Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ประวัติศาสตร์อิสลาม : มุฮัมมัด ศาสนฑูตของอัลลอฮ์
Welcome Guest, please login or register.
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติศาสตร์อิสลาม : มุฮัมมัด ศาสนฑูตของอัลลอฮ์  (อ่าน 1321 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8373 Level 74 : Exp 55%
HP: 3.7%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: เมษายน 06, 2013, 10:12:45 pm »
แบ่งปัน

   

    

   "มุฮัมมัด" ศาสนฑูตของอัลลอฮ์

   โดย อ.อิมรอน มะกูดี

    

            ท่านนะบีมุฮัมมัด นั้นท่านไม่ได้พึ่งความยิ่งใหญ่แห่งมนุษย์ชาติ บนทรัพย์สิน ความมีหน้ามีตา ความเป็นมหาเศรษฐี หรือความเป็นญาติใกล้ชิด ทั้งนี้เพราะท่านเติบโตขึ้นมา ในฐานะลูกกำพร้าและความยากจน ท่านมีชีวิตอยู่อย่างผู้ที่อ่านเขียนไม่เป็น ตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งวาระสุดท้าย ชีวิตของท่านปราศจากความฟุ่มเฟือย เพริดแพร้ว ความจอมปลอมของวัตถุ และอารณ์ใฝ่ต่ำ ดังนั้น ท่านจึงสู้รบกับนักรบ หาฟืน ขุดสนามเพลาะ และสร้างมัสยิดด้วยมือที่มีเกียรติของท่าน

   ท่านต้องเผชิญการโจมตีของศัตรูหลายๆ สมรภูมิ ท่านเคยหาหินมาผูกไว้กับท้องเพราะความหิวโหย ท่านได้ถูกให้เลือกระหว่างการเป็นนะบีที่เป็นกษัตริย์  และการเป็นนะบีที่เป็นบ่าว ท่านได้เลือกเอาการเป็นนะบีที่เป็นบ่าว เพราะจะได้หิวโหยวันหนึ่งแล้วอดทน และอิ่มวันหนึ่ง แล้วขอบคุณต่ออัลลอฮ์  ท่านรักการเป็นนะบีมากกว่า ทั้งๆที่เสียงของพวกมุชริกยังดังก้องหู เรียกร้องให้ท่านเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวย โดยคัดค้านท่านในการเป็นบ่าวและเป็นเราะซูล

             อัลกุรอาน ได้เล่าเรื่องของคนเหล่านั้น ไว้ในซูเราะฮ์อัลฟุรกอน มีความว่า

   "และเขาเหล่านั้นกล่าวว่า นี่เราะซูลอะไรกัน เขากินอาหารและเดินในตลาด

   ไฉนเล่ามลาอิกะฮ์ตนหนึ่งไม่ถูกส่งมายังเขา(เราะซูล) จะได้มาเป็นผู้ตักเตือนร่วมกับเขา

   หรือไม่ก็คลังสมบัติถูกโยนมาให้เขา หรือไม่ก็ให้มีสวนหนึ่งแก่เขา โดยที่เขาจะได้บริโภค(ลูกไม้) จากสวนนั้น

   และพวกอธรรมกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย(กลุ่มผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์) มิได้ดำเนินตามใคร นอกจากคนที่ถูกอาคมครอบงำเท่านั้น"

    

             ท่านอุมัร อิบนุคอฏฏอบ ได้เดินเข้าไปหาท่านเราะซูล  ขณะที่ท่านกำลังนอนหลับอยู่บนเสื่อผืนเก่าๆ ซึ่งสีข้างของท่านยังมีรอยเสื่อติดอยู่ ท่านอุมัร ได้ร้องไห้เมือได้เห็นสภาพของท่านเราะซูล  เป็นเช่นนั้น หลังจากท่านได้รำลึกถึงกษัตริย์เปอร์เซีย(กิสรอ) ซีซาร และสิ่งที่คนทั้งสองอวดดีอวดโต และโอ้อวดด้วยการใช้ผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ และสิ่งที่เขาทั้งสองได้รับความสุขในพระราชวัง   ท่านเราะซูล  จึงปลอบโยนท่านอุมัรว่า

   "โอ้ อุมัร พวกเหล่านี้เป็นหมู่คณะที่จะได้รับสิ่งดีๆ อย่างรีบด่วนในชีวิตนี้ ส่วนพวกเรานั้นเป็นหมู่คณะที่จะได้รับสิ่งดีๆ ในภายหลัง คือ วันกิยามะฮ์"

    

            แท้จริง มุฮัมมัด  ในความยิ่งใหญ่อันแท้จริงของท่านนั้น ท่านมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ แม้ภายหลัง อัลลอฮ์ ได้ทรงอำนวยให้พิชิตเมืองต่างๆ และบรรลุสู่ชัยชนะอย่างชัดแจ้งต่อศัตรู ท่านก็มิได้ใช้ผ้าไหมปูแทนพรม มิได้สวมใส่เสื้อผ้ากำมะหยี และมิได้ประดับประดาด้วยทองคำ ตรงกันข้ามบ้านพักของท่านกลับเป็นบ้านเล็กๆ ที่อยู่แบบธรรมดาๆ และปรากฏว่าเดือนหนึ่ง หรือสองเดือนผ่านไป ในบ้านหลังนั้นมิได้มีการจุดไฟหุงหาอาหารกันเลย

            อุรวะฮ์ อิบนุ ซุไบยร์ กล่าวขณะนั่งฟังท่านหญิงอาอิซะฮ์ น้าสาวของเขาพูดกับเขาถึงเรื่องนี้ว่า

   "โอ้ น้าสาว เขา(มุฮัมมัด) มิได้ให้พวกท่านกินอยู่บ้างหรือ" ท่านหญิงอาอิซะฮ์ กล่าวว่า "มีอยู่สองอย่าง คือ อินทผลัม กับ น้ำ"

    

            ท่านเราะซูล  ไม่เคยประจบสอพลอหมู่คณะของท่าน หรือพยายามเอาอกเอาใจคนเหล่านั้น หากแต่ท่านมีเป้าหมายอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือ การเชิญชวน การเรียกร้องสู่อัลลอฮ์ สู่การศรัทธาต่อพระองค์ และช่วยเหลือมนุษย์  ให้พ้นจากความหลงผิดของการบูชาเทวรูป  เเละความเหลวไหลไร้สาระของญาฮิลียะฮ์

