบนุ มัสอูด ร.ฎ. ที่ท่านกล่าวว่าเป็นหะดีษเฎาะอีฟบทนั้น) ...
2.  เป็นการซิกรุ้ลลอฮ์ –ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำอย่างไร –ในลักษณะสงบเงียบ,  เบา,  และสำรวม .. (ดู  “มุสลิม”  หะดีษที่  44/2704) ...
3.  ให้ทำในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการกล่าวถึงพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.  เช่น  มัสญิด,  โรงเรียน,   บาแล  เป็นต้น  (ดู  “มุสลิม” หะดีษที่  38/2699, ..  หะดีษที่  40/2701,  ..   และหนังสือ  “ชัรฺหุมุสลิม”  ของท่านอิหม่ามนะวะวีย์  เล่มที่  9  ส่วนที่  17  หน้า  21) ...
4.  เป็นการซิกรุ้ลลอฮ์ที่มีเป้าหมายเพื่อ  “ขอบคุณพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.”  และ“ด้วยความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาศ)”เท่านั้น .. (ดังหะดีษของท่านมุอาวิยะฮ์ที่ท่านได้นำลงในเว็บไซด์ อันเป็นหะดีษที่ถูกบันทึกโดยท่านมุสลิม  หะดีษที่  40/2701,   และท่านอัต-ติรฺมีซีย์  หะดีษที่  3439  จากหนังสือ  “ตั๊วะห์ฟะตุ้ล อะห์วะซีย์”) ..   และผมก็ขอนำเสนอคำแปลของท่านเองจากหะดีษบทนั้นที่ว่า ...

แล้วท่านร่อซูลุลลอฮ์กล่าวว่า  อะไรที่ทำให้พวกท่านนั่งอยู่หรือ ?   บรรดาซอฮาบะฮ์กล่าวว่า  เราได้นั่งเพื่อกล่าวซิกรุลลอฮ์  และทำการสรรเสริญอัลลอฮ์ต่อสิ่งที่พระองค์ทรงชี้นำกับเราไปยังอิสลาม  และสิ่งที่พระองค์ทรงประทานความโปรดปรานแก่เรา  ท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ซ.ล.) กล่าวว่า  อัลลอฮ์ !ไม่มีอะไรทำให้พวกท่านนั่ง  นอกจากดังกล่าวนั้นดอกหรือ ?  พวกเขากล่าวว่า  อัลลอฮ์ ! ไม่มีอะไรที่ทำให้เรานั่งอยู่เว้นแต่สิ่งดังกล่าวนั้น .......

เพราะฉะนั้น   หวังว่าท่านคงจะได้รับรู้ความจริงจากข้อมูลเหล่านี้ว่า   การ  ซิกรุ้ลลอฮ์รวมกลุ่มที่  ถูกต้องตามบทบัญญัติจริงๆนั้น  คงไม่มี  “วะฮ์ฮาบีย์”  ปัญญาอ่อนคนไหนจะกล้าไปคัดค้านได้หรอก   นอกจากการซิกรุ้ลลอฮ์ประเภทที่ถูกอุตริวิธีการแปลกๆขึ้นมา  อย่างเช่นชนบางกลุ่มที่ปากกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์ไปพร้อมกับการกระโดดโลดเต้นไป,   หรือบางกลุ่มที่รวมตัวกันตะเบ็งเสียงซิกรุ้ลลอฮ์พร้อมๆกันจนมัสญิดแทบพัง,    หรือประเภทไปรวมกลุ่มซิกรุ้ลลอฮ์กันในป่าช้า,   หรือประเภทรวมกลุ่มซิกรุ้ลลอฮ์กันที่บ้านคนตายเพื่อ  “ส่งบุญ”  ให้แก่คนตาย,   หรือเพื่อหวังจะได้รับ  “ค่าจ้าง”  จากญาติของคนตาย  เป็นต้น ...

ซิกรุ้ลลอฮ์รวมกลุ่มในลักษณะดังกล่าวเหล่านี้แหละที่พวก  “วะฮ์ฮาบีย์”  ของพวกท่านคัดค้าน  ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่า เป็นเรื่องถูกต้อง ...
หรือหากพวกท่านมีหลักฐานว่า  การซิกรุ้ลลอฮ์รวมกลุ่มในลักษณะดังกล่าว เป็นเรื่องที่อิสลามส่งเสริมให้ปฏิบัติ  ก็โปรดชี้แจงหลักฐานมาเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้ที่ยังไม่รู้อย่างผม  จะเป็นพระคุณมาก ...
 
วัลลอฮุ อะอฺลัม.
 

          وصلى اللـه على خيرخلقه سيدنا محمد،   وعلى آله وصحبه وسلم.

เอกสารค้นพบจากการค้นจากกรูเกิ้ล อ่านบทความศาสนาหรือบทความใด ๆ โปรดใช้วิจรณญาน
หรือถามผู้รู้ก่อนนำไปอ้างิือิงใด ๆ
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส