Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - ประวัติศูนย์กลางอิสลามฯ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

องค์กร บุคคล มุสลิมเชียงใหม่ => องค์กร มุสลิมในเชียงใหม่และภาคเหนือ => ข้อความที่เริ่มโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ มกราคม 16, 2015, 11:19:43 am


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: ประวัติศูนย์กลางอิสลามฯ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ มกราคม 16, 2015, 11:19:43 am
                           
            ประวัติศูนย์กลางอิสลามฯ
            
            มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
            
            ความเป็นมา
            
                               ก่อนจะมาเป็น “ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย” เดิมนั้นเป็นความคิดริเริ่มของกลุ่มผู้ก่อตั้ง ที่ต้องการสร้างความเป็นปึกแผ่นของศาสนาอิสลามให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย โดยการจัดตั้งสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเป็นที่ชุมนุมของชาว มุสลิมทั้งประเทศ ได้เข้าร่วมประกอบพิธีร่วมกัน ซึ่งโดยปกติแล้วชาวมุสลิมที่แยกย้ายกันอยู่ตามเขตและหมู่บ้านต่างๆ หรือตามต่างจังหวัด มักจะมีมัสยิดย่อยๆ ประจำชุมชนแต่ละชุมชน ไม่มีที่รวมตัวกันอย่างเป็นปึกแผ่นหรือถาวรเป็นส่วนกลาง ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางอิสลามระดับชาติแทน กลุ่มมุสลิมในเมืองไทย หรือเป็นศูนย์กลางของการติดต่อระหว่างมุสลิมระดับชาติ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในวาระสำคัญ คือวันศุกร์ และวันตรุษทั้ง 2 หรือเป็นที่พบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ความเคลื่อนไหวของสถานการณ์โลก รวมถึงเป็นสถานที่ให้ความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามในด้านต่างๆ อีกด้วย
            
                              
            
                               กลุ่มผู้ก่อตั้งโดยการนำของ ร.อ.ฉัตร ศรียานนท์ ผู้เป็นทั้งประธานกรรมการและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการก่อตั้งคณะกรรมการ ขึ้น เพื่อบริหารงานและขอยื่นจดทะเบียนใช้ชื่อว่า “มัสยิดกลางแห่งประเทศไทย” ในปี พ.ศ. 2497 ต่อมาจึงได้มีการพิจารณาหาทำเลที่ตั้งและทุนสำหรับการก่อสร้างอาคาร มีการเปลี่ยนสถานที่หลายแห่งจนกระทั่งมาลงตัวในสถานที่ตั้งปัจจุบันและ เปลี่ยนชื่อจาก “มัสยิดกลางแห่งประเทศไทย” มาเป็น “มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย” ในปี พ.ศ. 2519 ทั้งนี้ก็เพื่อความเหมาะสมและความคล่องตัวต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ ซี่งมีนายเล็ก วานิชอังกูร เป็นประธานมูลนิธิฯ ผู้ริเริ่มการก่อสร้างคนต่อมา การจัดหาสถานที่และเงินทุนนั้นได้เริ่มทำกันเป็นระยะๆ สะสมกันมาตลอด จากการบริจาคของชาวมุสลิมในประเทศไทย และการบริจาคที่ดินของเอกชนรวมถึงการช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ รวมกันทีละน้อยจนกลายเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควรเพียงพอที่จะบันดาลให้มัสยิด แห่งนี้เกิดเป็นจริงได้ในที่สุด บนเนื้อที่ของมูลนิธิฯ จำนวน 10 ไร่เศษ ได้มีการเริ่มตอกเสาเข็มวางรากฐานอาคารโดย ฯพณฯ จอมพล ถนอม กิติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี เมื่อปี พ.ศ. 2514
            
                                    การก่อสร้างได้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เพราะเงินทุนในการก่อสร้างมีจำกัด เมื่อการก่อสร้างได้ดำเนินไปได้ประมาณ 40% ของโครงการ ประธานมูลนิธิฯ (นายเล็ก วานิชอังกูร) ก็ได้กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) จึงเป็นหน้าที่ของประธานมูลนิธิฯ คนต่อมารับช่วงบริหารโครงการให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายต่อไปตามลำดับดัง นี้           
            
                                                        1. ร.อ. ฉัตร   ศรียานนท์        พ.ศ. 2497 – 2510
            
                                                        2.นายเล็ก     วินิชอังกูร        พ.ศ. 2511 – 2517
            
                                                        3.นายเกษม   มานะจิตต์       พ.ศ. 2517 – 2520
            
                                                        4.นายสมาน  เพ็ชรทองคำ    พ.ศ. 2520 – 2529
            
                                                         ในปี พ.ศ.2527 อาคารมัสยิดได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ พอจะประกอบพิธีละหมาดได้ ใช้เงินค่าก่อสร้างประมาณ 30 ล้านบาท รวมเวลาก่อสร้าง 14 ปี
            