            ขณะที่ท่านเราะซูล  กล่าวเเก่เขาเหล่านั้นว่า  เเท้จริง  ฉันนี้คือเราะซูลของอัลลอฮ มายังพวกท่านทั้งมวล พวกเขาเหล่านั้นปฏิเสธท่าน เเละรวมหัวกันต่อต้าน เเต่ท่านไม่ได้อ่อนข้อให้เขาเหล่านั้น ตรงกันข้ามท่านกลับเริ่มโจมตีในสิ่งที่พวกเขาหวงเหนเเละบูชาอยู่ คือ ในหลักการเชื่อมั่น เเละการค้าขายของพวกเขา จนกระทั่งบางคนในหมูพวกเขา กล่าวเเก่ท่านว่า

   "โอ้ มูฮัมหมัด เเท้จริงท่านได้นำเรื่องสำคัญยิ่งมาสู่หมู่คณะเเละด้วยสิ่งที่เจ้านำมานั้น เจ้าได้ให้หมู่คณะเเตกแยกกัน

   เจ้าได้สบประมาทคนเหล่านั้น เเละได้ตำหนิพระผู้เป็นเจ้า เเละศาสนาของของคนเหล่านั้น"

    

           คนทั้งหลายได้ทำร้าย เละสู้รบกับท่านนะบี  กดขี่ และทำร้ายสาวกของท่าน จนชีวิตความเป็นอยู่ของท่านนะบีในมักกะห์นั้น เป็นเสมือนสายโซ่แห่งความยากลำบาก(คือมีความยากลำบากอยู่เนืองๆ) อีกทั้งศรัทธาชน  ผู้เป็นสาวกได้รับการเขย่าขวัญอย่างรุนเเรง

            ถึงกระนั้นก็ตาม ท่านมิได้อ่อนเเอ และความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวมิได้เสื่อมคลายเลย ท่านมิได้คิดที่จะเอาใจ  หรือสร้างความพึงพอใจแก่คนเหล่านั้น แม้แต่ลุงของท่านเอง (อบูฏอเล็บ) เมื่อเขาได้ขอร้องให้ท่านลดหย่อนการรณรงค์ต่อพวกมุชริกีน ท่านนะบีได้ปฏิเสธคำขอร้องนั้นอย่างเด็ดขาด  พร้อมกับกล่าวถ้อยคำที่เป็นที่ทราบกันอย่างเเพร่หลายว่า

   "โอ้ คุณลุง ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ หากเขาเหล่านั้นจะเอาดวงอาทิตย์มาวางไว้ในมือขวาของฉัน   และเอาดวงจันทร์มาวางไว้ในมือซ้ายของฉัน

   โดยทีจะให้ฉันทิ้งเรืองนี้ (เรืองการเผยเเพร่ศาสนา)   ฉันจะไม่ยอมทิ้งเป็นอันขาด  จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงให้เรื่องนั้นประจักษ์ชัด  หรือจะทรงทำลายสิ่งอื่นจากมัน"

    

            เเละนี่คือสิ่งที่พวกกกุรอยช์ได้เสนอเเก่ท่านนะบี   ซึ่งการเป็นกษัตริย์ครองอำนาจราชบัลลังก์  ทรัพย์สมบัติ   เกียรติ  ความมีหน้ามีตา เเละการเป็นนายโดยให้แลกเปลี่ยนกันกับการละทิ้งการเรียกร้องเชิญชวน หรือไม่ก็ปล่อยให้อยู่ในระหว่างตัวท่านกับหมู่คณะของท่าน

             อุตบะฮ์ อิบนุ ร่อบีอะฮ์ ไปหาท่านเราะซูล  ในฐานะเป็นตัวแทนจากพวกกุรอยช์ เสนอข้อเสนอดังกล่าวทั้งหมดเพื่อเป็นการยั่วให้เกิดความอยากได้ และเป็นการทดสอบท่าน 

   อุตบะฮ์  กล่าวว่า

             "โอ้  ลูกของน้องชาย  (หลาน)  เอ๋ย เจ้านั้นก็เป็นคนหนึ่งในพวกเรา  โดยที่เจ้านั้น  มาจากตระกูลที่ดีเลิศในพวกเรา   เเละมีเชื่อสายที่มีเกียรติยิ่งในพวกเรา แท้จริง เจ้าได้นำเอาเรื่องสำคัญใหญ่หลวงมาสู่หมู่คณะของเจ้า เจ้าได้ทำให้ชุมชนในหมู่คณะนั้นแตกแยกกัน  เจ้าได้สบประมาทพระผู้เป็นเจ้าของเขาเหล่านั้น 

   โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย  หากเจ้าต้องการทรัพย์สมบัติในเรื่องนี้ เราก็จะรวบรวมทรัพย์สมบัติให้เเก่เจ้า จนกระทั่งเจ้าเป็นคนที่มีทรัพย์สมบัติมากที่สุดในพวกเรา หากเจ้าต้องการเป็นกษัตริย์   เราก็จะแต่งตั้งเจ้าให้เป็นกษัตริย์ปกครองเรา  

   หากเจ้าต้องการเกียรติยศและการเป็นนาย เราก็จะเเต่งตั้งเจ้าให้เป็นนายเหนือพวกเรา หากผู้ที่มาหาเจ้าเเสดงว่าเป็นผู้ที่มาจากญิน เเละเจ้าไม่สามารถจะขจัดปัดเป่าให้ พ้นจากตัวเจ้าได้   เราก็จะหาหมอให้เจ้า เเละจะเป็นผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายให้เจ้าจนกระทั่งเจ้าพ้นจากการรบกวนของพวกญิน"

             ท่านเราะซูล  ตอบอุตบะฮ์ ด้วยอายาตอัลกุรอาน ซึ่งสามารถครอบงำจิตใจความนึกคิด เเละก่อให้เกิดความประทับใจเเก่เขาอย่างยิ่งยวด   จากอายาตต่างๆ  ที่ท่านเราะซูลได้นำมาอ่าน  เขาได้พบว่า  ท่านไม่มีความโลภ ความหลงในการมีอำนาจปกครอง ในทรัพย์สมบัติ  หรือการเป็นนายเหนือหัว  หากเเต่ความตั้งใจจริงอันเดียวเเละเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของท่าน คือ ต้องการให้คนทั้งหลายเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา ไม่นำเอาสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์  เเละละทิ้งสิ่งที่ปู่ย่าตายายเคยปฏิบัติมาอันเป็นเรื่องหลงผิดเเละเหลวไหล

