Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
เค้าบ้าน เค้าผี เสื้อบ้าน เสื้อเมือง: ระบบครอบครัวและการจัดองค์กรชุมชน คนล้านนา
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เค้าบ้าน เค้าผี เสื้อบ้าน เสื้อเมือง: ระบบครอบครัวและการจัดองค์กรชุมชน คนล้านนา  (อ่าน 1787 ครั้ง)

kunthai
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 994 Level 25 : Exp 60%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กันยายน 24, 2013, 09:02:58 pm »
แบ่งปัน

เค้าบ้าน เค้าผี เสื้อบ้าน เสื้อเมือง: ระบบครอบครัวและการจัดองค์กรชุมชน ในเขตเศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบน

รังสรรค์ จันต๊ะ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้

                                                                              
               
               
                  เสาใจบ้าน บ้านห้วยบอนของชาวไทใหญ่ ตำบลเวียง อำเภอฝาง
            

“บ้าน” ถือเป็นหน่วยองค์กรพื้นฐานเล็กที่สุดที่ประกอบขึ้นเป็นชุมชนหนึ่งๆ ก่อนจะขยายออกไปเป็นสังคมใหญ่

ในบริบทสังคมกสิกรรมแบบดั้งเดิมของล้านนา “บ้าน” มีความหมายสองระดับ ได้แก่ บ้านในฐานะที่เป็นครอบครัวใหญ่ของกลุ่มสายเลือดที่อาศัยอยู่ในบ้านหรือครัว เรือนเดียวกัน และบ้านในฐานะที่เป็นกลุ่มหมู่บ้านหลายๆ หลัง หรือหลายครัวเรือน ตั้งรวมอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีความรู้สึกร่วมกันบนฐานความสัมพันธ์ในระดับใดระดับหนึ่ง เช่น ในฐานะความเป็นคนใน “พื้นที่” ทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ที่เรียกว่าเป็น “คนบ้านเดียวกัน” มีประวัติศาสตร์ มีภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน เป็นต้น

ลักษณะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์กายภาพของแอ่งเชียงใหม่ – ลำพูนตอนบน โดยรวมแล้วเป็นพื้นที่ราบน้อยอยู่กลางหุบเขาสูง ระหว่าง ๔๐๐ – ๑,๐๐๐ เมตรเหนือระดับทะเลปานกลาง แทรกตัวอยู่ระหว่างเทือกเขาแดนลาวทางทิศเหนือ อันเป็นต้นกำเนิดของน้ำกก น้ำแม่แตง เทือกเขาผีปันน้ำทางทิศตะวันออก อันเป็นต้นกำเนิดของน้ำแม่ลาว น้ำฝาง น้ำแม่กวง น้ำแม่งัด และเทือกเขาถนนธงชัยทางทิศตะวันตก อันเป็นต้นกำเนิดของน้ำแม่แจ่ม น้ำแม่ปิง น้ำแม่ขาน รวมทั้งห้วยใหญ่น้อยอีกหลายสิบสาย

ชุมชนในเขตแอ่งเชียงใหม่ – ลำพูนตอนบน นับตั้งแต่ที่ราบเขตพันนาเมืองแกนในอดีต ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตเทศบาลเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง ขึ้นไปจนถึงที่ราบในแอ่งเมืองพร้าว เชียงดาว ไชยปราการ ฝาง แม่อาย และเวียงแหง นับเป็นชุมชนที่อยู่ชายขอบอำนาจรัฐมาโดยตลอด ตั้งแต่อาณาจักรใหญ่ ทั้งหริภุญไชยเดิมของพระนางจามเทวี อันมีลำพูนเป็นศูนย์กลาง มาจนถึงอาณาจักรล้านนาของพญามังราย ที่เข้ายึดครองในภายหลัง อันมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง รวมถึงความเป็นชายขอบรัฐเมืองขึ้นของพม่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๓ และชายขอบของรัฐสยามในเวลาต่อมา

สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ผนวกกับความเป็นชุมชนชายขอบทำให้กลายเป็น พื้นที่รองรับการอพยพเข้ามาของผู้คนจากทุกสารทิศ เช่น ทางทิศเหนือ โดยกลุ่มคนไท – ไต จีนฮ่อ และกลุ่มชาวเขาต่างๆ จากจีนและพม่า และทางทิศใต้ โดยกลุ่มคนเมือง หรือไท - ยวน ที่เคลื่อนย้ายขึ้นไปหาที่ทำกินจากทางเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ลักษณะดังกล่าวกำหนดให้ชุมชนในบริเวณนี้มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์แตกต่าง ออกไปจากชุมชนในแหล่งอารยธรรมดั้งเดิม เช่นในเขตอาณาจักรหริภุญไชย ในแอ่งที่ราบใหญ่ทางตอนใต้ลงมา ที่ยังปรากฏการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

                                                                              
               
               
                  “ไท่” เครื่องบูชาผีเรือนใน “กะลอห้อง” ของชาวไทดำเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ประเทศเวียดนาม
            

ความสัมพันธ์หลายมิติในชุมชนเขตแอ่งเชียงใหม่ – ลำพูนตอนบน
ลักษณะพื้นฐานขององค์กรชุมชนและการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนนั้น ตั้งอยู่บนแกนความสัมพันธ์ในหลากหลายมิติที่เชื่อมร้อยคนในชุมชนเข้าด้วยกัน อย่างมีความหมาย ทั้งมิติทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือระบบเครือญาติโดยการแต่งงาน ระบบศรัทธาความเชื่อทางศาสนา หรือลัทธิพิธีการบูชาผีสางเทวดาแบบดั้งเดิม มิติของเวลาหรือพื้นฐานความทรงจำทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน มิติของระบบการผลิตและการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน และมิติของกลุ่มคนหรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามเขตปกครองที่รัฐกำหนดอันเกิดขึ้นในภายหลัง โดยใช้พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หรือศูนย์กลางของอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองเป็นตัวกำหนดหลัก เพียงอย่างเดียว

ลักษณะดังกล่าวพัฒนามาจากพื้นฐานสังคมแบบเครือญาติ หรือชาติวงศ์ (Clan Society) มีระบบจิตสำนึกที่ยึดถือกฎเกณฑ์พื้นฐานของการเป็นญาติพี่น้องทางสายเลือด มีความเชื่อในเรื่องอำนาจของวิญญาณบรรพบุรุษ คือเชื่อว่าเมื่อบุคคลตายไปแล้ว ผีของเขาจะยังคงเฝ้าคอยดูแลปกปักรักษา และช่วยเหลือลูกหลานอยู่ตลอดไป เรียกว่า “ผีปู่ย่า” ต้องอัญเชิญมาอยู่บนหิ้งในห้องนอนของครอบครัวผู้เป็น “เค้าผี” หรือผู้สืบสกุลสายผีเครือญาติเดียวกัน ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายหญิง

ในระบบชุมชนหมู่บ้าน มีผีบรรพบุรุษประจำหมู่บ้าน เรียกว่า “เสื้อบ้าน” และเมื่อชุมชนพัฒนาเข้าสู่ความเป็นรัฐแบบเจ้าฟ้า หรือพญาเจ้าเมือง ก็มี “เสื้อเมือง” ที่อัญเชิญมาอยู่ ณ หอผีที่ดงหรือที่ดอนประจำหมู่บ้าน หรือจุดใดจุดหนึ่ง อันถือเป็น “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” หรือ “ที่หน้าหมู่” (ที่สาธารณะ) ทำหน้าที่เป็นหลักหมาย หรือศูนย์รวมพลังทางจิตใจของหมู่บ้าน

บางแห่งทำเป็น “เสาใจบ้าน” หรือเสาหลักเมือง และพัฒนาไปเป็นพระธาตุหรือเจดีย์ประจำชุมชน ทำหน้าที่ดังกล่าวบนโครงสร้างและความหมายเดียวกัน

เมื่อถึงรอบของฤดูการผลิตที่เริ่มต้นหรือสิ้นสุดลง ก็จะมีพิธีเลี้ยงผีทั้งสองระดับ รวมทั้งมีพิธีกรรมที่บอกถึงการกำหนดขอบเขตพื้นที่ ทั้งพื้นที่ส่วนตัวในระดับครอบครัว และพื้นที่สาธารณะในระดับชุมชนหมู่บ้าน