                                                         5.นายสมาน  เกิดอยู่            พ.ศ. 2529 – 2537
            
                                                         6.นายเกษม  สุวรรณดี         พ.ศ. 2537 – 2540
            
                                                         7.นายบุญชู   สมุทรโคจร    พ.ศ. 2540 – 2542
            
                                                         8. นายประสิทธิ์  อามินเซ็น   พ.ศ. 2542 – 2546
            
                                                         9. ศ.ดร.อิมรอน    มะลูลีม      พ.ศ. 2547 – 2553
            
                                                      10. รศ.ดร.ปกรณ์      ปรียากร   พ.ศ. 2553 -  ปัจจุบัน
            
            การออกแบบและก่อสร้าง
            
                               ในปี พ.ศ. 2511 เป็นช่วงระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่อารยธรรมสากล ในช่วงเวลานี้มุสลิมในกรุงเทพฯ ต้องปรับโลกทัศน์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก โดยเชื่อมโยงกับความเป็นสากลแทนการอิงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่นเดิม วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปส่งผลให้มุสลิมในกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก บัณฑิตมุสลิมที่จบการศึกษาทั้งด้านการศาสนาและวิชาสามัญเป็นกลุ่มใหม่ที่มี บทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคมและการออกแบบมัสยิด โดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ชุมชนมุสลิมต้องการมัสยิดที่เป็น “ศูนย์กลางชุมชน” ในรูปแบบใหม่ที่รองรับกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งแสดงอัตลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรมได้มากขึ้นผ่านทางรูปแบบ “สถาปัตยกรรมอิสลาม” ที่หลากหลาย ชุมชนมุสลิมในกรุงเทพฯ จึงเลือกรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดในการสร้างมัสยิด ในฐานะที่เป็น “บ้านของพระเจ้า”
            
                               ข้าพเจ้า นายไพจิตร พงษ์พรรฦก ในฐานะที่เป็นสถาปนิก ที่ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบโครงการ “มัสยิดศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย” จากประธานมูลนิธิฯ (นายเล็ก วานิชอังกูร) มีความเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ระดับชาติ เป็นมัสยิดศูนย์รวมของชาวไทยมุสลิมทั้งประเทศในการปฏิบัติศาสนกิจ ประจำวัน ประจำสัปดาห์ และในวันตรุษประจำปีทั้ง 2 จะต้องเป็นอาคารขนาดใหญ่จุคนจำนวนมาก และมีรูปแบบที่นำสมัยล้ำยุค เพื่อให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการก่อสร้างยุคใหม่ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณค่าก่อสร้างเป็นจำนวนมาก
            
            จากการศึกษา ค้นคว้าถึงรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบอิสลามทั่วโลกแล้ว ในอดีตกาลที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลจากอาณาจักรออตโตมัน (กรุงโรม ประเทศอิตาลี และตุรกี) เปอเชีย (อิหร่าน) และโมกุล (อินเดีย) ซึ่งมีซุ้มโค้ง โดม และหออะซาน เป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มัสยิดกลางในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี มัสยิดกลางในเมืองอิสฟาฮาน ประเทศอิหร่าน ซึ่งมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบอิสลามที่หรูหรา อลังการมาก มีซุ้มโค้งที่สวยงามประดับประดาด้วยโมเสคสีและลวดลายอักษรประดิษฐ์ ภาษาอาหรับอย่างวิจิตรตระการตา เป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็น เป็นความงดงามซึ่งในปัจจุบันนี้เราไม่สามารถที่จะลอกเลียนแบบได้ ถ้าลอกเลียนแบบ ก็ต้องใช้ช่างที่มีฝีมือและใช้งบประมาณมากมายมหาศาล
            