    

            อีกด้านหนึ่ง ท่านเราะซูล ได้อ่านพระคัมภีร์ให้เเก่มนุษย์ฟัง ซึ่งในคัมภีร์นั้นพระองค์ได้ทรงตำหนิท่านในบางครั้ง ขณะที่เราเห็นว่าผู้ชอบเป็นผู้นำ พยายามที่จะปกปิดข้อตำหนิเหล่านั้นมิให้ประชาชนรู้ เเล้วเเสดงต่อหน้าคนทั้งหลาย  ซึ่งทุกสิ่งที่เป็นความประเสริฐอันจะทำให้ใกล้ชิดกับคนทั้งหลายยิ่งขึ้น ส่วนท่านเราะซูล  นั้น  ทั้งๆที่ได้รับการสนับสนุนจากวะฮีย์ที่มาจากเบื้องบนท่านยังยอมการตำหนิจากอัลลอฮ์ ด้วยหัวใจที่กว้างขว้าง  ท่านได้เผยเเพร่ออกไปอย่างตรงไปตรงมาชัดเจน ด้วยความสัตย์จริง เเละความซื่อสัตย์ ส่วนหนึ่งจากตัวอย่างนั้น  คือ  สิ่งที่อัลลอฮ์ได้ระบุไว้ซึ่งมีความว่า

    "ไม่บังควรที่นะบี จะมีเชลยไว้กับเขา  จนกว่าเขาจะได้ทำการสังหารอย่างมากมาย  ในผืนเเผ่นดิน

   พวกเจ้าต้องการปัจจัยในโลกนี้    เเต่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้ได้  ในอาคีเราะฮ์เเละอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพ  ทรงปรีชาญาณ"

   "และหากไม่มีกำหนดมาจากอัลลอฮ์มาก่อน แน่นนการลงโทษอันอันยิ่งใหญ่ก็ประสบกับเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าได้เอา (ค่าไถ่)"

   และอัลลอฮ์ตรัสไว้มีความว่า

   "และจงรำลึก เมื่อเจ้ากล่าวแก่ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่เขา และที่เจ้าก็โปรดปรานแก่เขาว่า ท่านจงยึดคู่ครองของเจ้าไว้แก่เจ้าเถิด

   และจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์และจงปกปิดไว้ในใจของเจ้า สิ่งที่อัลลอฮ์จะทรงเป็นผู้เปิดเผยมัน

   และเจ้าเกรงกลัวมนุษย์ และต่ออัลลอฮ์นั้น สมควรยิ่งกว่าที่เจ้าจะกลัวเกรงพระองค์"

    

                แท้จริงท่านนะบีมูฮัมมัด  มีบุคลิกภาพหลายด้านของความยิ่งใหญ่แห่งอิสลามปรากฎอยู่  ซึ่งท่านไม่ได้ ได้มาด้วยทรัพย์สมบัติเพราะท่านใช้ชีวิตอยู่อย่างยากจน ท่านมิได้รับความยิ่งใหญ่จากบิดามารดา เพราะท่านเติบโตขึ้นมาเป็นลูกกำพร้า และท่านก็มิได้ได้มาจากครูผู้สอน เพราะท่านเป็นคนเขียน อ่านไม่เป็น

               อันที่จริงมันเป็นนุบูวะฮ์ (การเป็นนบี) ที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่ท่าน และไม่เป็นการถูกต้องในความคิดที่กล่าวว่าท่านเป็นผู้นำ ภายหลังจากที่เราทราบถึงคุณสมบัติของการเป็นนะบี และเป็นผู้นำ นอกเหนือจากนั้นพวกที่มีเป้าหมายอยู่เบื้องหลังในการบรรยายคุณลักษณะของการเป็นผู้นำให้แก่ท่านเราะซูล โดยการทำให้ท่านห่างไกลจากวะฮีย์แห่งพระผู้เป็นเจ้า

            ท่านเราะซูล เป็นผู้ฟื้นฟู ปฏิรูปสังคมหรือ ! จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏแน่นอนว่า มุฮัมมัด เป็นเราะซูล เป็นนะบี ซึ่งได้ปรับปรุงแก้ไขสภาพแห่งมนุษย์ชาติที่กำลังตกต่ำ ในฐานะท่านเป็นเราะซูลไม่ใช่ในฐานะผู้ปฏิรูปสังคม  ผู้ที่เป็นศัตรูกับอิสลามมักอ้างว่า มุฮัมมัด  ได้ใช้ศาสนาบังหน้า เพื่อปรับปรุงแก้ไขสถานะภาพของสังคมที่กำลังฟอนเฟะ ซึ่งเขาเหล่านั้นโกหก โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ระบุไว้ในอัลกุรอาน ความว่า

   "ถ้อยคำที่ออกจากปากพวกเขาเหล่านั้น ชางใหญ่โตเหลือเกิน พวกเขามิได้พูดสิ่งใดนอกจากเป็นการโกหกเท่านั้น"

    (อัลกะฮฟ์ / 5)

            เพราะหน้าที่ของผู้เชิญชวนสู่การปรับปรุงฟื้นฟูสังคมนั้น จะกำจัดอยู่แต่เพียงด้านสังคมเท่านั้น ไม่เชิญชวนกินเลยไปด้านอื่นๆอีก ส่วนท่านเราะซูล  นั้น การเชิญชวนของท่านครอบคลุมไปทุกด้าของการดำเนินชีวิต เช่น ด้านหลักการเชื่อมั่น หลักการเคารพสักการะ การสังคม การเมือง การวางบทบัญญัติ (กฏหมาย) เศรษฐกิจ และด้านศีลธรรมจรรยามารยาท

   - สำหรับหลักการเชื่อมั่นนั้น ได้แก่ การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อมลาอิกะฮ์ ต่อบรรดาคัมภีร์ ต่อบรรดาเราะซูล ต่อวัปรโลก ต่อการกำหนดกฏสภาวะ(กอฎอ กอดัร)

   - ส่วนมุอามาลาต คือการปฏิบัติต่อกันในสังคม อันได้แก่ การค้าขาย การจำนอง การให้เช่า และอื่นๆ