พิธีกรรมดังกล่าวสะท้อนร่องรอยความเป็นอิสระ การพึ่งตนเอง มีฐานการผลิตแบบธรรมชาติ เทคโนโลยีต่ำ ผลิตเพื่อเพียงพอแก่การยังชีพ และระบบเอกลักษณ์ประจำกลุ่มที่มีอยู่อย่างแนบแน่น

ต่อมา เมื่อพุทธศาสนาแพร่เข้ามาถึงยุคของรัฐที่มีเจ้าฟ้าศักดินาปกครอง รัฐเจ้าฟ้าได้ใช้พุทธศาสนาที่มีพลังอำนาจและเทคโนโลยีทางสังคมที่เข้มแข็ง กว่าเข้าสวมครอบแทนที่ระบบความเชื่อดั้งเดิมดังกล่าว ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชาวบ้านยอมรับการดำรงอยู่ของระบบชนชั้นเจ้านายขุนนางเหล่า นั้น คือผสานความเชื่อศาสนาพุทธเข้ากับความเชื่อผีของหมู่บ้าน โดยคงความเชื่อผีไว้ในแกนกลาง

                                                                              
               
               
                  สภาพภายใน “กะลอห้อง” ในบ้านชาวไทดำ
            

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านกับรัฐ ระหว่างชนชั้นชาวนากับชนชั้นศักดินา ศาสนาพุทธถูกใช้อธิบายให้ความชอบธรรมแก่กำเนิดของชนชั้นศักดินาซึ่งเป็นผู้ ปกครอง ทั้งนี้เป็นเพราะระบบความเชื่อผีบรรพบุรุษและเครือญาติสายโลหิตอธิบายความ แตกต่างระหว่างชนชั้นทั้งสองไม่ได้

ในระบบความเชื่อบรรพบุรุษ คนในสังคมเป็นญาติพี่น้องเสมอภาคกัน ไม่มีชนชั้นผู้ปกครอง ชนชั้นผู้ถูกปกครอง ไม่มีชนชั้นที่ได้รับส่วยจากอีกชนชั้นหนึ่ง

เราอาจเห็นลักษณะร่วมกันของพัฒนาการทางระบบคิดเกี่ยวกับระบบครอบ ครัว และลักษณะการตั้งถิ่นฐาน ที่เกิดจากพื้นฐานความสัมพันธ์ในระดับครอบครัวและชุมชนหมู่บ้านดังกล่าวได้ จากกลุ่ม “คนไท” อื่นๆ ที่อยู่นอกเขตประเทศไทย เช่น กลุ่มไทเขินในเมืองเชียงตุงของพม่า หรือกลุ่ม “ไทดำ” ในเขตสิบสองจุไทของเวียดนาม ก็มีลักษณะแนวคิดและพัฒนาการทางสังคมระดับครอบครัวและชุมชนแบบเดียวกัน เมื่อสังคมได้พัฒนาจากยุคเก็บเด็ดแบบเร่ร่อน เข้าสู่ยุคของการตั้งบ้านเรือนและทำการผลิตอย่างถาวร

งานศึกษาประวัติศาสตร์กลุ่มไทดำในเขตสิบสองจุไท ของภัททิยา ยิมเรวัติ (๒๕๔๔) และจากการเก็บข้อมูลภาคสนามของผู้เขียนในพื้นที่ชุมชนกลุ่มชาวไทดำ เขตสิบสองจุไทของเวียดนาม พบว่าในระบบสังคมเครือญาตินั้น กลุ่มเครือญาติสายเลือดเดียวกันจะอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันหลายครอบครัว และถือครองที่ดินในระบบการผลิตร่วมกัน เรียกว่าเป็นผี “จัวเฮือนจัวด้ำ” เดียวกัน โดยมี “เจืองกก” ผู้อาวุโสที่สุดในเรือน เป็นหัวหน้าปกครอง และในเรือนเดียวกัน เมื่อเกิดครอบครัวใหม่ “ลุงตา” และ “มด” จะทำพิธีบูชาบรรพบุรุษหรือผีเรือนให้ ในห้องหรือมุมพิเศษที่เรียกว่า หอง หรือ “กะลอหอง” โดยจะมีถุงหรือ “ไท่” (ออกเสียงว่า /ไต้/) บรรจุเครื่องบูชาผีเรือน ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของชีวิต แขวนหรือเสียบไว้ข้างฝา ที่นอกชานก็จะมีหอผีอีกหอหนึ่ง เรียกว่า “หิ้งหอสะล้อมด” ซึ่งเป็นทั้งหิ้งหอและหิ้งมด เป็นที่กราบไหว้บูชาผีประจำเรือนของตัวเอง

เมื่อครอบครัวปักหลักอยู่อาศัยและสร้างพื้นที่ทำกินในที่ใด หัวหน้าของจัวเฮือนจะทำพิธีเสี่ยงทายว่าจะอยู่ได้หรือไม่ ถ้าอยู่ได้ก็จะทำพิธีเพื่อประกาศอำนาจยึดครองเขตพื้นที่ โดยจะถางบริเวณที่จะให้เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านให้โล่ง แล้วนำไม้เล่มหนึ่งปักไว้ตรงกลาง จากนั้นจะเอาเสื้อที่เสมือนเป็นขวัญของตัวเองแขวนหรือพันไว้ที่เสาไม้นั้น แล้วเรียกสมาชิกให้มาพร้อมกันเพื่อทำพิธีบูชาบอกกล่าวให้ผีดินและน้ำบริเวณ นั้นรับทราบ จากนั้นจึงทำเฉลวหรือ “ตาแหลว” กำหนดปักเป็นเขตพื้นหมู่บ้านให้ตั้งเป็นหลักแหล่งอาศัยถาวรต่อไป

วิธีปฏิบัติดังกล่าวได้กลายเป็นพิธีกรรมและความเชื่อที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา เมื่อมีการตั้งถิ่นฐาน ก็จะมีพิธีกรรม “ตอกหลักปักเสื้อ”

จากกลุ่มหมู่บ้านรวมกันขึ้นเป็น “โซ่ง” จากโซ่งรวมกันเป็น “โหลง” (หรือโหล่ง) จากโหลงก็ขึ้นเป็น “เมือง” ที่มีพญา (เพีย – เฟีย – เฟี้ย) เป็นเจ้าเมืองปกครองในเมืองหลัก เรียกว่า “เมืองเฟี้ยใน” และเมืองบริวารเรียกว่า “เมืองเฟี้ยนอก” แล้วทำพิธี “ตั้งเสาหลักเมือง” และฆ่าวัวควายเพื่อเซ่นบูชาผีเมืองในลักษณะเดียวกัน

เขตพื้นที่ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “โหล่ง” ในภาษาล้านนานั้น หมายถึงเขตพื้นที่ทางภูมิศาสตร์บนฐานความสัมพันธ์ทางการผลิตและระบบวัฒนธรรม ร่วมกันของคนในพื้นที่ชุมชนแหล่งเดียวกัน

                                                                                                            
               
               
               
                  “เฮือนหลวง” และแผนผังการใช้พื้นที่ ในครอบครัวชาวลัวะบ้านแง่ก เมืองเชียงตุง ขนาด ๔ เตาไฟ ๔ ครอบครัว รวม ๒๖ คน
            

มโนทัศน์ของความเป็นโหล่งประกอบขึ้นภายใต้สิ่งเชื่อมร้อยทางอุดมการณ์ความ คิด จิตสำนึกในระบบการบูชาผีสางเทวดาแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับระบบศรัทธาความเชื่อในพุทธศาสนาที่แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยว กับการสร้างเครือข่ายศรัทธาในระบบศาสนา รวมทั้งระบบการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมภายใต้พลังทางการผลิตและการบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในชุมชน ที่ก่อให้เกิดเป็นรูปการจิตสำนึกเกี่ยวกับความมีอยู่ของ “ตัวตน” ของชุมชนเอง ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงระดับความสัมพันธ์ภายใน “โหล่งบ้าน โหล่งเมือง” อันเดียวกัน

ต่อมา บ้านและโหล่งพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นเมือง พื้นที่หมู่บ้านและโหล่งเล็กๆ บางแห่งเรียกตัวเองว่า “เมือง” มีกลุ่มเครือญาติเป็นองค์กรพื้นฐาน