            เนื่องจากงบประมาณค่าก่อสร้างของโครงการ “มัสยิดศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย” มีจำกัด (ประมาณ 2-3 ล้านบาท) อัลฮัมดุลิลลาฮ์ ข้าพเจ้าจึงต้องตัดสินใจที่จะปฏิวัต รูปแบบหาวิธีการออกแบบก่อสร้างหลังคาสมัยใหม่ ในการสร้างอาคารขนาดใหญ่ด้วยเงินจำนวนจำกัดด้วยระบบ MODULE (MODULAR SYSTEM) ในรูปทรงหลังคาหกเหลี่ยมด้านเท่า (แบบรังผึ้ง) เป็นหนึ่งหน่วย โดยการนำผังรูปหกเหลี่ยมแต่ละหน่วยมาจัดวางให้ได้องค์ประกอบที่สวยงามและ เหมาะสมสนองประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการจำนวน 19 หน่วย แต่ละหน่วยนั้นจะเป็นรูปหกเหลี่ยมด้านเท่า มีเสาอยู่ตรงกลาง คล้ายดอกไม้หกกลีบกำลังชูดอกเบ่งบานรับแสงตะวัน โครงสร้างของแต่ละหน่วยนั้นจะเป็นอิสระไม่เชื่อมติดกับหน่วยอื่นๆ สามารถที่จะสร้างได้ทีละหน่วยตามกำลังเงินงบประมาณจนกว่าจะครบจำนวน 19 หน่วย วัสดุโครงสร้างของแต่ละหน่วยนั้นเป็นคอนกรีตเปลือกบาง (Thin Shell Concrete) มีขนาดกว้าง 12 เมตร เมื่อแหงนมองเพดานจากเบื้องล่างขึ้นไปจะเห็นความงดงามส่วนโค้งของโครงสร้าง อันบริสุทธิ์ ที่เกิดเป็นซุ้มโค้งให้ความรู้สึกนุ่มนวลด้วยเส้นสายที่โค้งเรียวมาบรรจบกัน ในมิติใหม่ โดยที่ไม่ต้องมีวัสดุฉาบผิวมาตกแต่งเพิ่มเติม

                         
               
            
                  การ สร้างเอกลักษณ์ของความเป็นสถาปัตยกรรมอิสลามให้กับอาคารมัสยิดแห่งนี้ อีกอย่างหนึ่งคือกำหนดลวดลายแบบ MORESQUE (MOORISH) และ ARABIAN ลงบนบานประตู ราวลูกกรง ผนังอาคารและรั้ว ตลอดจนการใช้กระจกสี และการแกะสลัก อายะฮ์อัลกุรอาน เป็นตัวอักษรประดิษฐ์ภาษาอาหรับลงบนผนังหินอ่อนสีดำ ทางด้านทิศกิบละฮ์ จำนวน 21 แผงด้วย
            
                   การแก้ปัญหาด้านระบบระบายอากาศในอาคารนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศเข้าช่วย แต่ได้คำนึงถึงการใช้ระบบถ่ายเทอากาศตามธรรมชาติ เมื่อเพดานของอาคารมีความสูงมากจึงเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ต้องให้มีการไล่ อากาศร้อนที่เบาลอยตัวขึ้นตอนบน โดยอาศัยลมธรรมชาติที่พัดเข้าทางประตูด้านล่าง ซึ่งเปิดโล่งเป็นส่วนใหญ่ไล่อากาศร้อนออกทางช่องด้านบนที่เปิดไว้ติดกับส่วน โค้งของเพดานหลังคา ทำให้อากาศภายในอาคารมีการหมุนเวียน โกรกสบายไม่อบอ้าว แม้จะเต็มไปด้วยเหล่าผู้เข้าร่วมพิธีละหมาดอย่างคับคั่งก็ตาม
            มัสยิด ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทยนี้จุคนละหมาดทั้งชาย-หญิง รวมกันได้ประมาณ 5,000 คน บริเวณโถงชั้นกลางมีห้องประชุมหกเหลี่ยม สำหรับการประชุมระดับ วี.ไอ.พี. จุผู้เข้าประชุมได้ 25 คน และผู้สังเกตการณ์อีก 20 คน ชั้นล่างเป็นสำนักงานมูลนิธิฯ ห้องรับแขก ห้องประชุมกรรมการ และห้องประชุมใหญ่จุคนประมาณ 1,000 คน สำหรับจัดงานการประชุมสัมมนาวิชาการ หรือการจัดเลี้ยงมงคลสมรส ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีห้องสมุดประชาชน ห้องทำงานขององค์กร และสถาบันมุสลิมต่างๆ ห้องอัดเสียงรายการวิทยุ ศูนย์หนังสืออิสลาม ศูนย์อาหาร ที่อาบน้ำละหมาด ห้องน้ำ-ห้องสุขา ห้องโถงใหญ่เอนกประสงค์สำหรับจัดเลี้ยงละศีล-อด เดือนรอมฏอน หรือจัดบรรยายพิเศษแบบสบายๆ ประจำสัปดาห์
            อย่างไรก็ดีการ เริ่มโครงการตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนับเป็นความเมตตาของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ทรงประทานกำลังใจให้แก่คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องให้ได้มีความมุ่งมั่นทำงานด้วยความอดทนและเสียสละ จนประสบความสำเร็จทุกๆ ด้านดังที่ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้                                
            ประวัติศูนย์กลางอิสลามฯ
            ที่มา
            http://www.thaiislamiccenter.com/2013/main/content.php?page=sub&category=2&id=4


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service