    - มารยาทในสังคมได้แก่ มารยาทในการเข้าบ้าน มารยาทในการรับประทานอาหาร เป็นต้น

   - ด้านการลงโทษ ได้แก่ บทลงโทษในการทำซินา การดื่มสุรา และการฆ่า เป็นต้น

   - การตัดสินคดีระหว่างคนทั้งหลาย และการชี้ขาดในข้อพิพาท

   - บทบัญญัติหลังจากตายไปแล้ว เช่น การแบ่งมรดก การทำพินัยกรรม

   - ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยามสงคราม ในยามสงบ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาวะการณ์ทั้งสอง

   - ด้านศีลธรรม ได้แก่ ความสัตย์จริง ความซื่อสัตย์ และการปฏิบัติตามสัญญา เป็นต้น

    

            ท่านเราะซูล และสาวก ได้ผชิญกับความหายนะมาแล้ว เพื่อยึดมั่นหลักการเชื่อมั่นในเรื่องของเตาฮีด(หลักเอกภาพของอัลลอฮ์) และทำการอิบาดะฮ์(เคารพ) สักการะต่ออัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง

             ท่านได้ดำเนินการเรียกร้องเชิญชวนต่อไป แม้จะเห็นว่าการทำเช่นนั้น ได้นำภยันตรายร้ายแรงมาสู่ผู้ที่ศรัทธาต่อท่าน และนำไปสู่การปิดล้อมที่ช่องเขาบะนีฮาซิม มีการต่อต้านอย่างสมบูรณ์แบบ และมีการขับไล่ไสล่งออกนอกเมือง

             ท่านได้ใช้ให้ผู้ดำเนินตามละหมาดกลางคืน และละหมาดวันละ 5 เวลา ถือศีลอดหนึ่งเดือนเต็มทุกปี

             ท่านเรียกร้องอะหลุลกิตาบ(คริสต์ และยิว) ด้วยการเชิญชวนให้รับอิสลาม อีกทั้งยังเรียกร้องเชิญชวนผู้ที่บูชาเทวรูปให้เลิกการเคารพบูชารูปปั้น ท่านได้เชิญชวนชาวโลกให้เคารพในศาสนาอิสลาม และประกาศว่าท่านเป็นนะบีและเราะซูลคนสุดท้าย

    

             ทั้งหมดนั้นคือหลักฐานยืนยันว่า มุฮัมมัด  เป็นเราะซูลจากอัลลอฮ์ เผยแพร่จากพระผู้เป็นเจ้า โดยมิได้คำนึงถึงสิงอื่นใด นอกจากทำหน้าที่เพื่ออัลลอฮ์เท่านั้น และนั่นเป็นการตอบโต้ที่หยาบคายต่อข้ออ้างที่ทำให้ท่านห่างไกลจากวะฮีย์ของพระผู้เป็นเจ้า และถือว่าท่านเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้ปรับปรุงฟื้นฟูที่ปรากฏตัวขึ้นในบางโอกาส

             แท้จริงท่านนะบีมุฮัมมัด  มิได้วางเป้าหมายการเผยแพร่ไปในด้านการปรับปรุง สังคมเท่านั้น หากแต่ความสนใจอันดับแรกคือ การแก้ไขหลักการเชื่อมั่นให้ถูกต้อง และการจัดะเบียบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์ โดยทางการอิบาดะฮ์ และปรับปรุงการปฏิบัติต่อกัน ถึงแม้การปรับปรุงแก้ไขสังคม และการเมืองจะประสบผลสำเร็จโดยท่านเราะซูล  แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเผยแพร่และเชิญชวนในฐานะเราะซูลจากอัลลอฮ์สู่สากลโลก

             สภาพการของท่านเราะซูล  ย่อมเป็นประจักษ์พยานได้อย่างดีว่า ท่านเป็นนะบี เป็นเราะซูล และได้มีการแจ้งข่าวดีถึงตัวท่านไว้ก่อนหน้านี้ว่าท่านจะปรากฏตัวขึ้นมา บรรดาเราะซูล และนะบีได้แจ้งข่าวไว้จนกระทั่งท่านนะบีมุฮัมัด  ได้กล่าวว่า

   "ฉันคือคำวิงวอนของอิบรอฮีม บิดาของฉัน และข่าวดีจากอีซา อะลัยฮิสลาม พี่ชายของฉัน"  

             ส่วนคำวิงวอนของอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม บิดาของฉันก็คือ

   "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์ได้ทรงแต่งตั้งในพวกเขา ซึ่งเราะซูลคนหนึ่งจากพวกเขา

   โดยที่เราะซูลผู้นั้นจะได้อ่านโองการของพระองค์ท่านแก่พวกเขา และสอนพวกเขาซึ่งคัมภีร์และวิทยาการ

   และขัดเกลาเขาเหล่านั้นให้สะอาดปราศจากการตั้งภาคีกับอัลลอฮ์ แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ทรงปรีชาญาณ"

    

             ส่วนข่าวดีที่นะบี อีซา อะลัยฮิสลาม ได้แจ้งไว้คือ

   "และจงรำลึกเมื่ออีซาบุตรของมัรยัมได้กล่าวว่า โอ้วงศ์วานของอิสรออีล แท้จริงฉันนี้เป็นเราะซูล ของอัลลอฮ์

   มายังพวกเจ้าในฐานะเป็นผู้ยืนยันคัมภีร์เตารอต อันเป็นสิ่งที่อยู่ต่อหน้าของฉันและในฐานะเป็นผู้บอกข่าวดีถึง(วงศ์วานอิสรออีล)

   เราะซูลคนหนึ่งที่จะมาหลังจากฉัน เขามีชื่อว่า อะหมัด แต่แล้วเมื่อเขา(มุฮัมมัด) ได้นำเอาบรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขา

   แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า นี่เป็นไสยศาสร์อย่างชัดแจ้ง"

    

             ชีวิตของท่านเราะซูล เป็นภาพแห่งการปฏิบัติตามอัลกุรอานที่ท่านนำมาจากอัลลอฮ์ ท่านนะบี ได้กล่าวว่า

   "อัลลอฮ์ ทรงอบรมฉัน และพระองค์ก็ให้การอบรมแก่ฉันอย่างสวยงาม"

    