พัฒนาการดังกล่าวสอดคล้องกับจิตสำนึกตามธรรมชาติในการรวมกลุ่มของมนุษย์ มากกว่าการจัดตั้งตามระบบปกครองแบบรัฐสมัยใหม่

เมื่อผู้เขียนได้เดินทางไปศึกษาภาคสนามที่หมู่บ้านชาวลัวะ หรือบ้าน “คนหลอย” (คนดอย) บ้านแง่ก เขตเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ก็พบลักษณะครอบครัวใหญ่ที่อยู่ด้วยกันถึง ๔ หรือ ๖ ครอบครัว มีสมาชิกอยู่ในบ้านหลังเดียวกันเป็นหนึ่งสายตระกูล (Clan Society) ถึง ๒๖ คน มีระบบการบูชาผีเรือนเช่นเดียวกัน และในชุมชนระดับเมืองก็จะมี “ไม้หมายเมือง” ที่มีบทบาทหน้าที่อันเดียวกันกับดงเสื้อเมืองหรือเสาหลักเมือง เพื่อแสดงพื้นที่ในการลงหลักปักฐานของชุมชนแบบเดียวกัน

ในกลุ่มคนไทลื้อ เขตสิบสองปันนาของจีน มีการนับถือผีบรรพบุรุษประจำตระกูล เรียกว่า “เทวดาขะกูล” (ภาคเหนือของไทยเรียกว่า “ผีขะกูล” ออกเสียงว่า ผี – ขะ – กู๋น) ซึ่งจะมีการตั้งสถานที่บูชาไว้ในบ้านของผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูล หรือสมาชิกของตระกูลอาจร่วมกันสร้างศาลขนาดเล็กขึ้นเพื่อใช้เป็นที่บูชา ผู้นำตระกูลจะเป็นผู้ทำพิธีเซ่นไหว้

การกำหนดเขตแดนและการตั้งบ้านเรือนของกลุ่มคนไทลื้อในเขตสิบสองปัน นาของจีนนั้น มาจากความเชื่ออันเป็นที่มาของพิธีกรรมการบูชาเสื้อบ้านและเสื้อเมือง

เล่าสืบกันมาว่า พญาสมมุติ ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษของคนไทลื้อได้ใช้ไฟเผาทุ่งหญ้าและดงแขมในหุบเขา ลมจะพัดพาไฟลามออกเป็นบริเวณกว้าง และเมื่อไฟดับลงตรงที่ใด ก็ถือเอาตรงนั้นเป็นที่สุดเขตแดนของหมู่บ้าน

ต่อมา จึงมีการกำหนดกฎของหมู่บ้านเพื่อสร้างความมั่นคงแก่หมู่บ้าน เช่น กำหนดให้ทุกหมู่บ้านจัดตั้งสถานศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของหมู่ บ้านนั้น เรียกว่า “ใจบ้าน” ขึ้น และห้ามบุคคลใดทำการเคลื่อนย้ายใจบ้านเป็นอันขาด ห้ามชาวบ้านย้ายที่ตั้งหมู่บ้านไปยังที่แห่งใหม่จนกว่าใจบ้านจะพังทลายลงตาม อายุขัย ใจบ้านสามารถส่งให้พืชผลข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้น ยังกำหนดให้ทุกหมู่บ้านสร้างประตูทางเข้าหมู่บ้านไว้ ๔ ประตู ตามทิศสำคัญทั้ง ๔ ทิศ กำหนดเป็นประตูชัย ประตูผี และประตูขวัญไว้ด้วยอย่างชัดเจน

ระบบครอบครัวในชุมชนภาคเหนือยังคงผลิตซ้ำลักษณะระบบอุดมการณ์ทางความคิด ตลอดจนรูปแบบความสัมพันธ์ทั้งในระดับครอบครัวและระดับชุมชนสืบเนื่องมาจน ปัจจุบัน

                                                                                                            
               
               
               
                  ศาลเจ้าพ่อหลวงคำแดง (เจ้าสุวรรณคำแดง) บ้านแม่นะ และบ้านแก่งปันเต๊า อำเภอเชียงดาว
            

ตำนานเจ้าหลวงคำแดง: การผลิตซ้ำประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กับระบบอัตลักษณ์ของชุมชนเชียงดาว
ความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคำแดง ถ้ำเชียงดาว และอ่างสลุง (อ่างสรง) ยังคงถูกผลิตซ้ำอยู่ตลอดเวลาในรูปของตำนานที่ถูกเล่าขานสืบกันมาจากรุ่นสู่ รุ่น ทั้งยังถูกเชื่อมร้อยด้วยสำนึกเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อหลวงคำแดง ซึ่งได้กลายเป็นเค้าผี (ต้นตระกูลของผี) ของระบบผีเมืองใหญ่ในเขตล้านนาเดิมทั้งหมด โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ถ้ำเชียงดาว อันถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สิงสถิตของเจ้าหลวงคำแดง เจ้าพ่อศรีวิชัย และเจ้าแม่อินเหลา ถือเป็นผีหลวงรักษาประจำเมืองเชียงดาว มีผีบริวารเครือข่ายความสัมพันธ์ที่สำคัญได้แก่ เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก (แก่งปันเต๊า) เจ้าพ่อผาขาว (บ้านโปงอาง) เจ้าพ่อขุนดำ (บ้านน้ำรู) เจ้าศรีอุ่นเมือง เจ้าแม่ต่อมคำ (บ้านแม่อ้อใน - แม่อ้อนอก) เป็นต้น มีอาณาเขตความสัมพันธ์ไปถึงอำเภออื่นๆ ทั่วทั้งเขตแอ่งเชียงใหม่ – ลำพูนตอนบน

ตำนานที่ผูกเรื่องราวของเจ้าหลวงคำแดงกับถ้ำเชียงดาวกล่าวถึงเมือง เมืองหนึ่งในแถบนี้ว่าชื่อเมือง “โจละนี” และกล่าวถึงเจ้าหลวงสุวรรณคำแดง ว่าเป็นราชบุตรเจ้าเมืองพะเยา (ตำนานพยายามเชื่อมโยงท้องถิ่นทั้งสองเข้าด้วยกัน เนื่องจากเมืองพะเยามีลูกหลานของพระยางำเมืองพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “คำแดง” เช่นกัน ขณะที่ประวัติของเจ้าหลวงคำแดงและเมืองเชียงดาวนั้น มีมากว่าพันปี ส่วนเมืองพะเยานั้นมีอายุไม่เกิน ๗๐๐ ปีเท่านั้น)

เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงได้รับคำสั่งจากบิดาให้คุมทหารจำนวนหนึ่งไป รักษาการที่ด่านชายแดนเพื่อป้องกันศัตรูจากเมืองอื่น ระหว่างที่ทรงพักผ่อนก็ได้พบกวางทองตัวหนึ่ง พระองค์จึงตามไปจนถึงเชิงดอย “อ่างสลุง – สรง” หรือดอยหลวงเชียงดาว ภายหลังทราบความจริงว่ากวางทองนั้นเป็นสาวงามนางหนึ่งชื่อนางอินทร์เหลาแปลง ร่างมา จนเกิดเป็นความรักกัน นางบอกว่านางเป็นเนื้อคู่ของพระองค์ซึ่งรอคอยอยู่ที่เมืองลับแลคือถ้ำแห่ง นี้มานาน พระองค์จึงตามนางเข้าไปในดินแดนแห่งนั้น และไม่กลับออกมาอีกเลย

ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า วิญญาณของเจ้าหลวงคำแดงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาถ้ำเชียงดาว มีการสร้างศาลเจ้าพ่อหลวงคำแดงไว้ที่ถ้ำนี้เป็นแห่งแรก

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า วันดีคืนดีจะมีเสียงสะเทือนสั่นจากดอยหลวงเชียงดาว และมีลูกไฟกลมขนาดมะพร้าวสว่างจ้าพุ่งหายไปทางดอยนาง ซึ่งอยู่ทางเหนือดอยหลวง เชื่อกันว่าเป็นเสียงปืนใหญ่หรือ “อะม็อก” ที่เจ้าหลวงคำแดงลั่นขึ้นก่อนออกไปเยี่ยมนางอินเหลาที่รักษาศีลอยู่ที่ดอย นาง ส่วนเจ้าหลวงคำแดงรักษาศีลภาวนาอยู่ที่ถ้ำเชียงดาวจนถึงปัจจุบัน