            ท่านหญิงอาอิซะฮ์ กล่าวว่า มารยาทของท่านเราะซูล  คือ อัลกุรอาน และท่านเราะซูล  จะไม่บัญชาให้ทำกิจการใด นอกจากท่านจะเป็นคนแรกในบรรดาผู้ลงมือทำ และท่านจะไม่ห้ามปรามสิ่งใด นอกจากท่านจะเป็นหมู่ในผู้ละเว้นจากสิ่งถูกห้าม ท่านละหมาดกลางคืน ท่านทำละหมาดอย่างมาก ท่านบริจาคทานด้วยสิ่งที่มีอยู่ จนกระทั่งเมื่อท่านเสียชีวิต เสื้อเกราะของท่านยังถูกจำนำไว้ที่ชาวยิวคนหนึ่ง เพื่อนำเงินมาเป็นค่าอาหารแก่ครอบครัว

             ขณะที่ลูกชายของท่านชื่อ"อิบรอฮีม" ตาย ได้เกิดสุริยคราสขึ้นตอนกำลังฝัง บรรดามุสลิมมีนที่อยู่รอบหลุมฝังศพ ส่งเสียงตะโกนว่า มันเป็นสัญญาณหนึ่งในบรรดาสัญญาณของอัลลอฮ์ หากท่านเราะซูล  เป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้ที่คอยเล่าสิ่งที่ออกนอกกฏเกณฑ์ธรรมชาติ ที่จะยกฐานะของเขาเหล่านั้นเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่เป็นภาระแก่ท่าน เพียงแต่ท่านนิ่งเงียบ โดยที่ท่านมิได้อ้างและมิได้ปฏิเสธ ขณะที่ท่านกำลังโศกเศร้าต่อการสูญเสียลูก ท่านก็ไม่ลืมอามานะฮ์ในการนำบรรดาผู้ศรัทธาสู่ทางที่ถูกต้อง ท่านจึงเริ่มตักเตือนบรรดาผู้ศรัทธาให้รำลึกถึงสัญญาณต่างๆของอัลลอฮ์ พลางกล่าวว่า

   "แท้จริงดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ นั้นเป็นสัญญาณจากบรรดาสัญญาณของอัลลอฮ์

   มันจะไม่เป็นจันทรคราส หรือสุริยคราส เพราะความตาย หรือการมีชีวิตอยู่ของคนหนึ่งคนใด"

    

             สภาพการทั้งหมดนั้น มิได้เป็นประจักษ์พยานว่า เราะซูลนั้นเป็นนะบีที่ถูกแต่งตั้งมาดอกหรือ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นหลักฐานที่เด่นชัด และสมบูรณ์ที่สุดที่บ่งบอกถึงการเป็นนะบีและการยืนยันการเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์  และได้เปิดเผยถึงเจตนร้ายในการกล่าวอ้างของพวกศัตรูที่ผูกใจเจ็บต่อท่านเราะซูล  ตำแหน่งของท่านในการเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ และในฐานะเป็นความเมตตาที่ถูกมอบให้แก่มนุษย์ทั้งมวล อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ได้ตรัสไว้สมจริงแล้ว ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้มีใจความว่า

    

   "และเรามิได้ส่งเจ้ามา(เพื่ออื่นใด) นอกจากเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย"

    ที่มา

   http://www.islammore.com/main/printable.php?category=10&id=913

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8373 Level 74 : Exp 55%
HP: 3.7%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2013, 03:19:44 pm »
แบ่งปัน

   ประวัตินบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ชีวประวัติ ศาสดาองค์สุดท้ายของอิสลาม

   นบีมูฮัมหมัด อิบนิอับดุลเลาะห์ อิบนิ อับดุลมุฏฏอลิบ อิบนิฮาชิม อิบนิ อับดิมานาฟ เชื้อสายของท่านนบีมูฮัมหมัดสืบไปถึงนบีอิสมาอีล อิบนิอิบรอฮีม
             
   อัลดุลมุฏฏอลิบและการขุดบ่อน้ำ
    
   อับดุลมุฏฏอลิบ ปู่ของท่านรอซูล  เป็นผู้ให้น้ำแก่ผู้ที่ทำฮัจญ์ที่มาทำการฏอวาฟรอบกะอฺบะห์ และผู้คนทั้งหลายก็รักท่าน และมีอยู่วันหนึ่งท่านอับดุลมุฏฏอลิบ คิดที่จะขุดบ่อน้ำซัมซัม เพื่อให้ง่ายแก่ท่านในการให้น้ำแก่บรรดาผู้ที่ทำฮัจญ์ แต่ว่าท่านไม่รู้ที่ของมัน ท่านก็ได้เห็นที่ของบ่อน้ำซัมซัมในความฝันของท่าน ดังนั้นท่านจึงได้ไปหาลูกชายของเขาที่ชื่อ ฮาริษ เพื่อขุดบ่อน้ำ และน้ำก็ได้พุ่งออกมาอย่างมากมาย ผู้คนทั้งหลายก็หันไปมองรอบๆบ่อน้ำ และพวกเขาก็พูดกับอับดุลมุฏฏอลิบว่า พวกเราจะทำหน้าที่แบ่งบ่อน้ำระหว่างพวกเราและพวกท่าน ท่านอับดุลมุฏฏอลิบก็ไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากของดุอาอฺต่ออัลเลาะห์ ที่จะขอริสกีต่อพระองค์ด้วยลูกชายสิบคน และฆ่าคนหนึ่งจากพวกเขาเพื่อเป็นการใกล้ชิดต่ออัลเลาะห์

   การรอดพ้นของอัลดุลเลาะห์

   อัลเลาะห์ได้ให้ริสกีแก่อับดุลมุฏฏอลิบลูกชายสิบคน ดังนั้น เขาจึงได้คิดในเรื่องบนบาน ท่านอัลดุลมุฏฏอลิบได้ทำการเสี่ยงทายระหว่างลูกๆของเขา และผลของการเสี่ยงทายก็ตกไปอยู่ที่อับดุลเลาะห์พ่อของท่านรอซูล
   
   อับดุลมุฏฏอลิบได้นำตัวลูกชายของเขาไปที่กะอฺบะห์เพื่อที่จะเชือดเขา ผู้คนที่อยู่ที่นั่นก็ได้พบเห็นเขา และพวกเขาก็พูดกับอับดุลมุฏฏอลิบว่า เกิดอะไรขึ้นกับสติปัญญาของท่านที่จะเชือดลูกชายของท่าน? จงไปหาโหรทำนายและปรึกษานางในเรื่องของท่าน
   