เรื่องราวในตำนานเจ้าหลวงคำแดงผูกโยงเข้ากับความเชื่อเกี่ยวกับถ้ำ เชียงดาวว่า พระยาธรรมมิกราชจะมาเกิดที่เมืองเชียงดาว เพื่อปราบยุคเข็ญในปี พ.ศ. ๓๐๐๐ ซึ่งเจ้าพ่อหลวงคำแดงเป็นเทวาอารักษ์ปกป้องไว้เพื่อรอพระยาธรรมิกราชองค์ ใหม่

ความยิ่งใหญ่ของผีเจ้าหลวงคำแดงนั้นถูกเล่าสืบต่อกันมาอีกว่า ในการปกครองอาณาจักรผีอาจมีผีหลายแห่งต้องมาขึ้นและมาขอคำปรึกษาจากผีดอย เชียงดาว เช่น ผีเมืองน่าน ผีเมืองพะเยา และผีแม่พริกลำปาง แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของผีเจ้าหลวงคำแดงซึ่งเป็นเค้าผีทั้งหลาย

ประเด็นดังกล่าว ดร.ฉลาดชาย ระมิตานนท์ กล่าวในมุมมองของนักสังคม – มานุษยวิทยาในงานสืบชะตาเมืองเชียงดาวว่า “ผี” ในตำนานของเจ้าหลวงคำแดงมีความหมายในเชิงอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหนือคนหรือเทพ ไม่ใช่ความหมายในเชิงผีที่ใช้อำนาจในทางหลอกหลอนผู้คน นางอินเหลาน่าจะเป็นคนในท้องถิ่นนั้น โดยอาจเป็นลูกสาวเจ้าเมืองหรือเจ้าบ้านบริเวณเขตเมืองเชียงดาวนั้นเอง

สำหรับตำนานของเจ้าหลวงคำแดงฉบับใบลานที่ปรากฏในวัดกลับเล่าตำนาน ต่างกันออกไป เจ้าหลวงคำแดงกลายเป็นอำนาจท้องถิ่นที่ยอมรับพระพุทธศาสนา โดยยกเรื่องขุนธรรมิกราชขึ้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าขุนธรรมิกราชจะมาเกิด พระยายังฝากสมบัติไว้กับเจ้าหลวงคำแดง เจ้าหลวงคำแดงจึงถูกดัดแปลงเป็นยักษ์ที่เฝ้ารักษาสมบัติไว้ในถ้ำเชียงดาว และถูกกำกับด้วยความเชื่อที่ว่า หากผู้ใดอยากพบเห็นสมบัติภายในถ้ำให้รักษาศีลให้บริสุทธิ์เสียก่อนจึงจะเข้า ถ้ำ มิฉะนั้น อาจหลงทางจนหาทางออกไม่พบ กลายเป็นผีบริวาร หรือวิญญาณบริวารของเจ้าหลวงคำแดงไป ความเชื่อนี้อาจถูกสร้างขึ้นโดยนัยของการป้องกันไม่ให้คนเข้าไปลักขโมยของ ต่างๆ ภายในถ้ำ

เจ้าหลวงคำแดงเปรียบเสมือนอำนาจท้องถิ่นที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องรักษาและ ต่อสู้กับอำนาจส่วนอื่น โดยมีอาณาบริเวณการรักษาอำนาจของเขตกว้างขวาง เปรียบตำแหน่งเป็น “ผู้ว่าฯ มณฑล” เป็นอารักษ์ท้องถิ่นทั่วอาณาบริเวณ โดยถือเป็นการต่อสู้ทางความเชื่อและจิตวิญญาณ

                                                                              
               
               
                  หอเสื้อบ้าน เสื้อเมือง เจ้าหลวงคำแดง บ้านแม่นะ ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว ถูกผลิตซ้ำทั้งรูปแบบและเนื้อหาของพิธีกรรมตลอดเวลา
            

เจ้าพ่อหลวงคำแดงเป็นผีที่ปกครองทั่วไปในหลายท้องถิ่น โดยอาจมีที่มาเดียวกัน และอาจไม่จำเป็นต้องปรากฏในรูปผี วิญญาณ หรือสิ่งที่จับต้องไม่ได้เสมอไป ในบางพื้นที่มีสัญลักษณ์ปรากฏเป็นนาคหรือพญานาคในลุ่มแม่น้ำโขงเรื่องบั้งไฟ พญานาค ซึ่งสัญลักษณ์หรือรูปนิมิตเหล่านี้อาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่นก็เป็น ได้

หากคำกล่าวข้างต้นเป็นความจริง อาจวิเคราะห์ได้ว่า ความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคำแดงและเจ้าพ่อคำแดงเป็นความเชื่อในเรื่องอำนาจที่ แพร่ขยายในอาณาเขตล้านช้างและล้านนานับพันปีแล้ว โดยขึ้นอยู่กับชนชาติต่างๆ เช่น ไต ลาว คนเมือง จะใช้ความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคำแดงและเจ้าพ่อคำแดง เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในลักษณะใด

ในที่นี้ อาจขยายความได้ว่า มีการบ่งบอกอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของคนในภูมิภาคหรือท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นล้านนาหรือล้านช้าง โดยความเป็นตัวตนดังกล่าวจะปรากฏออกมาเมื่อตัวตนต้องเผชิญกับความหลากหลาย ของอำนาจที่เข้ามาหรือดำรงอยู่ในขณะนั้น

เมื่อใดคนเริ่มมีความสับสนในความเป็นตัวตน เนื่องจากถูกอำนาจจากแหล่งอื่นเข้ามาท้าทาย จะมีการย้อนกลับไปในเชิงสัญลักษณ์ คือดึงเอาอำนาจที่สามารถรวมผู้คนที่มีอัตลักษณ์เดียวกัน หรือเป็นพวกเดียวกัน เข้ามาใช้เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกถึงการเป็น “เรา” ที่ต่างจากคนอื่น

ความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคำแดงประการหนึ่งที่พึงตระหนักคือ ความเชื่อนี้เป็นความจริงทางสังคมและความจริงทางวัฒนธรรม แต่อาจไม่ใช่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ ดังนั้นเมื่อเรื่องดังกล่าวเป็นความจริงแล้ว ชุมชนก็สามารถแปลงให้เป็นไปในรูปความรู้ และใช้ความรู้เป็นอำนาจในการต่อสู้ต่อไปได้

ในสำนึกของผู้นับถือเจ้าหลวงคำแดง เชื่อกันว่าเจ้าหลวงคำแดงยังคงเป็น “ผีหลวง” ปกครองบริวารอยู่ที่ดอยหลวงเชียงดาวมาเป็นเวลาหลายร้อยปี มีการปกครองกันเป็นลำดับชั้น คล้ายกับระบบการปกครองของมนุษย์

ชาวบ้านที่มาร่วมงานประจำปีพิธีรดน้ำดำหัวเจ้าหลวงคำแดง ซึ่งจัดขึ้นในช่วงสงกรานต์ หรือปีใหม่เมืองของล้านนา เล่าว่า

“ในยุคแรกๆ เจ้าหลวงคำแดงจะมาลงทรงในงานรดน้ำดำหัว แต่ปัจจุบันนี้เป็นเจ้าชนะวงศ์ และเจ้าหลายๆ องค์ผลัดเปลี่ยนกัน เนื่องจากเจ้าพ่อหลวงคำแดงนั้นแก่แล้ว ไม่สามารถมาได้ จึงให้ลูกหลานเหลนของเจ้าพ่อหลวงคำแดงมาลงทรงในงานแทน

“ชาวบ้านที่มาเลี้ยงเจ้าพ่อมีหลายหมู่บ้านทั้งตำบลแม่นะนั้นอาจไม่ขาดแม้ หมู่บ้านเดียว เจ้าพ่อหลวงคำแดงสมัยก่อนนั้นมาและดุกว่านี้ ปัจจุบันมาไม่ได้เนื่องจากมีอายุมาแล้ว อายุประมาณ ๑๐๐ กว่าปี

“งานในวันที่ ๑๖ เมษายน เป็นงานดำหัวเจ้าหลวงคำแดงประจำปี ต้องทำเป็นประจำทุกปี ที่หอเสื้อบ้านแม่นะ ซึ่งเป็นเจ้าบ้านของบ้านแม่นะ ปกป้องรักษาเฉพาะบ้านแม่นะเท่านั้น และในปีหนึ่งจะลงมาเพียงครั้งเดียว

“ขั้นตอนของงานประเพณีรดน้ำดำหัวเริ่มตั้งแต่เช้า โดยชาวบ้านหมู่บ้านแม่นะต่างทยอยกันมาไหว้หอเจ้าบ้าน ทั้งยังนำขนมและดอกไม้ไปไหว้และวางไว้บนหอทั้ง ๓ หลัง จากนั้นจะนำขมิ้นส้มป่อยไปใส่ไว้ในโอ่งหน้าหอแต่ละหลัง เพื่อร่างทรงเจ้าหลวงคำแดงจะได้นำน้ำขมิ้นส้มป่อยเหล่านั้นนำไปรดแก่ชาวบ้าน ที่มาร่วมงานในช่วงบ่าย ชาวบ้านบางคนที่พอมีเงินก็จะบริจาคลงในขันเงินที่วางไว้บนหอเจ้าหลวงคำแดง ซึ่งอยู่หลังทางทิศตะวันตก จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านก่อนที่จะมาร่วมพิธีในช่วงบ่าย

“พอถึงช่วงบ่าย ชาวบ้านจะมารวมกันเพื่อสอบถามถึงปัญหาและความทุกข์ร้อนต่างๆ รวมถึงขอพรจากเจ้าพ่อหลวงคำแดง โดยผ่านร่างทรงเจ้าพ่อเพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข และให้เจ้าพ่อรดน้ำขมิ้นส้มป่อยให้ ชาวบ้านที่มาส่วนใหญ่จะเตรียมเอาขันหรือสลุงมาด้วย เพื่อเอาน้ำขมิ้นส้มป่อยที่เจ้าพ่อปลุกเสกแล้วไปใช้รดต่อที่บ้านของตนเอง เพื่อความเป็นศิริมงคลในบ้าน

“จากนั้นเจ้าพ่อจะรำดาบ และฟ้อนรำในท่าทางต่างๆ ถือเป็นอันเสร็จพิธี”

                                                                                                            
               
               
               
                  ร่างทรงเจ้าพ่อชนะวงศ์ตัวแทนของเจ้าหลวงคำแดงลงมาฟ้อนรำดาบ และรด “น้ำขมิ้นส้มป่อย” แก่ชาวบ้านที่มาร่วมงาน
            

ผีเสื้อบ้าน บ้านใหม่ ชุมชนเมืองคอง อำเภอเชียงดาว
การไหว้ผีเสื้อบ้านที่บ้านใหม่ ชุมชนเมืองคอง อำเภอเชียงดาว เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงการเชื่อมร้อยความเชื่อของชาวบ้านกับโลกศักดิ์สิทธิ์ และธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันอย่างมีดุลยภาพและเกื้อกูลกัน

                                                                              
               
               
                  ชาวบ้านใหม่ ชุมชนเมืองคอง ร่วมกันประกอบอาหาร เพื่อเซ่นไหว้ผีเสื้อบ้านประจำหมู่บ้าน
            

หอเสื้อบ้านประจำหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหอเดี่ยวขนาดใหญ่ แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนเฉพาะ อยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ภายในหอมีหิ้งสำหรับไว้ของบูชา และของเซ่นไหว้ผีเสื้อบ้าน

หอเสื้อบ้านแห่งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นหน่วยการปกครองย่อยของเจ้า หลวงคำแดงและผีเสื้อเมือง ไม่มีคนทรงหรือม้าขี่ ชาวบ้านใหม่เชื่อว่าหอเสื้อบ้านแห่งนี้มีผีอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์นามว่า “เจ้ากาบแก้ว” สามารถบนบานขอพร หรือสิ่งต่างๆ ได้ เช่นเดียวกันกับผีเสื้อเมือง ชาวบ้านส่วนใหญ่มักบนบานขอให้หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือบนบานหาสิ่งของที่หายไป เป็นต้น

นอกจากนั้น ผีเสื้อบ้านและผีเสื้อเมืองยังมีหน้าที่ปกปักรักษาชาวบ้านในตำบลเมืองคอ งแห่งนี้ให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากภยันตราย โดยปาฏิหาริย์ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ของผีเสื้อบ้านและ ผีเสื้อเมืองปรากฏออกมาหลายรูปแบบ ผู้ทำพิธีกรรมเล่าว่า

                                                                              
               
               
                  “หอเสื้อบ้าน” บ้านใหม่ ชุมชนเมืองคอง อำเภอเชียงดาว
            

“เคยมีชาวบ้านออกไปจากหมู่บ้าน โดยใช้ถนนสายเชียงดาว – เมืองคอง รถตกถนนหรือรถคว่ำก็ไม่เป็นอะไรเลย...”

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ชาวชุมชนเมืองคองมีความเชื่อ เคารพนับถือ และศรัทธาผีเสื้อบ้านและผีเสื้อเมืองมากขึ้นเป็นทวีคูณ จะกระทำการใดๆ เช่น แต่งงาน เดินทางไปสถานที่อื่น ก็มักมาบนบานกับหอผีเสื้อบ้านและผีเสื้อเมืองเสมอเพื่อความเป็นสิริมงคล กระทำการงานต่างๆ ได้อย่างสำเร็จราบรื่น ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

ในประเพณีการเลี้ยงผีเสื้อบ้านนั้น จะเซ่นไหว้ด้วยไก่ ๒ ปี สลับกับหมู ๑ ปีเรียงกันไปเช่นนี้ โดยเก็บเงินหลังคาเรือนละ ๒๐ บาทเพื่อซื้อเนื้อหมูหรือไก่ และจัดหาสิ่งของเซ่นไหว้

นอกจากนั้น วันประเพณีการเลี้ยงผีเสื้อบ้าน ชาวบ้านในหมู่บ้านต้องหยุดงาน ๑ วัน เพื่อมาร่วมพิธีทุกหลังคาเรือน ซึ่งนอกจากเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวแล้ว ยังเป็นการพบปะสังสรรค์และพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานด้วย

                                                                              
               
               
                  พิธีเลี้ยงผีฝายถูกจัดขึ้นริมฝายหัวเมือง
            

พิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ - ผีฝาย
ผีขุนน้ำ เป็นอารักษ์ประจำต้นน้ำแต่ละสาย สิงสถิตอยู่บริเวณต้นน้ำบนดอยสูง ผีขุนน้ำที่อยู่ต้นน้ำแม่ใดจะได้ชื่อตามนั้น เช่น ขุนคอง ขุนงัด ขุนดำ ขุนลาว ขุนออน เป็นต้น

ส่วนผีฝาย เป็นผีหรืออารักษ์ที่ทำหน้าที่ดูแลฝายที่ชาวบ้านสร้างขึ้น เพื่อผันน้ำจากลำน้ำใหญ่ขึ้นไปเลี้ยงที่นา เมื่อสร้างฝายเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะอัญเชิญหัวหน้าของผีในละแวกนั้นไปประจำอยู่ที่หอผี ซึ่งส่วนมากมักตั้งอยู่บริเวณปากเหมืองหรือคลองส่งน้ำจากฝายนั้น

เมื่อถึงเดือน ๘ เดือน ๙ เหนือ ชาวบ้านจะทำพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นประจำทุกปี โดยมี “แก่ฝาย” เป็นผู้นำ การเลี้ยงผี จะเลี้ยงในวันใดก็ได้ที่ไม่ตรงกับวันศีลหรือวันพระ ของเซ่นไหว้จะเป็นสัตว์ใหญ่หรือเล็กก็แล้วแต่จะตกลงกัน

                                                                              
               
               
                  ฝายหัวเมือง เมืองคอง (มีนาคม ๒๕๔๗)
            

ผีฝายหัวเมือง เมืองคอง เชียงดาว
“ฝายหัวเมือง” เมืองคอง อำเภอเชียงดาว เป็นฝายสำคัญที่กั้นลำน้ำแม่แตง ผันน้ำเข้าสู่ชุมชนเมืองคองซึ่งมีพื้นที่รับน้ำจากฝายหัวเมืองราว ๕๐๐ ไร่