   และอับดุลมุฏฏอลิบ ก็ได้ไปหาโหรทำนาย และนางก็กล่าวว่า จงให้การเสี่ยงทายเกิดขึ้นระหว่างอับดุลเลาะห์และอูฐ 100 ตัว และหากว่าการเสี่ยงทายได้ตกไปอยู่ที่อูฐ ท่านจะได้ไม่ต้องฆ่าลูกชายของท่าน และหลังจากการเสี่ยงทาย อับดุลเลาะห์ก็ได้รอดพ้น และอับดุลมุฏฏอลิบ ก็ได้เชือดอูฐ 100 ตัว เพื่อเป็นการรักษาสัญญาการบนบานของเขาที่ได้ทำเพื่ออัลเลาะห์

   การแต่งงานของอัลดุลเลาะห์กับอามีนะห์
             
   อับดุลมุฏฏอลิบต้องการให้ลูกของเขา อับดุลเลาะห์แต่งาน ดังนั้นเขาจึงเลือกให้กับลูกของเขา คือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ อามีนะห์ บินติ วะฮฺ บิน และหลังจากแต่งงาน ท่านอับดุลเลาะห์ก็ได้ออกไปกับกองคาราวาน ไปยังประเทศชาม และเขาก็ทิ้งภรรยาของเขาที่ตั้งครรภ์นบีมูฮัมหมัด แต่ว่าท่านอับดุลเลาะห์ได้ตายในระหว่างเดินทางก่อนที่เขาจะเห็นลูกชายของเขา

   วันเกิดของท่านนบีมูฮัมหมัด

   ท่านรอซูลเกิดปีช้างในวันจันทร์ และท่านหญิงอามีนะห์ บินติวะฮฺบิน ได้คลอดเด็กออกมา และคนใช้ผู้หญิง ก็ได้ออกไปด้วยความเร็ว เพื่อบอกความดีกับอะบาละฮับว่า แท้จริง อามีนะห์ได้คลอดเด็กออกมา และอะบาละฮับดีใจ และเขาก็ปล่อยคนใช้คนนั้นให้เป็นไท
   
   อับดุลมุฏฏอลิบออกไปบ้านของลูกชายของเขาด้วยความเร็ว เพื่อที่จะดูเด็กที่เกิดมาใหม่ และเขาอุ้มเด็กคนนั้น และพาเด็กคนนั้นไปที่กะอฺบะห์ และขอบคุณอัลเลาะห์ และตั้งชื่อเขาว่า “มูฮัมหมัด”

   ปีช้าง

   ปีที่ท่านนบีเกิด เป็นปีที่ถูกเรียกว่า ปีช้าง เพราะว่าอับรอหะฮ์ ทหารของประเทศเอธิโอเปีย ได้ยกกองทัพทหารที่มากมายเพื่อทำลายกะอฺบะห์ เพราะว่าผู้คนไม่ประกอบพิธีฮัจญ์ยังบ้านที่เขาได้สร้างไว้ในประเทศเยเมน ด้วยเงินและทอง และผู้คนก็ไปที่กะอฺบะห์ และพร้อมกับเขาที่มีกองทัพที่ใหญ่โต
   
   และในขณะที่เขาได้เข้าใกล้อัลกะอฺบะห์ อัลเลาะห์ได้ส่งนกที่เท้าของมันมีหินก้อนเล็กๆเพื่อที่จะมาขว้างกองทัพช้าง เมื่อก้อนตกไปที่ชายคนหนึ่งจากพวกเขา และหลังจากนั้น ชายคนนั้นก็ตาย

   แม่นมของท่านนบีมูฮัมหมัด
   
   จากประเพณีของชาวอาหรับที่พวกเขาจะให้ลูกของพวกเขามีแม่นมให้แก่พวกเขา และแม่นมก็จะมาเพื่อที่จะเลือกเด็กคนหนึ่งจากพวกเขา เพื่อที่จะให้นม และทุกๆแม่นมก็รู้ว่าท่านรอซูล เป็นเด็กกำพร้า และก็จะออกห่างจากท่านนบี เพราะว่าพวกแม่นมต้องการเด็กที่มีฐานะร่ำรวย เพื่อที่พวกเขาจะให้เงินแก่นางอย่างมากมาย ค่าใช้จ่ายของเด็กต่อตัวนางและลูกๆของนาง และฮาลีมะห์ ซะอฺดียะห์ ไม่พบผู้ให้นมแก่นบีมูฮัมมัด และนางจึงได้รับท่านมาเพื่อที่จะให้นมแก่ท่าน และด้วยกับความจำเริญของท่านนบีมูฮัมหมัด อัลเลาะห์ได้ทรงปรับปรุงทุกๆสภาพของฮาลีมะห์ และอัลเลาะห์ก็ได้ให้ความจำเริญแก่นางในการใช้ชีวิตของนาง

   การผ่าหัวใจท่านนบีมูฮัมหมัด
   
   ระหว่างที่ท่านรอซูลอยู่กับนางฮาลีมะห์ ซะอฺดียะห์ ท่านนบีได้เล่นอยู่กับพี่น้องจากแม่นมเดียวกัน ได้มีมลาอีกะห์สองท่านได้ลงมาจากฟากฟ้า ในรูปร่างของผู้ชายสองคน และมลาอีกะห์ทั้งสองก็ได้จับท่านนบี และก็ผ่าหัวใจของท่านนบี และท่านทั้งสองก็นำความชั่วร้ายของชัยฏอนที่อยู่ในใจของมนุษย์ทำความสะอาด จนพร้อมที่จะรับศาสน์ที่อัลเลาะห์มอบหมายให้ และพี่น้องจากแม่นมเดียวกันเห็นดังกล่าว พวกเขาก็รีบไปหาฮาลีมะห์ และบอกกับนางถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และนางก็ได้มาด้วยความเร่งรีบ และนางก็พบว่า ท่านนบี หน้าซีด นางจึงกอดท่านนบีไว้ และก็พาท่านนบีกลับไปที่บ้าน และนางกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีอีก นางจึงพาท่านนบีกลับไปหาแม่ของท่าน

   การเสียชีวิตของท่านหญิงอามีนะห์

   ท่านหญิงอามีนะห์ได้นำท่านนบีมูฮัมหมัดมาเลี้ยง อายุของท่าน 6 ขวบ เพื่อที่จะเยี่ยมกุโบรของสามีของนาง (ท่านอับดุลเลาะห์) ซึ่งเป็นพ่อของท่านนบี และเพื่อที่จะให้นบีรู้จัก บรรดาน้าๆของท่านนบี และท่านก็ยังคงอยู่กับแม่ของท่าน 1 เดือนเต็ม ระหว่างการเดินทางกลับ ท่านหญิงอามีนะห์ป่วยระหว่างการเดินทาง และตาย ณ ที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่า อับวาอฺ และท่านรอซูล ร้องไห้เสียใจอย่างรุนแรง และอุมมุอัยมัน คนรับใช้ของท่านรอซูล ได้พาท่านนบีกลับไปหาปู่ของท่านที่มักกะห์