ฝายหัวเมืองเดิมเป็นฝายไม้ จะผุพังเนื่องจากความรุนแรงของลำน้ำแม่แตงทุกปี จึงต้องใช้แรงงานชาวเมืองคองผู้ใช้น้ำจากฝายนี้ (ประมาณ ๕๐ คน) มาตอกหลักและซ่อมแซมฝายเป็นประจำทุกปี และต้องใช้เวลาถึง ๗ วันเลยทีเดียว นายดวงจันทร์ แก้วดวง แก่ฝายหัวเมือง อธิบายถึงขั้นตอนการตอกหลักตีฝายว่า

“การตอกหลักตีฝายต้องกระทำเป็นประจำทุกปี เนื่องจากฝายหัวเมืองเป็นฝายไม้ และผุพังเนื่องจากความรุนแรงของลำน้ำแม่แตงทุกปี การตีฝายหัวเมืองแต่ละครั้ง แม้จะมีผู้ใช้น้ำมาช่วยกันตีฝาย แต่ต้องใช้เวลาถึง ๗ วันเลยทีเดียว โดยการตีฝายมีหลายขั้นตอนคือ

“ขั้นตอนแรก ก่อนตีฝายต้องทำพิธีบอกกล่าวแม่ธรณี เจ้าที่ จากนั้นจึงกั้นลำน้ำแม่แตงครึ่งหนึ่งและปล่อยออกเพียงด้านเดียว เพื่อความสะดวกในการตอกหลัก จากนั้นนำ “หลักตี” (หลักไม้) ขนาด ๒ ศอก ตีให้จมมิดทั่วทั้งฝาย ยกเว้นบริเวณที่เป็นหลุม และต้องตอกหลักให้ได้ขนาดลาดเอียงตามระดับของฝาย

“ขั้นตอนที่สอง ขนหินแม่น้ำนำมาถมระหว่างหลักฝาย โดยแบ่งออกเป็นชั้น ชั้นแรกให้ถมหินก้อนเล็กและทรายลงไป ชั้นต่อมาให้ถมหินขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ

“ขั้นตอนที่สาม นำ “ค่าวฝาย” (ไม้ไผ่ยาว) มาเรียงตามแนวของฝายทั่วทั้งฝาย แล้วตอกหลักตีขนาดเล็ก (ขนาด ๑ ศอก) บริเวณหัวและท้ายของค่าวฝาย ส่วนกลางของค่าวฝายใช้ “หลักแป้บ” (หลักไม้ไผ่แบน ขนาด ๑ ศอก) ตอกเป็นระยะตามลำค่าวฝาย จากนั้นตอก “หลักหล๋อ” (หลักไม้ขนาด ๕ – ๖ ศอก) ตรงปลายฝาย เพื่อป้องกันฝายยุบตัว

“ขั้นตอนสุดท้าย นำหินขนาดใหญ่กั้นเป็นแนวเหนือฝายตามระดับน้ำเพื่อให้ระดับน้ำสูงจากฝายพอสมควร

“การตีฝายหรือการซ่อมแซมเหมืองฝายโดยส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลา ๗ – ๘ วัน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่ต้องตีฝายหรือซ่อมแซมกันโดยใช้เวลาถึง ๑ เดือนหรือ ๑ เดือนครึ่ง เนื่องจากในสมัยก่อนพื้นฝายหัวเมืองยังไม่แน่นมากนัก ทำให้ฝายหัวเมืองในสมัยก่อนชำรุดง่าย และต้องซ่อมแซมเป็นเวลานาน

“ก่อนการตีฝายแต่ละครั้ง ต้องมีการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ได้แก่ หลักไม้ขนาดต่างๆ ค่าวฝาย หลักแป้บและหลักหล๋อ โดยแก่ฝายจัดประชุมผู้ใช้น้ำและตกลงเรื่องการเตรียมอุปกรณ์ของแต่ละต๊างนา

                                                                                                            
               
               
               
                  ลักษณะการแบ่งงานด้านบนและด้านล่างฝาย
            

“การเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับขนาดของต๊างนาของผู้ใช้น้ำแต่ละราย คือถ้าเจ้าใดมีนาขนาดใหญ่ก็จะต้องเตรียมอุปกรณ์มามากขึ้นตามสัดส่วนของ พื้นที่นาและผลผลิต”

การตีฝายหรือซ่อมแซมฝายหัวเมือง เมืองคอง มีการทำงาน ๒ ระบบ ได้แก่

ระบบการควบคุมดูแล โดยแก่ฝายและผู้ช่วยแก่ฝายจะตรวจเช็คอุปกรณ์ที่ผู้ใช้น้ำแต่ละเจ้านำมา ตลอดจนตรวจสอบจำนวนคนว่าผู้ใช้น้ำมาทำงานครบทุกเจ้าหรือไม่ ถ้าไม่มาตีฝาย จะปรับเงินวันละ ๒๐๐ บาท

ระบบการแบ่งงานกันทำในขณะซ่อมแซมฝาย แบ่งเป็นการทำงานด้านบนฝายและด้านล่างฝาย ด้านบนฝายจะต้องเป็นผู้อาวุโสและชำนาญการตอกหลักฝาย ส่วนด้านล่างฝาย มักเป็นคนหนุ่มที่มีพละกำลังมาก เป็นแรงงานเก็บหินและลำเลียงก้อนหินถมฝายให้เต็มหลักไม้

ประเพณีการเลี้ยงผีฝายต้องกระทำเป็นประจำทุกปี เพื่อไหว้ขอพรต่อผีขุนน้ำ ให้ช่วยดลบันดาลให้มีน้ำเพียงพอต่อการบริโภคและการเกษตรตลอดทั้งปี

ประเพณีนี้จะกระทำในช่วงเวลาเปิดน้ำเข้านา ประมาณเดือน ๙ เหนือ (เดือนมิถุนายน) โดยของเซ่นไหว้ส่วนใหญ่เป็นไก่และหมู

การเลี้ยงผีเสื้อเมืองและผีเสื้อบ้านจะกระทำในวันเดียวกันนี้เอง ดังนั้นในวันเดียวกันนี้ ชาวชุมชนเมืองคองจะต้องร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ๓ พิธีด้วยกัน คือ ไหว้ผีเสื้อเมือง ผีเสื้อบ้าน และผีฝาย (สำหรับผู้ใช้น้ำ)

พุทธศักราช ๒๕๔๘ ฝายหัวเมือง เมืองคองเปลี่ยนจากฝายไม้เป็นฝายหินทิ้ง โดยได้รับงบประมาณจากหน่วยงานราชการมาช่วยเหลือ

                                                                              
               
               
                  ถ้ำแจ้ง” วัดถ้ำตับเตา มีรูปปั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประชวร
            

วัดและพระธาตุ: ตำนานและพิธีกรรมในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนโหล่งเมืองฝาง
ถ้ำตับเตาถือเป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนในแอ่งที่ราบโหล่งเมืองไชย ปราการ – ฝาง มีอายุเก่าแก่ โดยมีตำนานที่ผูกเรื่องราวพื้นบ้านเข้ากับความศรัทธาในพระพุทธศาสนาว่า ในสมัยพุทธกาล ขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใกล้จะปรินิพพาน หลังจากทรงตรากตรำพระวรกายในการประกาศพระศาสนาในถิ่นฐานต่างๆ เมื่อจวนได้เวลาเสด็จดับขันธ์ปรินิพานตามคำทูลอาราธนาของพญามาร พระพุทธองค์ได้รับบิณฑบาตอาหารที่ประกอบด้วยสุกรมัทวะจากนายจุนนะ เป็นเนื้อหมู (เนื้อหมูเป็นโรค บางตำนานก็ว่าเป็นอาหารประกอบจากเห็ดที่งอกจากหลุมฝังศพซากหมูตายด้วยโรค) หลังจากรับบิณฑบาต พระพุทธองค์ก็ทรงประชวรและอาเจียน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ ขณะที่ทรงประชวรอยู่ก็ทรงประทับที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำนั้นคือถ้ำตับเตา