   ท่านรอซูล ขณะที่อยู่กับปู่และลุงของท่าน

   หลังจากที่ท่านหญิงอามีนะห์ แม่นมของท่านรอซูล เสียชีวิต ท่านนบีมูฮัมหมัดใช้ชีวิตอยู่กับปู่ของท่าน ท่านจะอยู่พร้อมกับปู่ของท่านทุกๆที่ ที่ปู่ของท่านจะนั่ง ก็จะมีท่านนบีอยู่ด้วย และท่านนบีก็จะนั่งพร้อมกับผู้อาวุโสของชาวมักกะห์ และด้วยความต้องการของอัลเลาะห์ที่จะให้อับดุลมุฏฏอลิบเสียชีวิต และอายุของท่านนบี 8 ขวบ และท่านนบีก็ใช้ชีวิตหลังจากดังกล่าวอยู่กับลุงของท่าน อบีตอลิบ ซึ่งลุงของท่านรักท่านนบีมากๆ และในวันหนึ่ง อบูตอลิบได้พาท่านนบีไปในการเดินทางไปประเทศชาม และอบูตอลิบก็ได้รู้สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกใจ

   นักบวชบุฮัยรอ

   ระหว่างการเดินทาง กองคาราวานได้ผ่านเมืองหนึ่ง และในระหว่างการเดินทางของพวก ก็ได้ผ่านกระท่อมหลังหลังหนึ่ง ที่มีนักบุญอาศัยอยู่ ชื่อว่า บุฮัยรอ และเมื่อบุฮัยรอได้เห็นกองคาราวาน และเขาก็มองเห็นใบหน้าของท่านรอซูล และอายุของท่าน 12 ปี

   บุฮัยรอก็พูดกับลุงของท่านรอซูลว่า : เด็กคนนี้คือใคร
   อบูตอลิบกล่าวว่า : แท้จริงเขาคือลูกชายของฉัน
   บุฮัยรอกล่าวว่า : เขาไม่ใช่ลูกของท่าน
   อบูตอลิบกล่าวว่า : เขาคือลูกของน้องชายของฉัน แต่ว่าพ่อของเขาเสียชีวิตไปแล้ว
   บุฮัยรอกล่าวว่า : จงพาลูกของน้องชายของท่านกลับไป และจงระวังจากพวกชาวยิว แท้จริงหลานของท่านจะเป็นนบีในเวลานี้
   ดังนั้นอบูตอลิบก็รีบกลับไปยังมักกะห์

   พ่อค้าที่ซื่อสัตย์

   ขณะที่ท่านนบีอายุ 20 ปี ท่านทำการค้าขาย โด่งดังในเรื่องความสัจจริง และมีอมานะห์ ท่านหญิงคอดียะห์ได้ยินเรื่องดังกล่าว ดังนั้นนางจึงได้เสนอตัวต่อท่านนบีที่จะให้ท่านนบีเข้ามาในการค้าขายของนาง ท่านรอซูลตกลง และก็ออกไปกับคนรับใช้ที่สนิทของท่านหญิง ที่ชื่อมัยซาเราะห์ที่ทำงานกับท่านหญิงคอดียะห์ เมื่อท่านรอซูล กลับไปที่มักกะห์ ท่านได้กำไรจากการค้าขายมากมาย และในระหว่างทางกลับ ได้มีก้อนเมฆที่อยู่บนท้องฟ้า ได้ให้ร่มเงาแก่ท่านนบีมูฮัมหมัด ปกป้องท่านจากความร้อนของดวงอาทิตย์ มัยซาเราะห์จึงได้กลับไปหา และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับท่านหญิงคอดียะห์ฟัง

   การแต่งงานของท่านนบีมูฮำหมัด  ภรรยาของท่านนบีมูฮัมหมัด

   ท่านนบีได้แต่งงานกับท่านหญิง คอดิยะฮฺ บินติ คุวัยลิด และท่านนบีมีอายุ 25 ปี และนางมีอายู 40 ปี และมีบุตรกับนาง พวกเขาคือ ซัยหนับ , รุกอยยะฮฺ , อุมมุกัลโซม , ฟาตีมะฮฺ อับดุลลอฮฺ และกอเซ็ม ผู้คนทั้งหลายก็เรียกท่านร่อซูลว่า พ่อของกอเซ็มสืบไปยังลูกชายของท่านนั้นเอง

   ความยุติธรรมของท่านนบีมูฮัมหมัด

   พวกชาวกุเรชได้รวมตัวกัน เพื่อกลับมาบูรณะกะอฺบะฮฺใหม่ และในระหว่างที่บูรณะกัน ชาวกุเรชได้ขัดแย้งกันในเรื่องที่ใครจะเป็นผู้ที่วางหินดำ เพราะผู้ที่วางหินดำในกะอฺบะฮฺเป็นผู้ที่มีเกียรติ และการขัดแย้งเกือบจะกลายเป็นสงคราม
   
   พวกเขาจึงกล่าวว่า : เราจะให้ผู้ที่เข้ามาหาพวกเราเป็นคนแรกตัดสิน และท่านร่อซูลก็เข้ามา และพวกเขาก็เสนอเรื่องดังกล่าวแก่ท่านนบี
   ท่านนบีกล่าวกับพวกเขาว่า : จงวางหินไว้บนผ้า และหัวหน้าเผ่าทุกๆคนจับปลายผ้า จนกระทั่งวางก้อนหินในกะอฺบะฮฺและพวกเขาก็ทำ หลังจากนั้นท่านร่อซูล  ก็วางหินดำไว้ในที่ของมัน ด้วยตัวของท่านเองในกะอฺบะฮฺ และดังกล่าวเป็นการเสร็จสิ้นการขัดแย้งและความชั่วร้าย

   การลงมาของวะฮีย์

   หลังจากที่ท่านนบีอายุ 40 ปี ทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺในถ้ำฮิรอฮฺ และท่านก็พิจารณาไตร่ตรองในการสร้างของอัลลอฮฺ และเมื่อญิบรีล อะลัยฮิสลาม ได้ลงมายังท่านร่อซูล ท่านนบีก็กลัว และ
   
   ญิบรีลก็พูดกับท่านนบีว่า : จงอ่าน
   ท่านนบีตอบว่า : ฉันอ่านไม่เป็น
   ญิบรีลได้พูดกับท่านนบีว่า : จงอ่าน ด้วยกับพระนามของพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงสร้างเจ้า 
   และญิบรีลก็อ่านซูเราะฮฺ อัล-อะลักให้ท่านนบีฟัง และเป็นซูเราะฮฺแรกที่ลงมาจากกุรอาน และท่านร่อซูลก็กลับไปหาภรรยาของท่านด้วยความหวาดกลัว และ
   พูดกับนางว่า : ห่มผ้าให้ฉันที
   หลังจากนั้นท่านก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้หญิงคอดิยะห์ฟัง และนางก็นำเรื่องไปเล่าให้ลูกของลุงของนางฟังที่ชื่อ วะรอกะฮฺ อิบนิ เนาฟัล ที่เป็นผู้รู้ในอิลญีล และเขาก็กล่าวกับนางว่า จงไปบอกข่าวดี แท้จริงเขาคือนบีในสมัยนี้

   การเชิญชวนต่ออิสลาม
    
   ท่านร่อซูลเริ่มการเชญชวนญาติใกล้ชิดของท่านและสหายของท่านไปยังอิสลาม ดังนั้นท่านหญิงคอดิยะฮฺก็ศรัทธา หลังจากนั้นก็ท่านอบูบักร และท่านอาลี บินอบีตอลิบ และท่านนบีก็รวบรวมศอฮาบะฮฺของท่านอย่างลับๆ ในบ้านของดารุลอัรกอมลูกของอบีอัรกอม เพื่อที่จะสอนเขาในเรื่องราวของศาสนา หลังจากนั้นพวกกุฟฟารก็ทำร้ายบรรดาผู้ที่ศรัทธา

   ปีแห่งความเสียใจ

   ที่ถูกเรียกว่าปีของความเสียใจเพราะท่านนบีเสียใจอย่างมากมายต่อการเสียชีวิตของท่านหญิงคอดิยะฮฺและท่านอบูตอลิบซึ่งเป็นลุงของท่าน ท่านร่อซูล ก็ได้ไปยังเมืองฎออีฟหลังจากดังกล่าว เพื่อเชิญชวมชาวเมืองสู่อิสลาม แต่ว่าพวกเขาได้ทำร้ายท่านนบีและไม่ตอบรับการเชิญชวนของท่าน

   อิสรอฮฺและเมี๊ยะอฺรอจ

   อัลลอฮฺต้องการที่จะลดความเศร้าของท่านนบี โดยให้ท่านนบีเดินทางในตอนกลางคืนจากมักกะฮฺไปยังบัยติลมักดีส และละหมาดในมัสยิด หลังจากนั้นก็ขึ้นไปยังฟากฟ้าที่สูงส่ง และอัลลอฮฺบัญญัติการละหมาดให้แก่ท่านนบี

   การอพยพไปยังมะดีนะฮฺ

   ท่านร่อซูลได้อพยพไปยังมะดีนะฮฺ หลังจากที่ศอฮาบะฮฺของท่านได้อพยพไปแล้ว และศาสนาของอัลลอฮฺก็ได้แพร่หลายที่นั่น และท่านร่อซูลก็ได้เข้าทำสงครามกับมุชริกีนหลายสงคราม เพื่อปกป้องศาสนาของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺก็ได้ช่วยเหลือร่อซูลของพระองค์ และสนับสนุนท่านร่อซูลด้วยกับบรรดามาลาอิกะฮฺทำการต่อสู้พร้อมกับท่าน เพราะแท้จริงอัลลอฮฺได้สั่งใช้ที่จะให้ท่านเผยแพร่อิสลามในโลกนี้ เพราะแท้จริง อัลลอฮฺจะไม่รับศาสนาใดนอกจากท่านร่อซูล

   การพิชิตมักกะฮฺ

   ท่านร่อซูล ได้กลับไปยังมักกะฮฺ เพื่อที่จะพิชิตมักกะฮฺในวันที่ 10 เดือนรอมาฎอนในปีที่ 8 ของการอพยพ และจำนวนทหารของท่านร่อซูลมี 10,000 คน และท่านนบีก็ละหมาดพร้อมกับศอฮาบะฮฺของท่าน ในกะอฺบะฮฺและความสัจจริงของอัลลอฮฺ สัญญาของอัลลอฮฺต่อร่อซูล ในการกลับเข้าไปในกะอฺบะฮฺอีกครั้งหนึ่ง และท่านร่อซูล ก็อภัยให้ชาวมักกะฮฺ เพราะแท้จริงท่านเป็นผู้ที่เมตตาและเป็นผู้ที่มีเกียรติ และท่านร่อซูล ก็ทำฮัจญ์อำลาในปัฮิจเราะฮฺที่ 10 และบรรดามุสลิมที่อยู่รอบๆท่าน ก็ร่วมประกอบพิธีฮัจญ์พร้อมกับท่าน

   โรคของท่านร่อซูล

   ท่านร่อซูล ป่วยอย่างรุนแรงถึงขั้นตัวร้อนที่สุด

   การเสียชีวิตของท่านร่อซูล
           
   ท่านร่อซูล เสียชีวิตในวันที่ 12 เดือนรอบิอุ้ลเอาว้าล จากปีที่ 11 ของการอพยพในเวลาสาย และถูกฝังในห้องใกล้ๆมัสยิดของท่านในมะดีนะฮฺ และหลังจากที่ ขยายมัสยิดนะบะวี กุโบรของท่านก็เข้าไปอยู่ในมัสยิด ข้าแต่อัลลอฮฺขอพระองค์ทรงนำนายของเรานบีมูฮำหมัด และความประเสริฐ และการส่งนบีมา ข้าแต่อัลลอฮฺโปรดทรงให้ที่พำนักที่ได้การสรรเสริญที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับนบี และอัลลอฮฺได้สรรเสริญนบี และให้ความสันติสุข พระองค์ให้ความจำเริญแก่นบี และครอบครัวของท่าน และบรรดาศอฮาบะฮฺของท่าน และผู้ที่ติดตามท่านไปยังวันแห่งการตอบแทน

   ขอบคุณข้อมูลจาก : islammore.com

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service