พระสงฆ์สาวกจำนวน ๕๐๐ รูป เมื่อได้ทราบข่าวก็พากันมา ณ ถ้ำแห่งนี้ มีทั้งพระสงฆ์ที่เป็นพระอรหันต์ พระอริยเจ้า และพระสุปฏิปันโนที่เป็นกัลยาณปุถุชนอยู่ เมื่อเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงพระประชวรหนัก พระอรหันต์ได้เหาะไปบอกหมอชีวกโกมารภัจจ์ให้มารักษา แต่รักษาอยู่ได้ ๓ วัน พระอาการก็ไม่บรรเทา มีแต่ทรุดลง พระอรหันต์เจ้ารูปเดิมก็เดินทางไปเชิญพระฤาษีผู้เป็นอาจารย์วิชาการแพทย์ของ หมอชีวกโกมารภัจจ์ให้เดินทางมารักษาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อเดินทางมาถึง พระฤาษีก็ตรวจอาการ และทราบว่าทรงประชวรด้วยอาหารสุกรมัทวะ จะรักษาด้วยยาธรรมดาไม่ได้ ต้องรักษาด้วยยาวิเศษซึ่งมีสรรพคุณรักษาอาการป่วยได้ทุกอย่างไม่ว่าอาการจะ หนักเพียงใดก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ยาหมอชีวกโกมารภัจจ์ต้องเดินทางไปเอาด้วยตนเอง เนื่องจากพระพุทธสาวกอรหันต์รูปนั้นเดินทางเวียนไปเอายาถึงสามครั้ง แต่ก็ไม่ได้ยาตรงความต้องการ

พระพุทธองค์ทรงทราบ จึงได้ปรารภแก่พระอานนท์ว่า

“ตถาคตได้รับอาราธนาจากพญามารเพื่อเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้วประการ หนึ่ง และยังได้รับบิณฑบาตอาหารมื้อสุดท้ายที่ทำให้สำเร็จผลานิสงส์อันมากแก่ผู้ ถวาย คือนายจุนนะ ผู้ถวายอาหารสุกรมัทวะนี้ อาหารสองมื้อที่ผลานิสงส์มากแก่ผู้ถวายบิณฑบาต พระพุทธเจ้า คืออาหารมื้อแรกที่ทำให้สำเร็จพระโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ เจ้า และอาหารมื้อสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าฉันแล้วจะเสด็จเข้าสู่การดับขัน ธปรินิพพาน ดังนั้น ถ้าพระองค์รับโอสถจากพระฤาษีมาฉันก็จะหายจากอาการประชวร เป็นการไม่รักษาสัจจะแก่พญามาร และยังทำให้อาหารมื้อสุดท้ายที่ได้รับบิณฑบาต ไม่มีผลานิสงส์แก่ผู้ถวายเต็มที่ จึงจำเป็นจะต้องไปจากถ้ำแห่งนี้”

พระพุทธองค์จึงตั้งสัจจาธิษฐานว่า “ขอให้เพดานถ้ำจงบังเกิดเป็นโพรงเพื่อจักพาพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากเสด็จเหาะหนีไปทางอากาศได้”

ครั้นพระฤาษีนำโอสถวิเศษให้หมอชีวกโกมารภัจจ์มาถวายแก่พระพุทธเจ้า พระองค์และพระอานนท์ก็เสด็จเหาะขึ้นไปยังเมืองกุสินารายณ์

                                                                              
               
               
                  พระพุทธเจ้าประชวร
            

การที่พระพุทธองค์เสด็จเหาะหนีไป ทำให้พระสงฆ์สาวกทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนพากันโศกเศร้าร่ำไห้ คร่ำครวญอื้ออึง ส่วนที่เป็นพระอริยเจ้าก็สงบจิตสำรวมพิจารณาเหตุการณ์ด้วยธรรม และพากันแสวงหาที่บำเพ็ญธรรมต่อไป เมื่อพระสงฆ์เหล่านี้สำเร็จอรหันตผลแล้ว ก็พากันมายังบริเวณหน้าถ้ำแห่งนั้น แล้วดับขันธ์นิพพานพร้อมกันหมดสิ้น ทิ้งซากศพไว้บนพื้นดิน ส่งกลิ่นเน่าเหม็นตลบไปทั่วทั้งป่า

พระอินทร์จึงให้เทพบุตรผู้มเหศักดิ์ตนหนึ่งนำไฟทิพย์จากสวรรค์มาเผา ผลาญซากศพพระอรหันต์เหล่านั้น ไฟทิพย์นี้มีความร้อน และเผาไหม้กว้างถึง ๘,๐๐๐ วา ไหม้ลงไปในแผ่นดินลึก ๑,๐๐๐ วา ความร้อนทำให้พระยานาคชื่ออุรุนาคราชนำบริวาร ๑,๐๐๐ ขึ้นมาจากพื้นดิน ปล่องที่พระยานาคนำบริวารชำแรกขึ้นมา คือ ตาน้ำผุดที่ได้ก่อให้เกิดหนองน้ำเล็กๆ ด้านหลังถ้ำนั้นเอง

พื้นดินบริเวณวัดถ้ำตับเตาและบริเวณใกล้เคียงจึงขุ่นขาวคล้ายขี้เถ้าปนอยู่ และจะเป็นเช่นนี้ไปจนถึงยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์

ฝ่ายพระฤาษีอาจารย์ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เมื่อไม่อาจถวายโอสถวิเศษให้แก่พระพุทธเจ้าได้ ก็มีความเสียใจยิ่งนัก ยกมือกำถ้วยโอสถขึ้น กล่าวว่า “อันโอสถวิเศษของตูนี้ จะไม่มีไว้สำหรับรักษาผู้ใดอีกต่อไป ไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้วจะรักษาไว้” ว่าแล้วก็สาดโอสถวิเศษทิ้งไปทั่วบริเวณ ทำให้พื้นที่บริเวณถ้ำตับเตาเต็มไปด้วยพืชสมุนไพรหลายชนิด แต่เพราะอำนาจคำกล่าวของพระฤาษีทำให้สมุนไพรที่เกิดขึ้นบริเวณถ้ำตับเตามี คุณภาพในการรักษาโรคต่างๆ อ่อนมากเมื่อเทียบกับสมุนไพรชนิดเดียวกันในพื้นที่อื่นๆ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงอดีตของพระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ รูปที่พากันมาถวายบังคมเยี่ยมพระอาการประชวร ซึ่งต่อมาสำเร็จอรหันตผลและพากันมาดับขันธ์นิพพาน ณ ที่นี้พร้อมกันว่า

“ในสมัยพุทธกาลแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามหากัสปะ พระพุทธองค์พระองค์นั้นได้นำพระสงฆ์สาวกมาเดินทางพักพระอริยาบถ ณ ถ้ำตับเตาแห่งนี้ และได้ท่องสวดบทพระธรรมเทศนาด้วยเสียงอันไพเราะกังวาล ทำให้ฝูงค้างคาวจำนวน ๕๐๐ ตัว ที่อยู่ในถ้ำแห่งนั้นมีความเคลิบเคลิ้มจิตตกภวังค์หล่นลงมากระทบพื้นหินตาย แต่ด้วยอำนาจแห่งผลบุญที่เหล่าค้างคาวได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา ก็พากันบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเทพบุตร ๕๐๐ องค์ มีชื่อเรียกว่า “อังคุลีเทพบุตร” ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จลงมาเกิดเป็นพระสิทธัตถะกุมาร และออกผนวช เทพบุตรทั้ง ๕๐๐ องค์ได้มาเกิด และบวชเป็นพระภิกษุในพระศาสนาของพระสมณโคดมพุทธเจ้า และสำเร็จพระอรหันต์ครบถ้วน ๕๐๐ รูป”

ปัจจุบัน วัดถ้ำตับเตาตั้งอยู่บ้านหมู่ที่ ๑๓ บ้านถ้ำตับเตา ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจากหนังสือประวัติวัดถ้ำตับเตา เรียบเรียงโดยอาจารย์อินทร์ศวร แย้มแสง ได้ให้ความหมายของคำว่า “ตับเตา” ว่าอาจเพี้ยนมาจากคำว่า ดับเถ้า (อ่าน ดับ - เต้า) ภาษาเหนือหมายถึงดับขี้เถ้าที่เกิดมาจากการเผาไหม้ของป่าไม้ และภายหลังเพี้ยนมาเป็น “ตับเตา”

                                                                              
               
               
                  หลักแป้บ (ซ้าย) และหลักหล๋อ (ขวา)
            

บทสรุป
บ้าน คือหน่วยชุมชนพื้นฐานของสังคม ที่ประกอบส่วนขึ้นเป็นรัฐชาติในภายหลัง ก่อรูปขึ้นจากระบบพลังการผลิตแบบสังคมกสิกรรม บนฐานความสัมพันธ์ทางการผลิตในระดับสังคมกลุ่มเครือญาติทางสายเลือด และการแต่งงาน

ชุมชนหมู่บ้านใช้พิธีกรรมทั้งทางลัทธิความเชื่อในผีสางเทวดาแบบดั้งเดิม (Animism) กับพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่สถาปนาตนเองขึ้นในภายหลัง ในการกำหนดเขตแดนในการครอบครอง ก่อนที่จะขยายตัวออกเป็นเครือข่ายชุมชนที่กว้างใหญ่ขึ้นเป็นเขตความสัมพันธ์ ที่เรียกว่า “โหล่ง” จนกระทั่งเป็นเขตแดนระดับเมืองในที่สุด โดยการผสมผสานกับวิธีการบริหารจัดการทรัพยากรในระบบการผลิต อันเชื่อมโยงไปถึงการจัดความสัมพันธ์ในด้านที่เป็นพลังสมานฉันท์ทางสังคม กับเป้าหมายคุณภาพชีวิตที่มุ่งไปสู่ความสงบร่มเย็น และความราบรื่นในทางการปกครองของสังคมได้ในที่สุด

ระบบคติความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษแสดงนัยความหมายทางสังคม และระบบความสัมพันธ์ระดับครอบครัวและชุมชนหมู่บ้านอย่างน้อย ๓ ประการ ได้แก่

ประการแรก การเลี้ยงผีปู่ย่านับเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ในระบบสายเครือญาติที่มีความ ผูกพันกันอย่างแนบแน่น และมีความเอื้ออาทรต่อกัน ให้ได้มาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบซึ่งกันและกัน

ผีปู่ย่าเป็นจารีตที่ผูกพันคนในตระกูลให้ประพฤติตนอยู่บรรทัดฐาน เดียวกัน ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ทั้งยังเป็นระบบที่ควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมมิให้ทำผิดจากจารีต มิเช่นนั้นอาจเกิดภัยอันตรายต่อตนเอง หรือผู้เป็นเค้าผีได้

การผิดจารีตในสังคมแสดงออกมาในรูปแบบของการถูกผีปู่ย่าทัก การผิดผี เช่น การลักลอบมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างชาย – หญิง สิ่งเหล่านี้ถือว่าผิดผี และอาจทำให้คนที่กระทำผิดหรือเค้าผีได้รับอันตราย หรือเจ็บไข้ได้ป่วย

ประการที่สอง การสืบผีและการเลี้ยงผีต้องยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้คงอยู่ และพยายามดำรงตัวเองเสมอ เช่น ถ้าลูกสาวคนแรกไม่เอาผีปู่ย่าก็ให้ลูกสาวคนถัดไปได้ หรือถ้าสมาชิกบางคนไม่มีไก่ก็สามารถนำแคบหมูมาเลี้ยงได้ แม้การเลี้ยงผีปู่ย่าในปัจจุบันจะทำกันเฉพาะในสายตระกูลที่เล็กลง แต่ก็ยังไม่หมดไป เนื่องจากครอบครัวที่แยกออกไปจะเลี้ยงผีปู่ย่ากันเองอย่างเงียบๆ อยู่ภายใน

กำหนดการเลี้ยงผีปู่ย่าสามารถปรับเปลี่ยนเลื่อนไหลตามสถานการณ์เพื่อดำรงตัวตนและพิธีกรรมให้คงอยู่เสมอ

ประการที่สาม ระบบเค้าผีแสดงถึงลักษณะทางสังคมแบบเครือญาติ และความมั่นคงของชุมชนในการตั้งถิ่นฐาน ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนานและมั่นคง การขยายตัวของสมาชิกจะเกิดขึ้นภายในของระบบเครือญาติ เช่น บางหมู่บ้านมีจำนวน ๒๐๐ หลังคาเรือน มีผีปู่ย่าราว ๒๐ สายตระกูล แต่ละสายเป็นสายที่ใหญ่ สายละประมาณ ๑๐ ครัวเรือนขึ้นไป ในกรณีเช่นนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ภายในชุมชน ที่มีความมั่นคง มีการอพยพเคลื่อนย้ายน้อย หรือไม่เคลื่อนย้ายเท่าใดนัก และยังอาจยืนยันความเป็นชุมชนดั้งเดิมได้อย่างดี กลุ่มเค้าผีเหล่านี้ได้กระจายออกไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ที่ล้วนมีความสัมพันธ์กันในระบบเครือญาติกันอย่างใกล้ชิด

การพัฒนาหรือการสร้างสรรค์กระบวนการทางสังคมใหม่ๆ บนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันนี้ ย่อมเป็นไปได้ง่ายกว่าสังคมที่มีแต่คนแปลกหน้าต่อกัน เช่น สังคมสมัยใหม่ในเมือง

บนโครงสร้างความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันอย่างนี้ ย่อมส่งผลถึงระบบจริยธรรมและการควบคุมจริยธรรมทางสังคมในระดับชุมชนที่แตก ต่างกันไปด้วย

ระบบจริยธรรมนั้นอาจไม่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แต่อาจซ่อนอยู่ใต้แนวคิดจิตสำนึกภายใน แล้วแสดงออกผ่านระบบต่างๆ เช่น ระบบอาวุโสในชุมชน ระบบพลังอำนาจเหนือธรรมชาติในการรักษาพยาบาล ระบบการตัดสินปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัวและชุมชน ตลอดถึงระบบการระดมแรงงานในการทำงานหรือการทำบุญผ่านแรงศรัทธาทางศาสนาอย่าง ใดอย่างหนึ่งก็ได้

สิ่งเหล่านี้ยืนยันถึงระบบคุณค่าของสังคมเครือญาติ ที่ยังคงเป็นพื้นฐานอันสำคัญของชุมชนระดับหมู่บ้าน ซึ่งดำรงอยู่อย่างมีบทบาทหน้าที่ในสังคมท้องถิ่นอย่างมีความหมายยิ่ง

                           
            บรรณานุกรม
            จูเหลียงเหวิน (งามพรรณ เวชชาชีวะ – แปล). ชนชาติไต สถาปัตยกรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีไตในสิบสองพันนา. เชียงใหม่: สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, ๒๕๓๖.
            ฉัตรชัย พงศ์ประยูร. การตั้งถิ่นฐานมนุษย์ ทฤษฎีและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๖.
            ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต. กรุงเทพฯ: เจริญวิทย์การพิมพ์, ๒๕๓๓.
            ประคอง ธรรมไชย. ข้อมูลประวัติหมู่บ้านในอำเภอพร้าว. รายงานการสืบค้นข้อมูลประวัติหมู่บ้าน ปีงบประมาณ ๒๕๔๕, สภาวัฒนธรรมอำเภอพร้าว, ๒๕๔๕.
            ภัททิยา ยิมเรวัต. ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์, ๒๕๔๔.
            สรัสวดี อ๋องสกุล. ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ – ลำพูน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๔๓.
            หนานชุม นันเจริญ (เรียบเรียง). คร่าวฮ่ำ ตำนานเมืองพร้าวและวัดท้าวพญาผาบ ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: ธาราทองการพิมพ์, ๒๕๒๕.
            อุไรวรรณ ตันกิมหยง. “องค์กรสังคมในระบบชลประทานเหมืองฝายและการระดมทรัพยากร: เปรียบเทียบระหว่างชุมชนบนที่สูงและชุมชนพื้นราบในภาคเหนือของประเทศไทย” ใน วารสารสังคมศาสตร์, ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๑ และ ๒ (เมษายน ๒๕๒๗ – ตุลาคม ๒๕๒๘).
 

[ กลับไป วารสารเมืองโบราณ ปี 2550 ฉบับที่ 33.1 | สารบัญเรื่องพิเศษ ] ที่มา  http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=151
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 24, 2013, 09:04:22 pm โดย kunthai » บันทึกการเข้า

ไม้คดใช้แปงขอ เหล็กงอใช้แปงเคียว คนคดอย่างเดียวใช้การบ่ได้
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Black Styler by MadBlazer